ข่าว

เจน 2 ปรับลุคครองตลาดเครื่องหนังชาย

เจน 2 ปรับลุคครองตลาดเครื่องหนังชาย

20 ม.ค. 2559

เจน 2 ปรับลุคครองตลาดเครื่องหนังชาย : คมคิดธุรกิจนิวเจนเรื่อง--วันวิสา โรจนร์แสงรัตน์ ภาพ--ศุภกฤต คุ้มกัน

           จากความมุ่งมั่นตั้งใจของหัวหน้าครอบครัวที่จะทำแบรนด์เครื่องหนังสำหรับผู้ชายให้เป็นที่รู้จัก จึงเริ่มก่อตั้ง บริษัท เอ็มพีบี เลเธอร์ อินดัสทรีส์ จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2525 ภายใต้การนำของ ธวัฒน์ จิว ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 30 ปีที่แบรนด์ “อัลเบโด้” เป็นที่ยอมรับและได้รับการตอบรับอย่างดีในวงการผู้ที่นิยมใช้เครื่องหนัง ทั้งยังก้าวขึ้นสู่อันดับต้นๆ ในวงการแฟชั่นเครื่องหนังชาย วันนี้คุณพ่อธวัฒน์เปิดโอกาสให้เจเนอเรชั่นที่ 2 เข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว โดยมีลูกสาวและลูกชายเข้ามาช่วยแบ่งเบาธุรกิจของครอบครัว แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมวางมือเสียทีเดียว ยังคอยให้คำปรึกษาและดูแลในภาพรวม และหนึ่งในฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ “เจ” ธนสุทธิ์ จิว ลูกชายคนกลางของบ้านวัย 33 ปี ที่ตอนนี้เข้ามารับผิดชอบดูแลด้านการผลิตและออกแบบโดยรั้งตำแหน่งบิสซิเนส ดีเวลลอปเมนท์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ

           วันที่ทีมงานมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนโรงงานที่กำลังปรับปรุงใหม่ในย่านแพรกษา จ.สมุทรปราการ ก่อนพาเดินชมโรงงาน เขาเปิดฉากเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานที่นี่อย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตั้งใจว่าจะสานต่อธุรกิจครอบครัว นั่นเพราะทางบ้านเปิดโอกาสให้เลือกทำงานตามความถนัดและความชอบของแต่ละคน

           “โรงงานนี้ก่อตั้งขึ้นปีเดียวกับปีที่ผมเกิด อายุโรงงานนี้ก็ 33 ปี เท่ากับอายุผม การทำเครื่องหนังผมก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก อย่างตอนเรียนจบมัธยมแล้วผมไปเรียนต่อต่างประเทศ ทุกครั้งที่กลับมาก็จะมาช่วยคุณพ่อดูแลลูกค้าต่างชาติที่สนิทกับคุณพ่อ พาเขาไปทานอาหารบ้าง ไปเที่ยวบ้างแต่ยังไม่ได้เกี่ยวกับงานของบริษัท จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หากพอมีเวลาว่างก็จะเข้าไปช่วยทำงานบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นรับเรื่องจากลูกค้าต่างประเทศ” ธนสุทธิ์ ย้อนเล่าเรื่องราว

           หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรี สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท “เจ” ธนสุทธิ์ จึงกลับมาอยู่เมืองไทย โดยเจ้าตัวยืดอกรับสารภาพแมนๆ ว่า ตั้งใจจะทำงานบริษัทอื่น ไม่ได้คิดสักนิดว่าจะต้องทำงานในธุรกิจของทางบ้าน แต่คงเพราะจังหวะประจวบเหมาะที่ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศลาออกพอดี คุณพ่อจึงขอให้มาช่วยงานรับหน้าที่ติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมีมากกว่า 10 ประเทศ ทั้งแถบยุโรป อเมริกา รัสเซีย รวมทั้งประเทศในแถบเอเชียด้วย นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาทำงานในสายงานเครื่องหนังชายอย่างจริงจัง

           แม้จะนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แต่นักธุรกิจไฟแรงอย่าง “เจ” ธนสุทธิ์ ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทนั่งดูงานภายในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังต้องลุยดูงานด้านการผลิตในโรงงาน ด้วยเขาให้เหตุผลว่า ถึงวันนี้เข้ามาดูแลงานได้ 6 ปีแล้ว วันแรกที่ก้าวเข้ามายังไม่รู้อะไรมากนัก ต้องค่อยๆ เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ดูแลด้านการผลิตเองด้วย จึงต้องรู้วิธีการอย่างละเอียด อีกทั้งทุกขั้นตอนยังเคยผ่านมือผู้บริหารหนุ่มคนนี้มาแล้วด้วย แม้ฝีมือจะไม่ได้ดีงามเทียบเท่ามืออาชีพที่คลุกคลีในสายงานกันทุกวัน แต่ก็ต้องเรียนรู้เอาไว้ เวลาสั่งงานคนอื่นจะได้ไม่ผิดพลาด

           สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องหนังที่ผลิตภายในโรงงาน ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ แบรนด์อื่นที่มาจ้างทางโรงงานผลิต เครื่องหนังประเภทนี้จะไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะสินค้าทุกชิ้นจะมีแบบมาให้อยู่แล้ว เพียงแค่ทำตามแบบให้ถูกต้องเท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ในการผลิตทั้งหมด ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์เป็นแบรนด์ของเอ็มพีบี ที่ตอนนี้ขยายตัวออกเป็น 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์แม่คืออัลเบโด้  แบรนด์เจย์ ชิว วางขายเฉพาะในอิตาลี และล่าสุดแบรนด์แมสซิโม่เพิ่งเปิดได้ประมาณ 2 ปี ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์นี้ยังต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ในเรื่องของกำลังผลิตสินค้าทั้ง 2 ส่วนหลักนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่นี่เป็นโรงงานของเราเอง สามารถควบคุมคุณภาพได้ตามต้องการ

           “แต่ละแบรนด์กลุ่มลูกค้าจะต่างกัน ราคาและคุณภาพก็ต่างกันด้วย แต่เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญเราจึงต้องรักษาไว้ อย่างอัลเบโด้เป็นแบรนด์หลักที่คนรู้จักอยู่แล้วลูกค้าจึงเยอะที่สุด เน้นกลุ่มลูกค้ารุ่นใหญ่ที่ต้องการความเนี้ยบ สินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นโทนสีเข้มอย่างสีดำและน้ำตาล จนเมื่อปี 2007 ทีมงานจึงช่วยกันปรับเปลี่ยนลุคใหม่ทั้งหมดเพื่อสนองลูกค้าวัยหนุ่มขึ้น โดยค่อยๆ ปรับทั้งรูปทรงให้ดูทันสมัยขึ้น สีสันจากที่มีแต่สีเข้มก็ปรับให้สดใสขึ้น โลโก้ก็เปลี่ยน รวมถึงแพ็กเกจเราปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมากๆ สามารถขยายฐานไปในหลายประเทศอย่าง มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นต้น แต่ทั้งนี้กลุ่มลูกค้าเดิมก็ยังคงเหนียวแน่นเช่นเดิม ส่วนแบรนด์เจย์ ชิว จะแตกต่างกันมาก แบรนด์นี้เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการความเท่ วัสดุที่ใช้ก็จะมีทั้งหนังล้วนนำเข้าจากอิตาลี รวมไปถึงหนังจระเข้ หนังงูในประเทศ แต่หลักๆ จะใช้หนังวัวแต่จะแยกย่อยออกเป็นอีกหลายชนิด คุณสมบัติก็แตกต่างกันด้วย ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วงนี้มีการปรับปรุงโดยใช้ผ้าเข้ามาเป็นวัตถุดิบผสมกับหนัง ราคาจึงปรับลดลงประมาณ 25-30 เปอร
์เซ็นต์เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในเครือ แต่ยังวางขายเฉพาะในอิตาลีเท่านั้น ขณะที่แบรนด์น้องใหม่อย่างแมสซิโม่ เป็นกระเป๋าผู้ชายที่ตั้งใจปรับรูปแบบให้ลูกค้าเข้าถึงง่าย สามารถจับต้องได้มากขึ้นทั้งในเรื่องของราคาและคุณภาพมากกว่า 2 แบรนด์ก่อนหน้านี้” นักธุรกิจมากความสามารถอธิบาย

           ขณะพาเดินชมภายในไลน์ผลิตที่คลาคล่ำไปด้วยพนักงานกว่า 100 คน บอสหนุ่มเล่าต่อไปว่า เครื่องหนังเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่น จึงต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ เพราะถ้าไม่มีการพัฒนามันคือการหยุดอยู่กับที่ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ผลิตออกมาถี่ยิบเหมือนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อย่างแบรนด์ที่ทำขายในต่างประเทศก็จะอิงกับฤดูกาลของที่นั่น คือ สปริง ซัมเมอร์ ออทั่ม วินเทอร์ แต่ถ้าเป็นในบ้านเราในแต่ละปีจะผลิต 2 คอลเลกชั่นเต็มๆ และอาจจะมีย่อยๆ อีก 2-3 คอลเลกชั่น อย่างช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็เพิ่งจะโปรโมทคอลเลกชั่นล่าสุดไป ใช้ชื่อว่า เซเรโน่

           "การทำงานในวงการแฟชั่นเราต้องมีการพัฒนาสินค้าอยู่ตลอด ทั้งการเลือกใช้สีและวัสดุ และแต่ละคอลเลกชั่นรูปทรงก็ต้องเปลี่ยนไป ต้องต่างจากที่ีมีอยู่ในตลาดซึ่งตรงนี้เราต้องศึกษาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า อย่างคอลเลกชั่นล่าสุดนี้เชื่อว่าคนไทยน่าจะชอบ เพราะเราเลือกใช้หนังชนิดพิเศษ เมื่อถูกขีดข่วนจะไม่เป็นรอย ทั้งยังสามารถซับน้ำได้ดี กันฝุ่นได้ดี เหมาะกับทุกสภาวะการใช้งาน และอีกหนึ่งความพิเศษของคอลเลกชั่นนี้คือลูกค้าสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมทช์สีหนังและแบบได้ตามที่ต้องการ ราคาอาจจะสูงกว่าปกติประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับแบบของกระเป๋าที่เลือก แต่รับรองว่าถือไปไหนไม่ซ้ำใครเพราะเป็นใบเดียวในโลก" ผู้บริหารหนุ่มแนะนำคอลเลกชั่นล่าสุด

           กว่า 30 ปีที่ อัลเบโด้ ก้าวสู้ผู้นำแฟชั่นเครื่องหนังชาย แต่เมื่อถามว่า ณ จุดนี้ถือว่าประสบความสำเร็จหรือยัง ลูกชายคนกลางตอบพร้อมรอยยิ้มว่า  คุณพ่อมากกว่าที่ประสบความสำเร็จที่ทำให้ลูกๆ ทุกคนมาทำงานอยู่รวมกันในที่เดียวกันได้

           “ที่จริงคุณพ่อไม่ได้บังคับให้ลูกๆ คนไหนมาสานต่องานทางบ้าน อย่างตัวผมเองตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะทำงานที่นี่เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดเราทั้ง 3 คนพี่น้องก็มาทำงานที่นี่กันทุกคน  ไม่มีใครไปไหน อย่างพี่สาวคนโต (มัลลิกา จิว) ตอนนี้ก็มาช่วยดูแลฝ่ายขายต่างประเทศและดูด้านบัญชีทั้งหมด ส่วนน้องชาย (พุฒิพงษ์ จิว) ช่วยดูแลเรื่องฝ่ายขายในประเทศ ขณะที่ตัวคุณพ่อเองก็ยังมาช่วยดูงานที่โรงงานแทบทุกวัน ท่านยังแข็งแรงและยังสนุกกับงานมากๆ เหมือนกับผมที่ตอนนี้ก็รู้สึกสนุกกับงานมากๆ เช่นกัน นี่คงเป็นความสนุกที่คุณพ่อส่งต่อมาให้ เหมือนกับคำสอนในเรื่องของความซื่อสัตย์ที่ท่านสอนผมเสมอ คือเราต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และซื่อสัตย์ต่อทุกคน” ลูกชายคนกลางของตระกูลจิว เล่าถึงคำสอนของพ่อ

           ครองส่วนแบ่งในตลาดเครื่องหนังชายมาตลอดหลายปี แต่เรื่องที่จะขยายตลาดไปสู่แฟชั่นเครื่องหนังสำหรับผู้หญิง นักธุรกิจหนุ่มยอมรับว่าอยากทำเช่นกัน แต่หากจะมุ่งไปทางนั้นคงต้องปรับวิธีคิดและศึกษาข้อมูลอีกมาก จึงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ ณ ตอนนี้ความฝันจึงมุ่งไปที่การนำแบรนด์อัลเบโด้ขึ้นสู่ระดับโลก ซึ่งนั่นคงไม่ไกลเกินฝัน เพราะผู้นำทัพคนนี้ย้ำชัดว่า “มีศักยภาพพอที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน” ทิ้งท้ายก่อนก้าวออกจากอาณาจักรเครื่องหนังพันล้าน