ข่าว

เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย

เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย

23 ม.ค. 2559

เวิลด์วาไรตี้ : เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย : โดย...วจน พรหโมบล

 
     ในประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้วความเป็นระเบียบ ความสะอาดของบ้านเมือง ทำให้พลเมืองห่างไกลจากสัตว์รบกวนหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ หนู จนถึง แมลงวัน ยิ่งเป็นเรื่อง “หนอน” แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะชีวิตประจำวันของเขาจะห่างไกลจากสัตว์พวกนี้หลายโยชน์
 
     แต่สาวชาวตะวันตก 2 คน ทั้ง แคทรีนา อุงเกอร์ และ จูเลีย ไคซิงเงอร์ กลับปฏิวัติแนวคิดของตนเอง และพลิกเอาสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างหนอนแมลงปีกแข็งมาใช้สร้างธุรกิจ ที่ทำคัญยังเป็นธุรกิจ “อาหาร” ที่สาวสวยทั้งสองบอกต่อชาวโลกว่าจะเป็นแหล่งอาหารสำรองที่ทำให้คุณไม่อดตายอย่างแน่นอน
 
     ทั้งสองสร้างโรงเรือน...น่าจะเรียกว่าโรงเพาะหนอนแมลงจะดีกว่า ที่มีขนาดเล็ก รองรับหนอนแมลงในทุกช่วงวัย ตั้งแต่แมลงตัวเต็มวัย ที่ผลิตตัวอ่อนอยู่ในไข่ จนกลายเป็นตัวหนอนอวบอิ่มรอให้นำไปทำอาหาร ต้มผัด แกง ทอด อบ ได้ตามใจชอบ อุงเกอร์บอกว่าโรงเพาะหนอนแมลงของเธอสามารถผลิตตัวหนอนอวบๆ ได้มากถึง 200-500 กรัมต่อสัปดาห์
 
เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย
 
     อุงเกอร์ อธิบายวิธีการกินหนอนว่า เมื่อได้หนอนมาแล้ว ก็นำไปแช่เย็นเก็บไว้ก่อนนำมาทำอาหารได้ตามชอบ ทั้งทำหนอนอบซอส หรือจะทอดแล้วบรรจงวางไปบนเบอร์เกอร์ชิ้นโปรด หรือผสมทำน้ำซอสสำหรับเมนูพาสต้าชนิดต่างๆ ก็ย่อมได้
 
     โรงเพาะแห่งนี้จะแบ่งสัดส่วนรองรับแมลงปีกแข็งตัวเต็มวัยทั้งตัวผู้ตัวเมียให้อาศัยอยู่ด้วยกันในพื้นที่หนึ่ง ก่อนที่จะย้ายไปยัง “เรือนรัก” ให้แมลงผสมพันธุ์และวางไข่ โดยไข่ของแมลงจะตกลงมายังพื้นด้านล่างที่รองรับไว้เป็นโรงเพาะหนอนตัวอวบๆ
 
     แทนที่จะนำหนอนไปทำอาหารทั้งหมด ก็แบ่งส่วนหนึ่งไว้เพาะเป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับหนอนรุ่นต่อไป เท่านี้ก็จะได้โปรตีนที่ดูไม่ค่อยจะน่ากิน ได้รับประทานไปตลอด
 
     สาวออสเตรียหนึ่งในสองคนอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อหนอนมีขนาดความยาวสัก 3 เซนติเมตรก็นำมาต้ม ยำ ทำแกง ได้แล้ว โดยพวกเธอและทีมงานทั้งหมด กินหนอนกันทุกวัน โดยดัดแปลงเป็นอาหารประเภทต่างๆ ตั้งแต่เป็นเนื้อสัตว์ในเมนูสลัดกรีก หรือทำอาหารสุขภาพอย่างเม็ดคีนัวร์กับลูกชิ้นเนื้อ (ใส่หนอน) แม้แต่นำไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเค้กช็อกโกแลตหนอน...
 
     แม้การกินหนอนจะไม่ได้เป็นสิ่งปกติในประเทศตะวันตก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการกินหนอนและแมลงในประเทศตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากการผุดขึ้นของร้านอาหารพิเศษนี้ในยุโรป และอเมริกาเหนือ รวมทั้งมีการนำเอาหนอน และแมลงไปเป็นส่วนประกอบของขนมหวาน อย่างอมยิ้มที่มีจิ้งหรีด หรือแมงป่องโชว์หราอยู่ข้างใน จนถึงผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอย่างเกลือและน้ำส้มสายชูที่หมักกับจิ้งหรีด
 
เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย
 
     อันที่จริงในวัฒนธรรมโบราณของตะวันตกอย่างยุคโรมันและกรีก ก็มีการกินหนอนและแมลงกัน จะเห็นได้จากบันทึกของอริสโตเติลที่ระบุว่าในยุคสมัยของตนนั้นมีการกินตัวอ่อนจั๊กจั่น
 
     ในอิตาลีก็มีการผลิตชีสชนิดพิเศษของท้องถิ่นที่จะมีการใส่ไข่แมลงวันเข้าไปในก่อนชีสเพื่อเพาะให้กลายเป็นตัวหนอนและกัดกินเนื้อชีสภายใน ทำให้เนื้อชีสมีความนุ่ม เหลว และรสชาติอร่อย จนคนท้องถิ่นที่นั่นบอกว่าจะให้ดี ต้องกินหนอนที่อยู่ในชีสเข้าไปด้วยถึงจะอร่อยสุดๆ
 
     ส่วนองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ก็เคยเปิดเผยผลการวิจัยที่ระบุว่าการกินหนอน และแมลง นั้นเป็นวัฒนธรรมระดับโลก มีผู้กินหนอนและแมลง 1,900 สายพันธุ์ อย่างน้อย 2,000 ล้านคนบนโลกใบนี้
 
เพาะหนอนไว้ไม่มีวันอดตาย
 
     อุงเกอร์โครงการของเธอและเพื่อนก็ต้องการแรงสนับสนุนในฐานะธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ต้องการระดมเงินทุนเพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อใช้ชดเชยเนื้อสัตว์ที่มาจากปศุสัตว์ เช่น วัว ที่ต้องใช้พื้นที่เลี้้ยงมากกว่าโรงเพาะหนอนของเธอถึง 200 เท่า และยังก่อให้เกิดก๊าซมีเทนที่เป็นปัญหาต่อสภาวะแวดล้อมของโลกออกมาอีก
 
     โครงการของเธอได้รับคำสั่งซื้อโรงเพาะหนอนมาแล้วกว่า 200 ออเดอร์ ในราคาหลังละ 499 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.8 หมื่นบาท
 
     แต่โครงการของสาวออสเตรียนี้คงจะขายได้ยากในประเทศไทย เพราะบ้านเรานั้นมีความเชี่ยวชาญในการหาของกินจากธรรมชาติ แม้แต่หนอนที่อยู่ในรูไม้ไผ่ยังถูกเจาะออกมากิน แถมยังมีราคาขายสูงเสียด้วย