
จับ 3 ทายาทเศรษฐีหมื่นล้าน ฆาตกรรมบุพการีฮุบสมบัติ
24 ม.ค. 2559
เรื่องเล่าข่าวดัง : จับ 3 ทายาทเศรษฐีหมื่นล้าน ฆาตกรรมบุพการีฮุบสมบัติ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
จริงอยู่ที่ว่ากันว่า เงิน...ทอง...ทรัพย์สมบัติ แม้มีมากเท่าไหร่ตายไปก็ไม่สามารถนำพาติดตัวไปได้ แต่ทรัพย์สิน ข้าวของ และเงินทองนี้ มักเป็นชนวนเหตุแห่งความแตกแยก เกิดการแย่งชิง ไม่เว้นแม้กระทั่งการฆ่าคนในครอบครัว กลายเป็นคดีฆาตกรรมสะเทือนความรู้สึกของคนในสังคมอยู่เป็นเนืองนิตย์
กรณีเศรษฐินีชาวอินเดียที่เข้ามาทำธุรกิจค้าเสื้อผ้าที่ย่านสำเพ็งเป็นรายแรกๆ แล้วขยายไปลงทุนในหลายธุรกิจโดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์จนฐานะร่ำรวยมีมูลค่าทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท เป็นอีกคดีหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้มีเงินทองมากมายมหาศาลก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาซึ่งความสุขที่สุดของชีวิต และทรัพย์สินที่มีมากมายมหาศาลนั้นนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างเครือญาติ แม้กระทั่งชีวิตของเธอก็ต้องจบลงเพียงเพราะทายาทต้องการฮุบสมบัติ
เรื่องราวนี้เปิดเผยขึ้นหลังจากบุตรชายคนที่สองของมหาเศรษฐีรายนี้เข้าขอความช่วยเหลือจากทีมข่าวอาชญากรรมเครือเนชั่น โดยอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากต้นธารกระบวนการยุติธรรมไทยมากนัก จนทำให้เขาปักใจเชื่อว่ามีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลในวงการผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าไปแทรกแซงทำให้คดีการฟ้องร้องกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวของเขาติดขัดไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในคดีที่เขาสงสัยว่ามารดาของเขาถูกพี่สาวและน้องสาวของเขารวม 3 คน วางยาจนเสียชีวิต และมีการปลอมแปลงพินัยกรรมคนตายเพื่อฮุบสมบัติ
ทายาทมหาเศรษฐีรายนี้ ให้ข้อมูลว่า ครอบครัวของเขานับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาคือผู้ที่จะเข้าไปรับช่วงทำธุรกิจในครอบครัวคือบุตรชาย ส่วนบุตรสาวนั้นไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องออกเรือน โดยบิดามารดาจะให้ทรัพย์สินไปเป็นสินสอดในการแต่งงานกับคู่ครอง ซึ่งเมื่อแต่งงานแล้วต้องไปใช้ชีวิตกับครอบครัวสามีถือเป็นคนของครอบครัวนั้น
เขาอ้างว่า หลังจากครอบครัวของเขาเข้ามาทำธุรกิจในไทยระยะเวลาหนึ่งเกิดปัญหาทางธุรกิจ เขาต้องเสียสละตัวเองเข้ามาทำธุรกิจของครอบครัวโดยทิ้งโอกาสทางการเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้น้องชาย 2 คนได้ศึกษาร่ำเรียนต่อ ขณะที่พี่สาวและน้องสาวอีก 3 คน แต่งงานออกเรือนไปแล้ว
หลังเขาเข้ามารับช่วงทำธุรกิจต่อจากพ่อ ทำให้ฐานะของกิจการบริษัทในครอบครัวกลับฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง ต่อมาบิดาของเขาเสียชีวิต และนั่นนำมาสู่ความร้าวฉานของคนในครอบครัว เมื่อบรรดาพี่น้องเปิดศึกฟ้องส่วนแบ่งหุ้นในกิจการของบริษัท จนมีเรื่องราวฟ้องร้องกันไปมากว่า 30 คดี
“พี่น้องผมเขารู้จักกับอดีตบิ๊กตำรวจหลายคนซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลเหล่านั้นทางคดีมาโดยตลอด ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องการฟ้องร้องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในหุ้นของบริษัทรวมถึงทรัพย์สินนั้นผมยังพอรับได้ แต่ที่รับไม่ได้คือการฆ่ามารดาผมโดยคนที่ลงมือคือพี่น้องของผม ซึ่งเป็นลูกของแม่ผมแท้ๆ มันเป็นการผิดศีลธรรมที่รับไม่ได้” ทายาทมหาเศรษฐีชาวอินเดีย กล่าว
เขา ให้ข้อมูลต่อว่า มารดาของเขาล้มป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองตีบตั้งแต่ปี 2548 ระหว่างนี้น้องสาวซึ่งได้หย่าร้างกับสามีได้กลับเข้ามาในบ้านโดยอ้างว่าจะขอดูแลมารดาที่ล้มป่วย ระหว่างนี้มีการให้มารดาโอนทรัพย์สินให้จำนวนหนึ่ง
“เมื่อมารดาล้มป่วยทำให้มีอาการพูดติดขัด สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ในความดูแลรักษาของแพทย์โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทตลอดมา ระหว่างนี้น้องสาว พี่สาว รวม 3 คนก็เข้ามา มีการยักยอกทรัพย์ต่างๆ ของมารดา ทั้งที่ดิน เงินสด และหุ้น ไปกว่า 2-3 พันล้านบาท โดยเฉพาะเรื่องที่ดินมีการพิสูจน์แล้วพบว่าลายมือมารดาที่เซ็นในการโอนที่ดินถูกปลอมแปลงขึ้น” ทายาทมหาเศรษฐีชาวอินเดีย บอก
ระหว่างที่มารดาอยู่ในความดูแลของพี่และน้องสาวทั้ง 3 คน ทายาทซึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการของครอบครัวรายนี้อ้างว่า เขาได้เข้าไปดูมารดาบ่อยครั้ง และพบสิ่งไม่ชอบมาพากลคือยาบางอย่างที่พี่สาวและน้องสาวนำมาให้มารดารับประทาน น่าจะเป็นพิษต่อร่างกายมารดามากกว่าการรักษาอาการป่วย เขาจึงได้ยื่นเรื่องต่อตำรวจเพื่อนำมารดาออกจากบ้านพักมาอยู่ในความดูแลของเขา แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งมารดาของเขาเสียชีวิตไปเมื่อ 10 กรกฎาคม 2556
“ก่อนแม่จะเสียชีวิตผมพยายามเข้าไปเยี่ยมซึ่งแม่มีอาการเหมือนคนถูกมอมยา ได้สอบถามแม่บ้านบอกว่ายาเหล่านั้นน้องสาวเป็นคนจัดไว้ให้โดยใส่ไว้ในกระปุกยา ผมได้นำยานั้นไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลซึ่งแม่รักษาอยู่เป็นประจำตรวจ ได้รับคำตอบว่ายาบางตัวแพทย์ไม่ได้สั่งให้ และยานั้นเป็นอันตรายต่อแม่ผม หลังจากรู้เช่นนั้นก็ไปแจ้งกับตำรวจเพื่อขอนำแม่ออกมาจากความดูแลของพี่และน้องสาวแต่ไม่สำเร็จ” ทายาทเศรษฐี กล่าว
ทีมข่าวอาชญากรรมได้สอบถามไปยัง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ทราบว่าในคดีนี้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สน.ลุมพินี ซึ่งคดีคืบหน้าไปมาก มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน โดยมี พ.ต.อ.เฉลิมเกียรติ อมรากระสินธุ์ รองผบก.น.5 เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งผลการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนเชื่อว่าคดีมีมูล จึงได้ขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 3 คน และได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีไปแล้ว โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ยืนยันจะไปให้การในชั้นศาลเท่านั้น และได้ยื่นขอประกันตัวไป
สอดคล้องกับ พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.น.5 ที่ยืนยันว่า พนักงานสอบสวนกำลังเร่งทำสำนวนให้รัดกุม คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 30 วันน่าจะส่งต่อให้พนักงานอัยการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลได้ ขณะนี้กำลังเร่งสอบพยานอีก 5-6 ปาก รวมถึงการสอบปากคำแพทย์ผู้รักษาอาการผู้ตายเพิ่มเติมในบางประเด็น
คดีฆาตกรรมซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการแย่งชิงทรัพย์สมบัติเกิดขึ้นมาเป็นระยะ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีเฉพาะในบทภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์ แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง หากแต่ละคนต่างคิดเองได้ แม้มีแก้ว...แหวน...เงิน...ทอง หรือทรัพย์สมบัติ มากมายขนาดไหนตายไปก็ไม่สามารถเอาไปได้ คดีความประเภทนี้คงไม่เกิดขึ้น
---------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : จับ 3 ทายาทเศรษฐีหมื่นล้าน ฆาตกรรมบุพการีฮุบสมบัติ : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



