ข่าว

ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’

ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’

16 ม.ค. 2559

เวิลด์วาไรตี้ : ความหวังและความกลัว เมื่อ ‘ประตู’ เปิดรับ ‘ผู้ลี้ภัย’ : โดย...จินตนา ปัญญาอาวุธ

 
     นัยน์ตาและน้ำเสียงของผู้อพยพหลายคนเปี่ยมไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตใหม่และอนาคตใหม่ในดินแดนแห่งใหม่ หลายคนต้องเสียเงินเสียทองจำนวนมากให้การเดินทางอันยาวไกลข้ามน้ำข้ามทะเลจากบ้านเกิดเมืองนอนมุ่งหน้าไปยังยุโรป แต่พวกเขาก็คิดว่ามันคุ้มค่า
 
     “ผมมาที่นี่เพราะต้องการมีชีวิตที่ดี รัฐบาลเยอรมันให้ที่พักพิงกับเรา ผมอยากจะสร้างชีวิตใหม่และอยู่ที่นี่ตลอดไป ผมไม่อยากกลับไปอยู่อัฟกานิสถานอีกแล้ว” อัตตาวละห์ คานซาดา เด็กหนุ่มวัยไม่ถึง 20 ปีจากเมืองกูนาร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัฟกานิสถานกล่าวด้วยภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่ว
 
     คานซาดาต้องเสียเงินเกือบ 3 แสนบาทในการเดินทางจากกูนาร์มาเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี โดยขอยืมมาจากเพื่อน เขาใช้เวลาเดินทางนานเกือบ 2 เดือนเพราะบางครั้งต้องเดินด้วยเท้า ครอบครัวของเขาสนับสนุนให้อพยพเพราะพ่อซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูงถูกพวกตาลีบันข่มขู่เอาชีวิต
 
     คานซาดาดูจะหลอมรวมเข้ากับสังคมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเพียงแค่ 40 วันในเบอร์ลิน เขาก็เริ่มทำงานเป็นล่ามอาสาสมัครช่วยเพื่อนๆ ร่วมชาติที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพชั่วคราวที่อาคารเมสส์ เบอร์ลิน
 
ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’
 
บรรยากาศใน ‘คาเฟ่ต้อนรับ’ ที่เมืองเชอวรีน
 
 
     “ไม่มีอะไรยาก ผมรู้สึกดี (กับกฎระเบียบใหม่) นี่แหละคือชีวิต” เขาตอบเมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่ยากที่สุดของการใช้ชีวิตในต่างแดน
 
     “ผมมีความสุขที่อยู่ที่นี่และสำนึกถึงโอกาสที่พวกเขา (รัฐบาลเยอรมัน) มอบให้เรา แม้ว่ากฎในอัฟกานิสถานและเยอรมนีจะแตกต่างกันมาก แต่เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้” เขากล่าว
 
     “ที่นี่คือเยอรมนี มันเป็น (ดินแดน) แห่งสิทธิเสรีภาพซึ่งแตกต่างจากกฎของอิสลาม” เขากล่าว
 
     คานซาดามีความหวังว่าเขาจะได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนและต่อด้วยมหาวิทยาลัยก่อนที่จะหางานทำและปักหลักอยู่ที่เบอร์ลิน
 
     “ผมอยากจะได้สถานะผู้ลี้ภัย แต่ถ้ารัฐบาลปฏิเสธ ผมก็จะไปเดินทางไปยังประเทศอื่นเพราะผมเสียเงินไปมาก (ในการเดินทางจากอัฟกานิสถาน)” เขากล่าวและยังบอกด้วยว่ามีแผนที่จะพาครอบครัวมาอยู่ด้วย
 
     เพื่อนผู้ลี้ภัยอย่าง นาซาร์ อัล อามีย์ ชายวัย 39 ปีจากอิรักตัดสินใจมุ่งหน้ามาหาแหล่งพักพิงในเบอร์ลินหลังจากสงครามในบ้านเกิดคร่าชีวิตลูกชายวัย 6 ปีของเขาและทำให้มุสตาฟา ลูกชายคนโตวัย 19 ปีต้องกลายเป็นคนพิการหลังจากถูกระเบิด
 
     อัล อามีย์ซึ่งมาพร้อมกับภรรยาและลูกๆ อีก 4 คน มีความฝันอยากจะทำงานเป็นคนขับรถในกรุงเบอร์ลิน
 
     แต่สงครามไม่ได้เป็นเหตุผลเดียวที่อยู่เบื้องหลังการหลั่งไหลเข้ามาของคลื่นผู้อพยพ
 
ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’
 
นาซาร์ อัล อามีย์ ชี้ให้ดูขาพิการของลูกชาย ที่เป็นผลพวงมาจากเหตุระเบิดในอิรัก
 
 
     เด็กหนุ่มวัย 20 อีกคนหนึ่งทิ้งบ้านมาจากปากีสถานเพราะปัญหาครอบครัว เมื่อเห็นเพื่อนๆ ชาวปากีสถานที่เคยอพยพมาก่อนหน้านี้สามารถลงหลักปักฐานที่นี่ได้ ก็เลยอยากจะมาบ้าง
 
     “ทุกอย่างที่นี่ดีไปหมด พวกเขาให้เงิน อาหารและเสื้อผ้ากับผม ผมมีเพื่อนจากปากีสถานด้วย เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่าผมจะสามารถปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้” เด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในศูนย์อพยพที่เทมเพลฮอฟซึ่งเป็นสนามบินเก่าของเบอร์ลินกล่าว
 
     ผู้อพยพทุกคนที่อาศัยอยู่ในศูนย์อพยพแห่งนี้จะได้รับเงินคนละ 4,250 บาทต่อเดือนจากรัฐบาล
 
     “ผมอยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ แต่เยอรมนีคงไม่ให้โอกาสผมเพราะผมมาจากปากีสถาน” เด็กหนุ่มที่ยื่นคำขอลี้ภัยเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมากล่าวและบอกว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ที่เยอรมนีเป็นการถาวร
 
     “แน่นอน ผมมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี่ เพื่อนของผมได้อยู่บ้านที่รัฐบาลจัดให้พวกเขา แต่ผมยังคงอยู่ในค่ายนี้และผมต้องการที่จะอยู่กับพวกเขา” หนุ่มปากีสถานกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเศร้าสร้อย
 
 
แนะยุโรปร่วมรับมือคลื่นผู้อพยพ
 
     ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้ลี้ภัยที่ศูนย์อพยพชั่วคราว 2 แห่งที่กรุงเบอร์ลินในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา (ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะเกิดเหตุการณ์เหยื่อผู้หญิงชาวเยอรมันจำนวนมากถูกผู้ลี้ภัยทำร้ายในช่วงปีใหม่ที่เมืองโคโลญจน์) และยังได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเยอรมนีซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องผู้ลี้ภัยรวมถึงเอ็นจีโอและอาสาสมัครที่มีส่วนช่วยรับมือคลื่นผู้อพยพที่หนีปัญหาความขัดแย้งและสงครามในบ้านเกิดของตัวเอง
 
     การเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีและสถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยที่ต้องการให้โลกได้รับรู้ถึงปัญหาและสถานการณ์ผู้ลี้ภัยหลังจากที่นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายเปิดประตูรับผู้ลี้ภัยจากสงครามในซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถานและที่อื่นๆ เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
 
     กรุงเบอร์ลินตอนนี้ค่อนข้างต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อน ตามถนนจะเห็นผู้อพยพเดินไปเดินมากันขวักไขว่ บ้างก็เดินถามข้อมูลหรือถนนหนทางเป็นภาษาอารบิก
 
     ตัวเลขผู้ลี้ภัยที่เดินทางเข้าไปที่เยอรมนีปีที่แล้วมีมากกว่า 1 ล้านคนและกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งของรัฐบาล รัฐบาลมีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ที่จัดการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและตรวจคนเข้าเมืองเป็น 2 เท่า พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณให้อีก 4000 ล้านยูโรในปีนี้
 
     กระทรวงต่างประเทศเยอรมนีมีการเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์และเฟซบุ๊กเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและอธิบายถึงความยากลำบากของการลี้ภัยเพื่อให้คนที่กำลังคิดจะอพยพจากบ้านเกิดได้ตัดสินใจอย่างรอบคอบ
 
     เจ้าหน้าที่กระทรวงคนหนึ่งที่ไม่ขอเอ่ยนามบอกว่า กระทรวงไม่ได้ต้องการยับยั้งไม่ให้คนอพยพมาที่เยอรมนี แต่ต้องการสร้างความตระหนักและบอกถึงความเสี่ยงหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นรวมถึงช่วยปกป้องพวกเขาจากการตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ด้วย
 
     แม้จะทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่เยอรมนีก็ยังประสบปัญหามากมาย เริ่มตั้งแต่การจัดการเรื่องที่พักอาศัยที่ฉุกละหุกในตอนแรกๆ แต่สภาพโดยรวมของศูนย์อพยพชั่วคราวที่ได้ไปพบเห็นมาก็จัดว่าดีทีเดียว มีการแยกกลุ่มที่พักของผู้อพยพ คนที่มาเป็นครอบครัวจะอยู่ที่อาคารหนึ่ง ส่วนผู้ชายหรือเด็กหนุ่มจะอยู่อีกอาคารหนึ่ง บางอาคารก็ใช้เต็นท์ขนาดใหญ่ทำเป็นห้อง บางแห่งกั้นเป็นห้องขนาดใหญ่และอยู่กันหลายครอบครัว ภายในห้องหรือเต็นท์มีเตียงสองชั้นพร้อมหมอนและผ้าปู ใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวก็สามารถใช้ผ้าม่านปิดเตียงได้
 
ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’
 
เด็กน้อยเดินผ่านเต็นท์ที่พักในศูนย์อพยพชั่วคราวที่เทมเพลฮอฟ
 
 
     ผู้อพยพจะได้รับเงินรายเดือนจากรัฐบาล ทุกคนจะได้รับอาหารและเสื้อผ้าฟรี มีอินเทอร์เน็ตใช้ สามารถเข้าออกจากศูนย์ได้ตลอด บางครั้งก็มีคนเป็นสปอนเซอร์พาเด็กๆ ไปดูเกมฟุตบอล ฟังดนตรีหรือชมภาพยนตร์ด้วย
 
     ปัญหาอื่นๆ ก็เช่น เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องการขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยและการสัมภาษณ์ยังมีน้อยและบางครั้งก็ไม่ประสานงานกัน ผู้ขอลี้ภัยยังคงต้องรอคิวเป็นเวลาหลายชั่วโมงที่จุดรับลงทะเบียน ขั้นตอนของการพิจารณาที่เป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ผู้อพยพเฝ้ารอคอยคำตอบด้วยความกังวลว่าตัวเองจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยหรือไม่ หลายคนไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
 
     โจแอนนา แมนเทล ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายผู้ลี้ภัยซึ่งทำงานให้องค์การนิรโทษกรรมสากลของเยอรมนีบอกว่า เยอรมนีเคยรับมือกับปัญหาผู้ลี้ภัยได้ดีแต่หลังจากช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาทุกอย่างกลายเป็นเรื่องยากไปหมด
 
     เธอคิดว่า สิ่งที่เยอรมนีกำลังเผชิญตอนนี้น่าจะเรียกว่าวิกฤติของการบริหารหรือการเมืองมากกว่าวิกฤติผู้ลี้ภัย
 
     “มันเป็นเรื่องของเจตจำนงทางการเมือง นักการเมืองกลัวว่าชาวเยอรมันที่มีความกังวลเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจะไม่ลงคะแนนให้พวกเขาอีกต่อไป” เธอกล่าว
 
     เธอบอกว่า นักการเมืองหลายคนใช้คำพูดที่ทำให้คนแตกตื่น เช่น "คลื่นผู้อพยพ” หรือ “การหลั่งไหล” ทั้งๆ ที่พวกนักการเมืองควรจะเป็นคนทำให้สถานการณ์นิ่งสงบและบอกประชาชนว่าพวกเขาสามารถจัดการกับปัญหาได้
 
     นอร์แบร์ท ไซท์ส หัวหน้าแผนกการอพยพย้ายถิ่นฐาน กระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า การจัดการตามนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัยมีความท้าทายอย่างมาก และเขารู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
 
     “เราไม่สามารถที่จะมอบโอกาสให้คนที่เดินทางมาที่นี่เพียงเพราะต้องการสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือมีอาชีพที่ดีกว่า แต่เราจะให้การปกป้องผู้ที่ต้องการการคุ้มครองอย่างแท้จริง” ไซท์สกล่าว
 
     “และที่สำคัญ เราคาดหวังว่าทุกประเทศในทวีปยุโรปควรจะร่วมกันรับผิดชอบต่อคลื่นผู้อพยพครั้งนี้”
 
 
วัฒนธรรมการต้อนรับ
 
     นักวิเคราะห์มองว่าการเปิดประตูรับผู้ลี้ภัยน่าจะเป็นผลบวกต่อประเทศ ไม่เพียงแต่จะเป็นการแสดงความมีมนุษยธรรมต่อเพื่อนร่วมโลกที่เดือดร้อนแต่ยังช่วยเติมเต็มความหวังที่เยอรมนีจะมีแรงงานในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น เพราะผู้อพยพส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25-30 ปี และคนเหล่านี้จะได้มาแทนที่ประชากรของตัวเองที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยและมีอัตราการเกิดลดลง
 
     “ผู้ลี้ภัยจะสามารถช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมของเรา ผมแน่ใจว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับเรา เราจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” แอนเดรียส รุยล์ รองนายกเทศมนตรีเมืองเชอวรีนและหัวหน้าแผนกการคลัง เยาวชนและฝ่ายกิจการสังคมกล่าว
 
     คนเยอรมันเองมีชื่อเสียงในเรื่องของ “Willkommenskultur” หรือวัฒนธรรมการต้อนรับเพราะเคยมีประสบการณ์ในการรับมือกับผู้อพยพมาตั้งแต่หลังสงครามโลก และผู้เขียนก็ได้พบเห็นวัฒนธรรมนี้ที่เมืองเชอวรีนที่พยายามช่วยให้กลุ่มผู้มาใหม่หลอมรวมเข้ากับสังคมเยอรมันได้อย่างน่าประทับใจ
 
     เมืองทางตอนเหนือของเยอรมนีแห่งนี้ร่วมมือกับองค์กรการกุศลต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้ลี้ภัย คนท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐ
 
     กิจกรรมอย่างหนึ่งก็คือการเปิด “คาเฟ่ต้อนรับ” หรือ “Welcome Café” ที่มีจำนวน 6 แห่งเพื่อให้ผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้สังสรรค์พูดคุยกับคนท้องถิ่น มีโอกาสได้ฝึกภาษาเยอรมันและได้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
 
     ผู้เขียนมีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมคาเฟ่แห่งหนึ่งในเขตชานเมืองในวันเปิดตัวพอดี ที่คาเฟ่มีบริการเค้ก ชากาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ และมีแผนที่โลกแขวนบนผนังเพื่อให้ผู้ลี้ภัยได้ดูว่าตัวเองมาจากตรงไหนและตอนนี้อยู่ตรงไหน
 
ความหวังและความกลัวเมื่อ‘ประตู’เปิดรับ‘ผู้ลี้ภัย’
 
งานศิลปะจากเด็กๆ ในศูนย์อพยพชั่วคราวที่อาคารเมสส์ เบอร์ลิน
 
 
     มีผู้ลี้ภัยที่เป็นเด็กหนุ่มประมาณ 10 คน อายุระหว่าง 17-21 ปีส่วนใหญ่มาจากอัฟกานิสถานและซีเรีย ทุกคนแต่งตัวดีนั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังพูดคุยกับอาสาสมัครที่เป็นคนท้องถิ่น
 
     พวกเขาอยู่ที่นี่มาแล้วราว 3 เดือน สามารถพูดภาษาเยอรมันได้นิดหน่อยและไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ แต่พวกเขากระตือรือร้นที่จะเข้ามาพูดคุยกับคนแปลกหน้า
 
     “มันเริ่มต้นด้วยการดื่มชา กาแฟ จากนั้นก็นำไปสู่การสนทนา...คิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นเรื่องนี้” เคลาส โอเลอร์คิง หนึ่งในผู้ก่อตั้งคาเฟ่กล่าว
 
     อย่างไรก็ตาม ชาวเยอรมันมีความเห็นแตกออกเป็น 2 ขั้วอย่างเห็นได้ชัดเมื่อผู้ลี้ภัยเริ่มเดินทางมาถึงเยอรมนีเมื่อปีที่แล้ว เรียกว่าแทบจะแบ่งครึ่งกันเลย โดยฝ่ายหนึ่งยินดีต้อนรับด้วยความเต็มใจในขณะที่อีกครึ่งหนึ่งรู้สึกกลัวพวกคนต่างถิ่นที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
 
     หลายคนอาจจะนำเอากรณีผู้ลี้ภัยสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวเยอรมัน 11 ล้านคนหนีจากเยอรมนีตะวันออกมายังเยอรมนีตะวันตกมาเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้อพยพในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้วมันแตกต่างกัน เพราะตอนนั้นผู้คนมีพื้นฐานทางวัฒนธรรม ภาษาและชะตากรรมเดียวกัน แต่กลุ่มผู้อพยพกลุ่มใหม่นี้มาจากสังคมที่มีความหลากหลายมาก
 
     คำถามที่สำคัญก็คือกลุ่มผู้อพยพที่มาใหม่จะสามารถหลอมรวมหรือปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของพวกเขาได้หรือไม่
 
     “การหลอมรวมเป็นความท้าทายและเป็นงานใหญ่จริงๆ ” ไซท์สกล่าว
 
     ไซท์สยอมรับว่า ชาวเยอรมันมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้อพยพจริงๆ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากที่มีคนจำนวนมากสมัครเป็นอาสาสมัคร แต่ในทางกลับกันเมื่อชุมชนเล็กๆ ที่มีคนเพียงไม่กี่พันคนจู่ๆ ต้องต้อนรับคนแปลกหน้าราว 1,000 คน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีความกังวลเกิดขึ้น
 
     “ดังนั้น เราจำเป็นต้องสร้างสมดุลที่ดีและยั่งยืนระหว่างปริมาณผู้ลี้ภัยที่เปิดรับเข้ามากับความกังวลของคนท้องถิ่น หาไม่แล้ววัฒนธรรมการต้อนรับของเราในวันนี้อาจจะกลายเป็นบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างได้ในวันพรุ่งนี้”
 
     และนั่นคือบทสรุปของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรับผิดชอบ