ข่าว

นักวิชาการชี้กม.ปิดทางอภัยโทษนักการเมืองทำผิดอาญา

นักวิชาการชี้กม.ปิดทางอภัยโทษนักการเมืองทำผิดอาญา

28 ก.ค. 2552

"ธงทอง" ชี้ พระราชอำนาจอภัยโทษไม่ใช่ศาลที่ 4 กลับคำพิพากษามาได้ แนะแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง นักรัฐศาสตร์ ชี้ กฎ หมายทั่วโลกปิดทางอภัยโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำผิดอาญา ทุจริตคอร์รัปชั่น

(28ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะนิติศาสตร์จัดการเสวนาเรื่อง “เมื่อราษฎร์ถวายฎีกา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ โดย รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึงฎีกาในประวัติศาสตร์ไทย ว่า ฎีกาในความหมายที่เป็นหนังสือที่ยื่นเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และฎีการ้องทุกข์ การถวายฎีกาจึงเป็นสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่คงอยู่กับสังคม ไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นช่องทางให้ผู้ต้องโทษอาญาได้ขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ช่องทางการถวายฎีกานี้ต้องไม่ใช่ศาลชั้นที่ 4 การพระราชทานอภัยโทษจึงไม่ใช่การกลับคำพิพากษาของศาล
 
 โดยผู้ที่ถวายฎีกาจะอ้างถึงคุณงามความดีในอดีตหรือการเจ็บป่วยทุกข์ยากต่าง ๆ โดยกรมราชทัณฑ์จะทำหน้าที่รวบรวมและนำเสนอฎีกาของผู้ต้องขังให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ประมวลเรื่อง และทำความเห็นประกอบฎีกาต่าง ๆ ก่อนนำขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัยตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ โดยทุกครั้งที่เปลี่ยนรมว.ยุติธรรม สำนักพระราชวังจะส่งเรื่องการถวายฎีกากลับมาให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาความเห็นประกอบเกี่ยวกับการถวายฎีกาอีกครั้ง
 
 รศ.ธงทอง กล่าวอีกว่า ในทางจารีตประเพณีนอกเหนือจากการอภัยโทษทางอาญาแล้ว ยังมีการอภัยโทษทางวินัยและโทษทางแพ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตยพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจค่อนข้างจำกัด ทรงปกเกล้าไม่ได้ทรงปกครอง แม้การพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจ แต่อยากฝากข้อคิดว่า การเมืองควรแก้ปัญหาด้วยการเมือง การทำให้การเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ สมควรต้องตรึกตรองด้วยความรอบคอบ เพราะในหลายประเด็นพระมหากษัตริย์ไม่สามารถชี้แจงหรือปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นี้หรือเหตุการณ์ใด พยายามอย่าให้พระมหากษัตริย์ต้องมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยที่ต้องช่วยกันคิด
 
 ต่อมาในการเสวนาเรื่อง “เมื่อราษฎร์ถวายฎีกา กฎหมายและระเบียบปฏิบัติ” ศ.ปิยะนาถ บุนนาค อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ กล่าวว่า ฎีกาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แบ่งเป็น 2 ประเภท 1 ฎีกาขอพราะชาทานอภัยโทษ ลดโทษ เรียกว่าฎีกานักโทษ เพื่อให้โอกาสผู้ต้องโทษได้กลับตัวเป็นคนดี แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ทูลเกล้าถวายฎีกาต้องได้รับโทษก่อน 2. ฎีกาขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์หรือร้องทุกข์ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งไม่มีรูปแบบและวิธีการแน่นอน
 
 นายวีระ  สมบูรณ์  หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ฎีการ้องทุกข์กับฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และการนิรโทษกรรม มีความแตกต่างกันและไม่ควรนำมาปะปนกัน นิรโทษกรรมคือ ให้เลิกแล้วต่อกัน เป็นเรื่องความผิดทางการเมือง กระทำเป็นการทั่วไป ทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้ ในธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ จะคงพระราชอำนาจอภัยโทษไว้ให้เป็นทั้งกฎหมายและพระราชอำนาจ
 
 ส่วนประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็มีอำนาจในการอภัยโทษเช่นกัน โดยถือหลักว่าผู้กระทำผิดรู้สำนึก ได้ชดใช้โทษมาช่วงเวลาหนึ่ง และจะไม่กลับมากระทำผิดอีก ควรให้บุคคลดังกล่าวกลับมาใช้ชีวิตปกติ การอภัยโทษจึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลแต่เป็นเรื่องสาธารณะ โดยราษฎรทุกคนมีสิทธิขอและได้รับการอภัยโทษ
 
 นายวีระ กล่าวอีกว่า อำนาจอภัยโทษเป็นอำนาจสูงสุด อยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมและการเมือง จำเป็นต้องมีการกำหนดขั้นตอนและเงื่อนไขให้ชัดเจนและรัดกุม เพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจไปในทางก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง โดยการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษไม่สามารถกระทำได้ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กระทำผิดอาญา กบฏ ทุจริตคอร์รัปชั่น หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีก็ไม่อาจอภัยโทษให้แก่ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งทางการเมืองได้เช่นกัน หรือในประเทศสเปน กษัตริย์ก็ไม่อาจอภัยโทษแก่รัฐมนตรีที่ผิดอาญาหรือกบฏได้
 
 รศ.สุริชัย  หวันแก้ว  ผอ.สถาบันวิจัยสังคม  กล่าวว่า  สังคมไทยไม่ได้มีเพียง 2 กลุ่ม เราจึงไม่ควรมาเถียงว่ากันว่าควรหรือไม่ควรถวายฎีกา ที่ผ่านมาเราหวังพึ่งระบบตุลาการจนเกิดตุลาการเกินดุล หรือการหวังพึ่งการเมืองมากจนเกิดการกินรวบ การพิจารณาเรื่องฎีกาโดยไม่สนใจบริบทของสังคมบริโภคนิยม และมีการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีข้ามพรมแดนไม่ได้ เราอยู่ในสังคมพร่ามัวคิดว่าโกงก็ได้ขอให้มีผลงาน จะแก้วิกฤตก็ต้องนิรโทษกรรมเหมายกเข่ง ผู้คนคิดว่าไม่มีอะไรที่มีคุณค่าเป็นสัจธรรม ทุกอย่างขึ้นลงได้เหมือนตลาดหุ้น
 
 ในช่วงต่อข้อซักถามว่า การล่าชื่อ 1 ล้านชื่อ เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทำได้หรือไม่
 
 นายวีระ กล่าวว่า ขณะนี้มีการทำเรื่องการถวายฎีการ้องทุกข์มาร่วมกับการขออภัยโทษ และยังโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คดีได้รับการตัดสินแล้ว โดยส่วนตัวมองว่าไม่สามารถกระทำได้ ไม่ว่าจะมีรายชื่อกี่ล้านชื่อก็ตามและยังเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอีกด้วย ในเบื้องต้นหากไม่แน่ใจว่ากระทำได้หรือไม่ ควรยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย