ข่าว

'ไช่ อิงเหวิน'ผู้นำหญิงคนแรกของไต้หวัน

'ไช่ อิงเหวิน'ผู้นำหญิงคนแรกของไต้หวัน

16 ม.ค. 2559

ชาวไต้หวันเลือกรักษาระยะห่างจีน เทคะแนนเลือก 'ไช่ อิงเหวิน' เป็นผู้นำหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งยังส่งพรรคฝ่ายค้านกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในสภา

 
                      16 ม.ค. 59  ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า นางไช่ อิงเหวิน ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (ดีพีพี) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ชนะไปตามความคาดหมาย โดยได้คะแนนเสียง 6.6 ล้านคะแนน คิดเป็น 57.3% ทิ้งห่างนายอิริค ชู จากพรรคชาตินิยมก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ที่ได้ 3.53 ล้านคะแนน หรือ 30.5% ส่วนนายซ่ง ฉู่อี้ หรือ เจมส์ ซ่ง ผู้สมัครอิสระ ได้ 1.46 ล้านคะแนน หรือ 12.6 เปอร์เซ็นต์ 
 
                      นายชู ประกาศขอโทษและค้อมศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งน้ำตาต่อหน้าผู้สนับสนุนที่มาชุมนุมกันหน้าที่ทำการพรรค ทั้งประกาศข่าวร้ายอีกว่าพรรคเคเอ็มที สูญเสียการคุมเสียงข้างมากในสภา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เช่นกัน 
 
                      ทั้งนี้บรรยากาศตรงกันข้ามกับที่หน้าที่ทำการพรรคดีพีพี ที่เต็มไปด้วยความยินดี ขณะพ่อค้าแม่ค้าขายของที่ระลึกไม่ว่าจะเป็นแก้วหรือพวงกุญแจที่มีรูปของว่าที่ผู้นำคนใหม่ 
 
                      ว่าที่ผู้นำหญิงคนแรก ได้ขึ้นเวทีขอบคุณประชาคมนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐกับญี่ปุ่นที่ให้การสนับสนุน เธอกล่าวว่า ชาวไต้หวันต้องการรัฐบาลที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายและดูแลคนยากจน 
 
                      ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับจีน ทั้งสองฝั่งข้ามช่องแคบไต้หวัน มีความรับผิดชอบในการสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกันและแนวทางปฏิสัมพันธ์ที่ยอมรับได้และให้สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรที่เป็นการยั่วยุหรือเกิดเหตุการณ์ใดๆ ในบริเวณช่องแคบไต้หวัน
 
                      นางไช่ คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย สะท้อนว่าชาวไต้หวันจำนวนมากรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว แห่งพรรคเคเอ็มที ใกล้ชิดจีนมากเกินไป รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่คนส่วนมากไม่พอใจการลงนามในข้อตกลงต่างๆ ที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนทั่วไป จึงเป็นที่คาดกันว่าจุดยืนสนับสนุนเอกราชของพรรคดีพีพี ที่กำลังจะมาเป็นรัฐบาลใหม่ไต้หวันและคุมเสียงในสภาชุดใหม่อาจสร้างความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง
 
 
 
-----------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)