
หนึ่งนักบุญที่เชียงราย
หนึ่งนักบุญที่เชียงราย : คมคิดจิตอาสา สินีพร มฤคพิทักษ์/เรื่อง พันศักดิ์ เต็งประเสริฐ/ภาพ
“ผมถือว่าตัวเองเป็นนักบวช แต่ไม่ได้ห่มเหลือง งานที่ทำคือทำบุญด้วยการให้ความรู้”
ธนชัย ฟูเฟื่อง หัวหน้าสำนักงานหน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ร้องเรียนจังหวัดเชียงราย และศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงราย กล่าวกับ “คม ชัด ลึก”
เหตุที่กล่าวเช่นนั้น เพราะงานที่ทำเป็นการให้ความรู้ ประสานงาน ช่วยเหลือคนเชียงราย ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ์ กดขี่ หรือถูกเอาเปรียบ จากสังคมหรือนายทุน
คนกรุงเทพฯ เวลามีปัญหาอาจนึกถึงมูลนิธิผู้บริโภค ในทำนองเดียวกัน คนเชียงรายจะติดต่อไปที่ “ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดเชียงราย” หากเป็นสิทธิบัตรทองทำในนาม “หน่วยรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ร้องเรียนจังหวัดเชียงราย” ซึ่งทั้งหมดดำเนินการโดยคนคนเดียวกัน
งานที่ทำนี้ไม่มีเงินเดือน แต่เป็น “งานบุญ” ล้วนๆ เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับงานเหล่านี้ ประหนึ่งว่าเป็น “งานประจำ” ไปแล้ว ส่วนร้านขายของชำซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว ภรรยาเป็นคนดูแล
ธนชัย หรือ “คุณอ้วน” เล่ากลั้วเสียงหัวเราะว่า เดิมไม่ได้คิดจะเข้ามาทำงานตรงนี้ แต่พรรคพวกที่รู้จักกันเปรยว่า ในพื้นที่ของเขาไม่มีคนเสียสละมาทำงานให้ชุมชนบ้างเลยหรือ ทำไมต้องให้คนพื้นที่อื่นมาช่วย ตัวเขาเองก็ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงานประจำเช่นกัน
คำพูดนั้นจุดประกายให้เขาแบ่งเวลาบางส่วนให้ชุมชน ทว่าพอทำไปได้สักพักก็ขยายวงเป็นระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นตัวแทน 18 อำเภอ และระดับจังหวัดในที่สุด ดังที่ธนชัยเล่าว่า
เดิมคิดว่ามีเวลาค่อยไปทำ จากค่อยๆ ไปทีละหน่อย ตอนนี้ทำเต็มเวลา จากที่ช่วยงาน 1 วัน อีกอาทิตย์เรียกเรา เดี๋ยวผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานเรียกเราอีก อำเภอบอกให้เป็นตัวแทนอำเภอ ก็ก้าวเข้ามาทีละนิด เป็นตัวแทนชาวบ้าน พูดนั่นนี่ อบรม ไปรับการอบรมจากหลายหน่วยงาน และกลับมาถ่ายทอดให้ชาวบ้านรู้เรื่องสิทธิ และอื่นๆ ความจริงเรื่องสิทธิเป็นเรื่องใกล้ตัว ในการดำรงวิถีชีวิต บางครั้งไม่มีความรู้ ก็จำเป็นต้องรับมาและไปหาข้อมูลทีหลัง นอกจากงานของ สปสช.แล้ว ยังดูด้านอื่นๆ เช่น สิทธิผู้บริโภค และเครือข่าย ผู้สูงอายุ สตรี เด็ก เยาวชน ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น
ธนชัยเริ่มทำงานดังกล่าวในปี 2547 และทำเต็มเวลาตั้งแต่ปี 2551 กระทั่งปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายในชุมชน สร้างตัวแทนขึ้นมา มีเครือข่ายอำเภอละ 1 คน เป็นแกนนำภาคชาวบ้าน เชียงรายมี 18 อำเภอก็ 18 คน ให้เป็นตัวแทนเชื่อมโยงกับ อสม.
ส่วนสำนักงานก็ขอใช้พื้นที่ในเทศบาล และศาลากลางจังหวัด ซึ่งใช้ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเจ้าของสถานที่ต้องการพื้นที่ เขาต้องโยกย้ายหาที่ตั้งใหม่
ปัจจุบันจึงไปเช่าออฟฟิศทำงาน มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 6-7 พันบาท และเจ้าหน้าที่อยู่ประจำออฟฟิศ 2-3 คน เป็นอาสาสมัคร ไม่ได้รับค่าจ้างเช่นกัน พวกเขามาช่วยกัน “ทำบุญ”
“บางคนมาทำได้สองเดือนก็ไปทำงานอื่น ผมก็หาคนมาใหม่ สิ่งที่เขาได้จากผมคือความรู้ ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน อาสาสมัครก็หมุนกันมาจากแต่ละอำเภอ พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีคนมาติดต่อสำนักงานต้องพบเจ้าหน้าที่ เงินจ่ายค่าเช่าอาศัยเวลารับเชิญบรรยาย ผมจะกันเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้สำหรับสำนักงาน ค่าเช่า น้ำไฟ บางช่วงต้องควักเงินตัวเองบ้าง”
-แม่บ้านต่อว่าบ้างไหม ลงแรงทำงานเพื่อสังคมแล้วยังต้องควักเงินส่วนตัวอีก? เขาตอบว่า
ไม่รู้เป็นไง มาทำงานตรงนี้ถึงเวลามีของมันเอง เหมือนจะมีรายได้เข้ามา ผมกินข้าวที่บ้านกับแฟน สายๆ มาออฟฟิศ บางครั้งจบเคสผู้บริโภคก็ให้เงินสนับสนุนบ้าง เช่น เคสที่ผ่านมาซื้อรถแล้วไม่ได้รถ ถูกพนักงานขายโกงเงิน 9 หมื่น ก็มาร้องเรียนที่สำนักงาน เขาบอกว่าผมช่วยค่าน้ำ
ส่วนการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระจากผู้ร้องเรียนจังหวัดเชียงราย (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ) เริ่มทำตั้งแต่ปี 2547 เริ่มตั้งแต่การทำให้ชาวบ้านรู้จัก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบัตรทอง ว่าคืออะไร ใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลอย่างไร ขั้นแรกอบรม อสม.ให้ถ่ายทอดความรู้แก่ชาวบ้าน ให้ทราบว่าไปหาหมอครั้งหนึ่งเสียค่าใช้จ่าย 30 บาท (ตามนโยบายในช่วงแรกๆ) รวมทั้งให้ความรู้ด้านการป้องกันดูแลสุขภาพด้วยตนเอง
“สุขภาพเป็นของเรา ต้องรักษาดูแล เยียวยาตัวเอง หมอเป็นผู้รักษาเท่านั้น เราก็สร้างบรรทัดฐานว่า ต้องดูแลยังไง ผมผนวกกับวิชาชีพการสร้างเสริมสุขภาพ ให้ความรู้ด้านการป้องกัน ลดพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ใช่ปวดหัว เป็นไข้ ก็ไปหาหมอ อันที่จริงอาการพวกนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่รักษาด้วยตนเองได้ กล่าวคือพักผ่อนให้เพียงพอ แค่สองวันก็หายแล้ว
ธนชัยยกตัวอย่างการเรียกร้องสิทธิให้แก่ผู้ป่วยว่า มีครอบครัวหนึ่งสูญเสียหัวหน้าครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคฉี่หนูและเสียชีวิต จึงดำเนินการให้ได้รับเงินช่วยเหลือ 1.5 แสนบาท ตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุภาพแห่งชาติ
เรื่องของเรื่องคือ สามีของหญิงดังกล่าวมีอาการตัวร้อน ไปพบหมอที่ รพ.สต. โดย รพ.สต.จ่ายยาแล้วให้กลับมาพักที่บ้าน เมื่อกลับมาบ้าน คนไข้รายนี้มีอาการตัวร้อนมากขึ้น จึงไปพบ รพ.สต.อีกแห่ง ในที่สุดได้ส่งต่อคนไข้ไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดได้เพียง 2 วัน ก็เสียชีวิตจากโรคฉี่หนู การสูญเสียหัวหน้าครอบครัวทำให้ภาระตกหนักอยู่กับภรรยา ที่ต้องหาเลี้ยงลูกตามลำพัง และยังมีภาระหนี้สินที่ทำไว้กับ ธ.ก.ส. การได้รับเงินช่วยเหลือตามมาตรา 41 จึงมีความหมายมากกับครอบครัวนี้มาก
เวลาชาวบ้านมาหาเรา เขาเดือดร้อน มีความหวังกับเราระดับหนึ่งว่าเราช่วยได้ ขณะเดียวกันบางครั้งเราไม่สามารถทำให้เขาได้ก็มี คือความพึงพอใจของเขาที่มาร้องเรียน ถ้าเขาพึงพอใจไม่ว่าระดับไหน เราพยายามทำ แต่การจะให้ได้ทันทีทันใจมันเป็นไปไม่ได้ บางครั้งเราต้องประสานกับหน่วยงานซึ่งมีระบบอยู่ เราต้องสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านว่า ไม่ใช่แค่ยกหูโทรศัพท์คุยก็จบ ต้องมีการทำหนังสือเป็นทางการอีก ผ่านหัวหน้าเซ็น
ในฐานะคนทำงาน ซึ่งต้องประสานหลายส่วน ก็มีบ้างที่ท้อ บางครั้งชาวบ้านบอกว่า คุณเป็นหน่วยช่วยเหลือ ทำไมไม่เสร็จ ไม่ได้
“เราบอก ผมพยายามทำ แต่บางอย่างเป็นระบบของเขา เราต้องทำตาม แล้วให้เราทำก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากคุณทำเองก็ได้ แต่ต้องจ่ายค่าทนายความเอง ยื่นเรื่องผ่านทางเราไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะใช้ช่องทางสิทธิผู้บริโภค แต่ต้องใช้เวลาหน่อย”
“ตอนนี้มีคอนโดหรูเกิดขึ้นมากในเชียงราย คอนโดผิดสัญญาเพิ่งเจรจาคืนเงินไป 3 แสนบาท ผู้เสียหายบอกพี่มีหน้าที่นี้เลยหรือ เขาก็พูดว่าขอบคุณ บางทีเขาก็เรียกผมเป็นหน่วยงาน นานเข้าๆ เราก็ไม่รู้อธิบายแบบไหน"
"ถ้าคุยเรื่องสิทธิ หลักประกัน บัตรทอง สัญญาไม่เป็นธรรม บริการสาธารณะ รถโดยสาร ต้องมาที่คุณอ้วน ผมไม่ได้รวย ไม่ได้มีเงินทอง ไม่มีค่าตอบแทน แต่ถึงเวลาก็มีรายได้เข้ามาบ้าง ครอบครัวมีความสุข รายได้จากร้านโชห่วยทำให้ครอบครัวพออยู่ได้” หนุ่มเชียงรายกล่าวในตอนท้าย
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้การเข้ารับการรักษาพยาบาล เป็นสิทธิตามกฎหมายของคนไทย ช่วยให้เข้าถึงการรักษาที่จำเป็นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ จุดรับบริการ
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 50 (5) สปสช.ระบุว่า ต้องมี “หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน” เพื่อคุ้มครองสิทธิ และเผยแพร่ข้อมูลความรู้ให้ประชาชนเข้าใจในการใช้สิทธิ เป็นช่องทางในการร้องเรียนและแก้ปัญหาให้กับประชาชน กรณีได้รับบริการสาธารณสุขที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเกิดความเสียหายจากการรับบริการ โดยคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ได้ขึ้นทะเบียนหน่วยรับเรื่องร้องเรียน ที่เป็นอิสระจากผู้ถูกร้องเรียน เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552
ตั้งแต่ปี 2555-2558 มีหน่วยรับเรื่องร้องเรียนฯ 106 แห่ง ใน 73 จังหวัด และในปี 2559 จะมีครบ 77 จังหวัด
ส่วน จ.เชียงราย มีการร้องเรียนฯ และส่งเรื่องให้ สปสช.เฉลี่ยปีละ 12 เคส นอกนั้นทำหน้าที่ให้คำปรึกษา เจรจาไกล่เกลี่ย ลดข้อขัดแย้งเดือนละ 3-4 เคส ปีละประมาณ 40 เคส



