
สตม.เปิดทีมสุวรรณภูมิสกัดก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ
สตม.เปิดโครงการทีมสุวรรณภูมิ เข้มสกัดก่อการร้าย-อาชญากรรมข้ามชาติ : ภัทรลดา ก้อนทองรายงาน
กลุ่มก่อการร้าย โดยเฉพาะ “ไอเอส” มีแนวโน้มขยายตัวเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ที่ผ่านมามาเลเซียมีการจับกุมกลุ่มชาวมาเลเซียที่พยายามเดินทางไปร่วมรบกับกลุ่มไอเอส และเกิดการก่อการร้ายของกลุ่มไอเอสในใจกลางเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ทำให้ชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา
แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศเป้าหมายและคู่กรณีของกลุ่มก่อการร้ายไอเอสก็ตาม แต่ประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน จึงต้องมีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิงเพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรง โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มความรู้ในการป้องกันการตรวจสอบหนังสือเดินทาง
“ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง” ได้เริ่มโครงการ “ทีมสุวรรณภูมิ” เพื่อใช้ในการตรวจสอบหนังสือเดินทางเพื่อความมั่นคงของอาเซียน โดยหลักสูตรการตรวจสอบหนังสือเดินทางเพื่อความมั่นคงนี้ จะถูกนำมาใช้สำหรับอบรมเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจสอบอย่างละเอียดของช่องทางการเข้า-ออกประเทศไทย เพื่อคัดกรองและป้องกันการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมเข้ามากระทำความผิดในไทย
ภายในทีมสุวรรณภูมิดังกล่าว จะมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานสำคัญของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เช่น ฝรั่งเศส แคนาดา ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรีย นอร์เวย์ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (โอไอเอ็ม) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบิน เข้าร่วมอบรม เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อความมั่นคงของอาเซียน
นอกจากการร่วมกันป้องกันและปราบปรามแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งโครงการนี้จะฝึกอบรมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานอยู่ภายในสนามบิน อย่างเจ้าหน้าที่สายการบิน, ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจสันติบาล, ตำรวจพื้นที่ ร่วมมือกันในการตรวจสอบด่านแรก ถ้ามีความรู้เพียงพอก็จะช่วยเป็นด่านแรกในการช่วย ตม.คัดกรองคนเข้าเมืองเช่นกัน
พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า การร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนจะช่วยทำให้มีประสิทธิภาพในการคัดกรองบุคคลที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยและจะเป็นด่านแรกในการสกัดกั้นกลุ่มหรือบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ ที่จะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปยังประเทศที่สาม
“ครั้งต่อไปเราจะเชิญประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาร่วมอบรมด้วย เนื่องจากการทำงานของการตรวจคนเข้าเมืองเราจะทำโดยลำพังไม่ได้ เราจึงแสวงหาความร่วมมือจากเพื่อนบ้านด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ส่วนศูนย์ตรวจหนังสือเดินทางปลอมของเราตอนนี้ มีบุคลากรที่มีความพร้อม มีเทคโนโลยีที่พร้อมแล้ว เรามีบุคลากรคนไทยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการตรวจหนังสือเดินทางเป็นอย่างดี” ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าว
สำหรับขั้นตอนตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทุกครั้ง จะต้องผ่านการตรวจสอบหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวบุคคล โดยจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของการตรวจสอบหนังสือเดินทางของสนามบินตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง ถ้าหากพบว่ามีความผิดปกติ เครื่องที่ใช้ในการตรวจหนังสือเดินทางปลอมจะส่งสัญญาณแจ้งให้ทราบทันที จากนั้นจะนำหนังสือเดินทางเข้าเครื่องตรวจสอบที่มีความละเอียดสูงกว่า คือ เครื่องตรวจสอบหนังสือเดินทางปลอม VSC6000
จากข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า การปลอมแปลงหนังสือเดินทางจะมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ การปลอมแปลงทั้งเล่ม โดยจะทำหนังสือเดินทางขึ้นมาใหม่, การปลอมเฉพาะบางส่วนหรือการผ่าเล่ม โดยการใช้หนังสือเดินทางของจริงของผู้อื่น แล้วนำมาเปลี่ยนเอารูปของผู้ถือหนังสือเดินทางนั้นใส่แทน, การปลอมหน้าเหมือน โดยหนังสือเดินทางจะเป็นฉบับจริงทั้งเล่มแต่ให้ผู้ที่ต้องการเดินทางมีหน้าตาคล้ายคลึงกับรูปผู้ถือหนังสือเดินทาง
ทั้งนี้การตรวจสอบหนังสือเดินทางเบื้องต้นในแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลบุคคลและรูปถ่าย ซึ่งจะต้องมีความสัมพันธ์กับสัญชาติที่ตรงกัน เส้นใยนิรภัยที่ผสมลงไปในเนื้อกระดาษ รวมถึงลายน้ำบนกระดาษ ซึ่งหนังสือเดินทางของแต่ละประเทศจะมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป
ที่ผ่านมาข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ในปี 2558 สามารถจับกุมผู้ที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมได้มากกว่า 100 ราย ซึ่งจากสถิติการจับกุม กลุ่มบุคคลที่ถูกจับได้มากที่สุดคือ กลุ่มตะวันออกกลาง รองลงมาคือ กลุ่มเอเชียตะวันออก และแอฟริกา



