
หนึ่งปีที่หายนะครั้งใหญ่เยือนซาอุฯ
24 ม.ค. 2559
เปิดโลกวันอาทิตย์ : หนึ่งปีที่หายนะครั้งใหญ่เยือนซาอุฯ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
วันที่ 23 มกราคมนี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปีเต็ม ที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลลาซิซแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชาธิบดีลำดับที่ 7 ถ้าพูดจาตามประสาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีที่ออกจะโชคร้ายมากกว่าอดีตสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ใดๆ เพราะตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาและสารพัดข่าวร้ายที่ถาโถมใส่ประเทศนี้ระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศและของราชบัลลังก์
แม้ว่าพระองค์จะทรงเริ่มปฐมศักราชของพระองค์ด้วยการแจกเงินถึงกว่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้ประชาชนตามราชประเพณีของประเทศแถบอาหรับ ในรูปของสมาร์ทโฟน, นาฬิกาหรู ทริปวันหยุดสุดพิเศษ และโครงการสนับสนุนสาธารณะ รวมไปถึงการขึ้นเงินเดือน 15 เปอร์เซ็นต์ และพระราชทานโบนัสแก่ข้าราชการทหารและพลเรือน นักเรียนและข้าราชการเกษียณ
แต่ลางร้ายลางแรกเริ่มปรากฏให้เห็นเพียงไม่นานหลังจากนั้น เพราะไม่ทันไรก็ต้องทำตัวเป็นพี่เบิ้มนำกองกำลังผสม 10 ประเทศพันธมิตร อาทิอียิปต์ จอร์แดน ซูดาน ปากีสถาน โมร็อกโก จอร์แดน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน เปิดฉากทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเล็กๆ อย่างเยเมน ที่มีอิหร่านหนุนหลังอยู่ เมื่อปลายเดือนมีนาคม แม้ซาอุฯ จะมีทหารถึง 1.5 แสนคน เครื่องบินรบอีกอย่างน้อย 100 ลำ แต่กลับพลาดท่าเสียทีเยเมน ซึ่งกลายเป็นดาวิดผู้พิชิตยักษ์โกไลแอต หรือเรียกสำนวนฝรั่งว่า แจ็คผู้ฆ่ายักษ์
แค้นฝังหุ่นนี้เป็นชนวนทำให้ซาอุฯ กับอิหร่านเปิดศึกทางการทูตกันเมื่อต้นปี 2559 ถึงขั้นต่างฝ่ายต่างตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและการบินพลเรือน หลังจากซาอุฯ ลงมือประหารชีวิตเชค นิมร์ อัล-นิมร์ ผู้นำศาสนาชาวชีอะห์ในซาอุฯ พร้อมผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายอีก 46 คน และเรื่องหวุดหวิดจะบานปลายกลายเป็นการปะทะด้วยกำลัง
“ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก” ช่วงที่สงครามชายแดนซาอุฯ-เยเมนกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยกองกำลังผสมของซาอุฯ เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ พลันเกิดโศกนาฏกรรมใหญ่ถึง 2 ครั้งซ้อนในช่วงไล่เลี่ยกัน เหตุร้ายเหตุแรกเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายน เมื่อเครนยักษ์ที่ใช้ก่อสร้างต่อเติมมัสยิดหะรอมเมกกะถูกพายุถล่มจนล้มทับนักแสวงบุญที่เดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 107 คน บาดเจ็บอีก 237 คน
ตามด้วยโศกนาฏกรรมผู้แสวงบุญเหยียบกันตายที่นครเมกกะ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 717 คน ซาอุฯ ถูกโจมตีว่าหละหลวมหย่อนยานในมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งๆ ที่รู้ว่านับวันยิ่งมีนักแสวงบุญเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์มากขึ้นจาก 5.7 หมื่นคน ในปี 2464 เพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้าน 2 แสนคน เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขณะเกิดเหตุเหยียบกันตายเมื่อปีที่แล้วมีผู้แสวงบุญกว่า 1.9 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติถึง 1.4 ล้านคน
ภาพลักษณ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน พระชนม์ 80 พรรษา ดูเหมือนยิ่งเสื่อมเสียลงไปอีก เมื่อสื่อต่างชาติได้โหมประโคมข่าวโดยอ้างรายงานขององค์การนิรโทษสากลที่ระบุว่า ในรัฐสมัยของพระองค์มีนักโทษถูกประหารชีวิตมากที่สุดเฉลี่ยแล้วมีการประหารชีวิตทุก 2 วัน เฉพาะแค่ครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว มีนักโทษประหารชีวิตถึง 102 คน เทียบกับตลอดทั้งปี 2557 มีนักโทษถูกประหาร 175 คน ดีไม่ดีอาจจะทำลายสถิติการประหารชีวิตเมื่อปี 2538 ที่สูงถึง 195 คน
ในรายงานหนา 44 หน้า ขององค์การนิรโทษกรรมสากลให้ข้อสังเกตด้วยว่า โทษประหารชีวิตในประเทศนี้ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะมีทั้งผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี และคนพิการ ส่วนคดีที่ต้องโทษประหารชีวิตส่วนใหญ่เป็นทำผิดประเวณี การหันไปนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลาม ตลอดจนความผิดในเรื่องพ่อมดหมอผี และการทำเสน่ห์ เป็นต้น
หรือการประโคมข่าวว่าพระองค์ดีแต่ “ล้างผลาญประเทศอยู่” อาทิ ทรงปิดชายหาดริเวียร่าของฝรั่งเศสทั้งหมด เพื่อใช้เป็นการพิเศษ หรือคราวที่เสด็จฯ เยือนสหรัฐเมื่อต้นเดือนกันยายนปีที่แล้ว แม้จะประทับอยู่แค่ 3 วัน แต่ก็ทรงเหมาโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ในเมืองจอร์จทาวน์ทั้ง 220 ห้อง แล้วให้โรงแรมแห่งนี้ตกแต่งภายในใหม่ให้เป็นสีทองทั้งหมด อาทิ กระจกทองคำ โต๊ะทองคำ ตะเกียงทองคำ รวมทั้งชั้นวางหมวก มีการปูพรมแดง รวมไปถึงที่ลานจอดรถด้วย
เหนืออื่นใด ตลอดช่วงหนึ่งปีนี้เต็มไปด้วยสารพัดข่าวลือ-ข่าวลวง หรือข่าวจริงปนเท็จที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพของราชบัลลังก์และสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศนี้ อาทิ ข่าวลือว่าพระองค์ประชวรหนักด้วยพระโรคอัลไซเมอร์จนต้องเสด็จฯ ไปรักษาพระองค์ในแผนกดูแลพิเศษของโรงพยาบาลคิงส์ไฟซาล ในกรุงริยาด
ข่าวลือ-ข่าวลวงที่มาแรงและมาเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่มาจากเว็บข่าวของอิสราเอลและบางประเทศในกลุ่มอาหรับแล้วสื่อตะวันตกนำไปประโคมต่อก็คือ ข่าวลือที่ว่ามีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ที่สูญเสียพระอำนาจทรงจับมือกับเชื้อพระวงศ์หนุ่มรุ่นใหม่วางแผนจะปฏิวัติเงียบบีบให้พระองค์สละราชสมบัติ ดังรายงานของสำนักข่าวออนไลน์มิดเดิล อีสต์ อาย ที่ว่า มีการส่งจดหมายเวียนฉบับหนึ่งถึงบรรดาเชื้อพระวงศ์ เรียกร้องให้เปิดประชุมด่วนเพื่อหาทางทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง “เราใกล้จะถึงกาลล่มสลายของรัฐและการสูญเสียอำนาจเข้าไปทุกที” หากไม่รีบหาผู้เหมาะสมขึ้นมาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่แทนสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานผู้ไร้ความสามารถ และแทนเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน พระราชโอรสผู้ได้รับการสถาปนาเป็นรองมกุฎราชกุมาร
หนังสือพิมพ์ดิ อินดิเพนเดนซ์ สื่อชั้นนำของอังกฤษ ได้ประโคมข่าวต่อว่า พระโอรส 8 ใน 12 พระองค์ในอดีตสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาซิสที่ยังทรงพระชนม์อยู่ต่างแสดงท่าทีสนับสนุนการล้มราชบัลลังก์ของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน
ไม่ทราบว่าเป็นผลพวงจากข่าวลือ-ข่าวลวงหรือไม่ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานทรงปลดมกุฎราชกุมารมุคริน บิน อับดุล อาซิซ บิน ซาอุด พระชนม์ 69 พรรษา พระอนุชาต่างพระมารดา โดยเป็นพระโอรสองค์สุดท้องในสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุล อาซิซ บิน ซาอุด ออกจากตำแหน่งมกุฎราชกุมารและรองนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายเดือนเมษายนปีที่แล้ว แล้วทรงแต่งตั้งเจ้าชายมุฮัมมัด บิน นาเยฟ พระหลานขวัญ พระชนมายุ 56 พรรษา ผู้เป็นขวัญใจของสหรัฐและสื่อตะวันตกเรียกพระนามย่อสั้นๆ ว่า เอ็มบีเอ็น ซึ่งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยและประธานสภาความมั่นคงและการเมืองภายใน ขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารพระองค์ใหม่แทน
พร้อมกันนั้นก็ทรงแต่งตั้งเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน พระโอรสผู้มีพระชนม์ 30 พรรษาต้นๆ ที่ควบตำแหน่งตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม และประธานสภาเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศขึ้นเป็นรองมกุฎราชกุมาร
ข่าวลือล่าสุดที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็คือข่าวว่าพระองค์เตรียมจะสละราชสมบัติเพื่อปูทางให้เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ขึ้นครองราชย์แทน โดยสำนักข่าวฟาร์สอ้างบทวิเคราะห์ของหน่วยคลังสมองในวอชิงตัน ที่ว่า การจะทำการนี้ได้ทำให้ต้องปลดเจ้าชายมุฮัมมัด บิน นาเยฟ มกุฎราชกุมารคนปัจจุบันขวัญใจของสหรัฐ ออกจากตำแหน่ง ซึ่งเท่ากับทรงเปลี่ยนกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์จากพี่สู่น้องเป็นจากพ่อสู่ลูก
อย่างไรก็ดี สารพัดปัญหาภายในและภายนอกเหล่านั้นยังไม่ส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสเท่ากับสงครามสุดท้ายที่ซาอุฯ ไม่มีวันชนะ นั่นก็คือสงครามราคาน้ำมันที่มีแต่ดิ่งลงเหว ทำให้รายได้ของประเทศซึ่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มาจากการขายน้ำมัน ลดลงวูบ เพียงแค่ช่วง 9 เดือน รายได้ลดลงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ กองทุนสำรองลดลงจาก 7.32 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อปลายปี 2557 เหลือ 6.32 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2558
เช่นเดียวกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของราชวงศ์นี้ ที่เคยสูงราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ จนรัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณขาดดุลเป็นครั้งแรกถึง 26 เปอร์เซ็นต์ หรือ 9.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2558 และในปี 2559 ยังต้องทำงบประมาณขาดดุลอีก 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 19.4 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นการด่วน เริ่มด้วยการยกเลิกโครงการรัฐสวัสดิการ ยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมัน ไฟฟ้าและประปา ขึ้นราคาน้ำมัน ประปา และไฟฟ้าอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังเตรียมมาตรการจัดเก็บภาษีและการแปรรูปกิจการรัฐวิสาหกิจให้เอกชนดำเนินการ โดยรัฐบาลได้ประกาศว่า อาจจะขายหุ้นกิจการน้ำมันแห่งชาติซาอุดี อารามโค (Saudi Aramco.) ให้คนทั่วไปซื้อหาได้
แต่ข่าวร้ายกว่านั้นก็คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้คาดการณ์ว่า ซาอุฯ อาจล้มละลายภายใน 5 ปี เนื่องจากเงินคงคลังหมดเกลี้ยง และทรัพย์สินในต่างประเทศก็ใกล้จะหมดอยู่มะรอมมะร่อ
หลายคนถึงกับบ่นว่า นึกภาพไม่ออกเลยว่าซาอุฯ จะกลายจากมหาราชากลายเป็นยาจกได้ในชั่วแค่ปีเดียวที่สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานเสด็จขึ้นครองราชย์
----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : หนึ่งปีที่หายนะครั้งใหญ่เยือนซาอุฯ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



