
พาณิชย์ถกข้าวถุงยื้อขึ้นราคาแย้มต้นตอห้างเก็บค่าต๋งเพิ่ม
พาณิชย์เรียกผู้ประกอบการข้าวถุงหารือ ขอความร่วมมือไม่ให้ขึ้นราคาขาย ระบุตลาดข้าวไม่ขาดแคลน แย้มต้นตอปัญหาห้างค้าปลีกเรียกค่าแรกเข้าสินค้าและค่าธรรมเนียมเพิ่ม ดันต้นทุนสูงขึ้น
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงกรณีที่ผู้ประกอบการข้าวถุงเตรียมปรับขึ้นราคาว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์ตลาดข้าวในขณะนี้พบว่ายังไม่เกิดความผิดปกติรุนแรงถึงขั้นที่จะต้องขึ้นราคาข้าวสารบรรจุถุง โดยขณะนี้ข้าวขาวในตลาดยังมีเหลืออีกมาก ส่วนข้าวหอมมะลิก็เลยช่วงปลายฤดูกาลเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มานานแล้ว จึงไม่ใช่เหตุที่ผู้ผลิตจะปรับราคาในช่วงนี้ ดังนั้น ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ จะเชิญผู้ประกอบการและผู้ผลิตข้าวสารบรรจุถุงมาหารือ เพื่อสอบถามสาเหตุว่าเหตุใดจึงจะมีการปรับราคาขายปลีกข้าวถุงขึ้นอีกถุงละ 15-20 บาท และขอความร่วมมือไม่ให้ปรับราคาขายขึ้น
“การเปิดโครงการรับจำนำนาปี และนาปรัง หรือการไม่เปิดระบายข้าวในสต็อกของรัฐ ไม่ได้เป็นการบิดเบือนตลาด จนทำให้ข้าวในตลาดเกิดขาดแคลน หรือทำให้เกิดการแย่งซื้อระหว่างผู้ส่งออกกับผู้จำหน่ายข้าวภายในประเทศ จนทำให้ต้นทุนการผลิตสูง และไม่น่าจะทำให้ตลาดปั่นป่วน ดังนั้น จะต้องมีการสอบถามให้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น” นายยรรยง กล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาข้าวถุงราคาแพงมีสาเหตุสำคัญจากการที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์น เทรด) รายใหญ่หลายแห่ง ได้มีการปรับเงื่อนไขการจำหน่ายข้าวถุงผ่านร้านโมเดิร์นเทรดใหม่จนทำให้ต้นทุนผู้ผลิต และราคาจำหน่ายปลายทางแก่ผู้บริโภคสูงขึ้น เช่น มีการเรียกเก็บค่าแรกเข้าสินค้า (เอนทรานซ์ ฟี) เพิ่มขึ้นสินค้าชนิดละ 1 ล้านบาท จากเดิมที่เก็บเพียงไม่กี่แสนบาท รวมถึงเพิ่มค่าลงโฆษณาสินค้าในแผ่นพับ อีกสินค้าละ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาทต่อแผ่นโฆษณา 15 วัน
นอกจากนี้ ห้างยังขอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในการหักการส่งข้าวถุงไปจำหน่ายในห้างจากผู้ผลิต (แบ็ก มาร์จิน) เพิ่มอีกรายละ 1-2% เป็น 5-10% และยังมีการบวกส่วนต่างจากการวางจำหน่าย (ฟรอน มาร์จิน) เพิ่มจาก 6% เป็นเฉลี่ยถึง 10% ซึ่งถือเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการใช้จ่ายเพิ่ม ซึ่งจากการปรับค่าธรรมเนียมในการจำหน่ายข้าวถุงที่ร้านโมเดิร์น เทรด ส่งผลให้ข้าวถุงมีราคาสูงขึ้นไม่ต่ำกว่าถุงละ 15-20 บาท



