ข่าว

ป.ป.ช. : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช. : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ

21 ม.ค. 2559

ป.ป.ช. : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ : สำนักข่าวเนชั่น

            ถ้าเทียบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นละคร ผู้แสดงบทเด่นๆในเรื่องนี้นอกจากจะเป็น “ระบบเลือกตั้ง” “นายกฯคนนอก” แล้ว สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “องค์กรอิสระ”

            เพราะเป็นที่รู้กันว่า องค์กรเหล่านี้มีอำนาจในการชี้ขาดอนาคตการเมืองหลายๆ ครั้ง

             และเช่นกันที่ปัจจุบันองค์กรอิสระไม่ได้ถูกจัดวางอยู่ในสถานะ “กรรมการ” หากแต่ถูกจัดอยู่ในสถานะ “คู่ขัดแย้ง” เพราะผลการตัดสินมักจะค้านสายตาของฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ

            ซึ่งหากดูในอดีตจะมีการปรับปรุงที่มาขององค์กรอิสระให้เป็นไปตามความปรารถนาของผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ และครั้งนี้ก็เช่นกัน มีการปรับโครงสร้างองค์กรอิสระให้สอดรับกับความปรารถนาของผู้มีอำนาจพอสมควรและนัยหนึ่งเพื่อเป็นการแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาด้วย

            แน่นอนว่าทั้งอำนาจและที่มาของแต่ละองค์กรย่อมมีความต่างกัน วันนี้เราจะมาโฟกัสที่กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพราะตามร่างฉบับนี้ถูกยื่นโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาทุจริตมาเป็นอันดับหนึ่ง

            ร่างฉบับนี้กำหนดให้มี กรรมการ ป.ป.ช. จำนวนทัั้งสิ้น 9 คน และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี เท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือ การเพิ่มคุณสมบัติโดยรวมว่าต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย, การบัญชี, เศรษฐศาสตร์ การบริหารราชการแผ่นดิน

            นอกจากนี้ยังได้กำหนดคุณสมบัติเฉพาะเพิ่มเติมอีก 7 ประเด็น ได้แก่ 1.รับราชการในตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลอุทธรณ์, ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหาร, อธิบดีอัยการ ไม่น้อยกว่า 5 ปี

            2.เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการ ตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า ไม่น้อยกว่า 5 ปี

            3.เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงในรัฐวิสาหกิจ ไม่น้อยกว่า 4 ปี

            4.ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี

            5.เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ ซึ่งได้ประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20,

            6.เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ด้านการบริหาร การเงิน การคลังและการบัญชี ที่มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงในบริษัทมหาชนจำกัด มาไม่น้อยกว่า 10 ปี

            7.บุคคลที่มีวาระดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในคุณสมบัติเฉพาะยกเว้นส่วนของคุณสมบัติผู้ประกอบวิชาชีพ รวมกันไม่น้อยกว่า 10 ปี

            นี่คือสเปคที่ถูกวางมาโดยหวังให้ได้คนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ

            ส่วนเรื่องอำนาจหน้าที่นั้น ได้กำหนดเพิ่มว่าเวลาในการที่จะใช้ไต่สวนข้อเท็จจริงต้องไม่เกิน 1 ปี แต่หากจำเป็นต้องขยายก็ทำได้ครั้งละ 4 เดือน แต่รวมแล้วต้องไม่เกินสองปี ทั้งนี้เพื่อเร่งรัดให้คดีที่มีอยู่เสร็จเรียบร้อยไม่ถูกครหาว่าดองเรื่อง

            แต่น่าสนว่าการกำหนดเช่นนี้สามารถทำได้จริงหรือ เพราะข้อเท็จจริงคือขณะนี้มีเรื่องค้างอยู่ใน ป.ป.ช. เป็นจำนวนมาก หากกำหนดเช่นนี้และทำไม่ทันก็จะทำให้เรื่องจำนวนหนึ่งขาดอายุความไปหรือไม่