ข่าว

ภูมิหลัง‘ไช่ อิง เหวิน’ผู้นำหญิงไต้หวันคนล่าสุด

ภูมิหลัง‘ไช่ อิง เหวิน’ผู้นำหญิงไต้หวันคนล่าสุด

18 ม.ค. 2559

ภูมิหลัง‘ไช่ อิง เหวิน’ผู้นำหญิงไต้หวันคนล่าสุด

             ไต้หวัน สร้างแรงสะเทือนเลื่อนลั่นในภูมิศาสตร์การเมือง เมื่อชาวไต้หวันเทคะแนนให้ ไช่ อิง เหวิน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้จีนต้องจับตามองการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำครั้งนี้อย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจจะกระทบกระเทือนต่อนโยบายการสานสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีน ของรัฐบาลประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว จากพรรคก๊ก มิน ตั๋ง ที่มีความก้าวหน้ามาระดับหนึ่ง

             ไช่ อิง เหวิน วัย 59 ปี นับเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของไต้หวัน ที่นอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นผู้นำเกาะแห่งนี้ ยังเป็นผู้นำที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในประชาคมโลก เพราะทุกก้าวเดินของเธอนับจากนี้มีความสำคัญต่อไต้หวันอย่างที่สุด

             อย่างไรก็ตาม ไช่ อิง เหวิน ไม่ได้เป็นนักการเมืองที่ไร้ประสบการณ์ แต่เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากวงวิชาการและการทูตว่าเป็นนักเจรจาต่อรองที่มีประสบการณ์ในการเจรจากิจการต่างประเทศ และการเจรจากับจีน เธอเคยเป็นอาจารย์สอนวิชากฎหมายการค้าระหว่างประเทศมานาน 16 ปี และระหว่างนั้นก็มีประสบการณ์ในการเจรจาการค้าสำคัญๆ ของไต้หวันตั้งแต่ยุคทศวรรษ 2523

             ศ.หวัง คุง ยี แห่งสถาบันกิจการระหว่างประเทศและการศึกษากลยุทธ์ มหาวิทยาลัยทามกัง ในกรุงไทเป กล่าวถึงผู้นำหญิงคนแรกของไต้หวันว่า เป็นผู้ที่อยู่ในสายงานด้านการเจรจาระหว่างประเทศมานาน มีความอดทนในการเจรจาและมีทักษะในการเจรจาในระดับยอดเยี่ยม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไช่ ไม่ได้เป็นบุคคลที่สร้างความวุ่นวายหรือความไม่พอใจต่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งยังเป็นผู้ที่คิดอย่างรอบคอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะพูดอะไรออกมา

             ด้วยภูมิหลังที่เคยเป็นนักเจรจาและอาจารย์สอนกฎหมายการค้าระหว่างประเทศมานาน 16 ปี และได้รับปริญญาโท และปริญญาเอก ในสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ในการประเมินผลได้ผลเสียต่อการที่ไต้หวันจะเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (แกทท์) แสดงให้เห็นว่า ผู้นำหญิงคนแรกของไต้หวันไม่ได้เป็นผู้ขาดประสบการณ์เลยเสียทีเดียว

             ทั้งยังเคยทำงานเป็นประธานคณะกรรมาธิการกิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน ที่เป็นผู้กำหนดแผนงานเกี่ยวกับนโยบายของไต้หวันต่อจีนแผ่นดินใหญ่ในสมัยรัฐบาลนายเฉิน สุย เปี่ยน ตัวแทนพรรคดีพีพี เมื่อปี 2543 ซึ่งแม้พรรคดีพีพีจะมีนโยบายส่งเสริมการเป็นอิสระของไต้หวันไม่ขึ้นตรงต่อจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ในเวลานั้น ไช่ ยังสามารถเจรจากับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่จนบรรลุข้อตกลงในการสร้างระบบการขนส่งขนาดเล็กและเปิดเส้นทางการเดินทางระหว่างสองฝ่ายในช่วงที่มีการเจรจากันอยู่

             ด้าน นายดักกลาส ปาอาล อดีตผู้อำนวยการสถาบันอเมริกัน ในไต้หวัน ตัวแทนผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในไต้หวัน ที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน เคยกล่าวถึง ไช่ ในโทรเลขลับที่ส่งไปยังรัฐบาลวอชิงตันเมื่อปี 2549 ว่า เธอเป็นนักเจรจาที่มีความสามารถ ทั้งยังระบุด้วยว่า ไช่ เป็นบุคคลที่เป็นแกนนำในการจัดทำนโยบายระหว่างไต้หวันกับจีน แม้เธอจะยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการกิจการแผ่นดินใหญ่

             ระหว่างการหาเสียง ไช่ กล่าวด้วยว่า เธอเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวัน-จีน จะยังคงมีเสถียรภาพ เพราะทุกอย่างสามารถหารือและเจรจากันได้

             ทั้งยังประเมินไว้ล่วงหน้าว่า รัฐบาลจีนจะปฏิบัติต่อรัฐบาลที่เธอเป็นผู้นำในแบบที่มีเหตุผล

             อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนออกคำเตือน ไช่ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อวันอาทิตย์ (17 ม.ค.) แล้วว่า “จะต่อต้านกิจกรรมทุกรูปแบบที่จะนำไปสู่การเป็นเอกราชของไต้หวัน โดยยึดหลักการในการปกป้องความเป็นเอกราชแห่งชาติ และการเป็นอันหนึ่งอันเดียวของดินแดนแห่งรัฐ”

             แม้การลงมติอย่างท่วมท้นของชาวไต้หวันที่สนับสนุนไช่ ตัวแทนพรรคดีพีพี ที่มีแนวคิดในการปลดปล่อยไต้หวันออกจากจีน แต่โดยส่วนตัวของไช่ ที่เป็นนักเจรจาและมีประสบการณ์ในการเจรจา รวมทั้งจัดทำนโยบายทางการทูตต่อจีนแผ่นดินใหญ่มานาน ทำให้เป็นที่จับตามองอย่างมากต่อทุกก้าวของผู้นำหญิงคนใหม่ของไต้หวัน ที่จะนำประสบการณ์ทั้งหมดในอดีต นำไต้หวันไปในทิศทางใด