
ในป่าแหล่งแฮงเอาท์ใหม่คงคุณค่าต้นไม้ผสานศิลปะ
ในป่าแหล่งแฮงเอาท์ใหม่คงคุณค่าต้นไม้ผสานศิลปะ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง อนัญชนา สาระคู ภาพ สุกล เกิดในมงคล
“เราไม่ได้คิดเรื่องกำไรมากนัก เพราะอยากทำอะไรให้แก่สังคมมากกว่า อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ด้วยการเก็บต้นไม้ไว้ ต้นไม้ที่มีอายุนานกว่า 35 ปี ทั้งต้นใหญ่และต้นเล็กตั้งแต่เริ่มก่อสร้างโครงการจะไม่ตัดทิ้งเลย ก็มีคนถามเหมือนกันว่าจะคุ้มหรือ ซึ่งหากมองในเรื่องเงินก็อาจจะไม่คุ้ม แต่หากมองถึงการเป็นตัวอย่างให้แก่สังคม ให้โครงการอื่นๆ ได้ทำตามอย่างเราบ้าง ผมก็คิดว่าคุ้ม” ศาณ์ปัฏ รักษ์ขิตวัน เจ้าของโครงการ “ในป่า” เกริ่นถึงแนวคิดของ อาร์ท คอมเพล็กซ์ แห่งนี้
โครงการที่หากมีคนถามว่าทำงานที่ไหน คำตอบที่ได้ก็คือ “ทำงานในป่า”
นั่นคือที่มาของชื่อโครงการ ซึ่งเน้นคอนเซ็ปต์การอนุรักษ์ต้นไม้ที่มีมาแต่สมัยรุ่นคุณตา-คุณยาย เน้นการก่อสร้างอาคารให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติโดยต้องรักษาไว้ซึ่งความคงอยู่ของต้นไม้ โดยตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แถวย่านพระโขนง ทางลงประตูที่ 4 ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว นอกจากนี้แล้ว “ในป่า” ยังจะเป็นแหล่งรวมของคนรักศิลปะในทุกแขนงแห่งใหม่ ทั้งจะมีร้านกาแฟ ร้านอาหารอร่อยๆ มาเปิดให้บริการ และยังจัดพื้นที่สำหรับเป็น โคเวิร์กกิ้ง สเปซ (Coworking Space) รองรับคนวัยทำงานยุคใหม่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยในย่านนั้น
บอกได้เลยว่าแค่ไปเดินเล่นชมธรรมชาติที่ “ในป่า อาร์ท คอมเพล็กซ์” ก็สนุกแล้ว เพราะจะมีอาคารที่ไหน ที่คนต้องเดินหลบกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ที่โผล่ออกมากลางตัวตึก ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2559 นี้เป็นต้นไป
“ศาณ์ปัฏ” หรือ เก้ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานด้านกราฟฟิกดีไซน์ การออกแบบโลโก้ ส่วนพี่สาวเปิดโรงเรียนสอนการเต้น และมีบริษัทรับจัดงานอีเวนท์ต่างๆ ส่วนน้าชายก็ทำห้องอัดเสียงให้เช่า ซึ่งเดิมเปิดห้องอัดเสียงอยู่บนพื้นที่ของโครงการอยู่แล้ว เมื่อทางครอบครัวมาระดมสมองกันว่าจะทำเป็นออฟฟิศ ก็เลยอยากจะทำให้คนอื่นมาร่วมแชร์ด้วย จึงเปิดเป็นสำนักงานให้เช่า ที่จะมีทั้งออฟฟิศและสตูดิโอให้เช่า รวม 3 อาคาร 15 ยูนิต และจัดพื้นที่สำหรับร้านกาแฟ 2 ร้าน ร้านอาหารอีก 3 ร้าน โดยตึก A และ B จะเป็นตึกสร้างขึ้นมาใหม่ ส่วนตึก C เป็นอาคารที่มีอยู่เดิม จะเป็นโคเวิร์กกิ้ง สเปซ มีชื่อว่า “PENCAVE” รองรับสตาร์ทอัพ และคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีรายได้พอจะมาเช่าพื้นที่ออฟฟิศ
“และการที่เราทั้ง 3 คนคือ ผม พี่สาว และน้าชาย มีจุดเหมือนคือ อาร์ต เมื่อมาทำออฟฟิศ ก็ไม่อยากให้โลกแคบเกินไป อยากเห็นความหลากหลาย ดูมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาตลอดเวลา และการที่เราวางคอนเซ็ปต์โครงการเกี่ยวกับอาร์ตออฟฟิศทุกแห่งที่จะเข้ามาก็จะให้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องอาร์ตทั้งหมดด้วย พื้นที่ส่วนกลางของโครงการยังสามารถจัดเป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะต่างๆ ที่จะสับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาอีกด้วย”
ก่อนเริ่มโครงการ เราได้นำแนวคิดนี้ไปคุยกับสถาปนิก รวมถึงแนวคิดที่ว่าต้องการเก็บต้นไม้ไว้ เพราะเป็นต้นไม้ที่คุณตาคุณยายปลูกมา ซึ่งต้นไม้เหล่านี้น่าจะอายุแก่กว่าผมด้วยซ้ำ คืออยู่มาก่อนผม ก็น่าจะราวๆ 35 ปีได้ ส่วนที่ดินก็ตกทอดมาตั้งแต่สมัยคุณทวด ท่านซื้อไว้ตั้งแต่สมัยพายเรือมาแถวคลองสุขุมวิท และการที่เราไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยก็ต้องปรึกษาผู้รู้ โดยเชิญ ครูต้อ “ธราดล ทันด่วน” ซึ่งท่านเป็นรุกขกร (หมอต้นไม้) มาให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ต้นไม้ไว้อย่างไรในขณะการก่อสร้างอาคาร เช่น การที่จะทำฐานรากของอาคาร จะต้องรู้วิธีตัดรากเพื่อให้ต้นไม้ยังมีชีวิตอยู่ได้ หรือจะตัดรากแค่ไหนเพื่อให้บาลานซ์กับส่วนของกิ่งก้านที่มีอยู่ หรือหากรากไม้โดนปูนเพียงนิดเดียว ก็อาจจะทำให้ตายได้ เราจึงต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ
“ถือเป็นความรู้ใหม่ที่ได้มาเลย เพราะไม่ใช่ว่าการเป็นต้นไม้ใหญ่แล้วเขาจะแข็งแรง คงทน บางทีเขาก็อ่อนแอได้เช่นกัน เราจึงต้องวางโครงสร้างเพื่อให้ต้นไม้ยังมีชีวิตอยู่ และเติบโตได้”
ยังมีตัวอย่างที่ทำให้เราต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาด้วย คือทั้งโครงการจะต้องยกฐานขึ้นมา 80 เซนติเมตร เพื่อจะหนีราก ให้รากได้มีอากาศหายใจ หากไม่ยกฐานโครงการขึ้นมาก็อาจจะทำให้ต้นไม้ตายได้ จึงเป็นที่มาของรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น ส่วนสถาปนิกเองก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น เช่นแบบที่ออกมาแล้ว เมื่อมาเจอกับสถานการณ์จริงที่ต้นไม้ขยายกิ่งก้านแบบฟรีฟอร์ม ก็ต้องปรับแบบตัวอาคารให้เป็นไปตามฟอร์มของต้นไม้ เช่น ตึก B ทีแรกจะทำทางเดินแบบตรงๆ ตรงทางเข้ายูนิต แต่เมื่อไปตรงกับต้นมะขาม ก็ต้องมาแก้และเปลี่ยนแบบ ซึ่งก็ทำให้งานยากขึ้น และเสียเวลาเพิ่มขึ้น
หรือการก่อสร้างในแบบที่จะให้ต้นไม้โผล่ขึ้นมาจากพื้นเลย ก็ต้องมากำหนดแพทเทิร์นว่าจะตัดเป็นวงกลมอย่างไร หรือตัดเป็นสี่เหลี่ยมอย่างไร เพื่อให้ต้นไม้ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก และเราก็ได้เห็นการเติบโตนั้นจริงๆ เพราะในช่วงที่ทำโครงสร้าง ต้นไม้จะยังเตี้ยกว่าตัวตึก(3 ชั้น) และเมื่อสร้างขึ้นมาบัง สังเกตได้เลยว่าต้นไม้สูงขึ้น นั่นเป็นเพราะเขาวิ่งหาแสงตามธรรมชาติ อย่างต้นตาเบบูยา หรือชมพูพันธุ์ทิพย์ ที่เราสร้างตึก A โดยมีต้นไม้อยู่ตรงกลาง ก็ได้เห็นว่าสูงขึ้น แต่เราก็จะมีการดูแลตัดแต่งกิ่งอยู่บ้าง โดยต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ภายในโครงการจะมีทั้งต้นใหญ่ และเล็ก นอกจากต้นตาเบบูยา แล้วยังมีต้นคูน ต้นประดู่ มะขาม เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่เน้นให้เห็นถึงความกลมกลืนไปกับเป็นธรรมชาติ เช่น กระจกที่ใช้จะมี 2 ประเภท คือกระจกขุ่น จะอยู่ด้านหน้าของโครงการเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว ส่วนด้านในเราใช้กระจกสะท้อน เพื่อขยายความเป็นป่า และความเป็นต้นไม้ออกไป ซึ่งการเลือกกระจกสะท้อน จะทำให้มันไม่มีขอบเขต เวลาถ่ายรูปก็จะยากกว่าเพราะจะเห็นตัวตึก จะเห็นก็แต่ต้นไม้ จะมีอีกห้องที่อยู่ตรงกลาง เราให้ชื่อว่าห้องรังนก มีพื้นที่สำหรับจัดแสดงมาสเตอร์พีซ หรือผลงานชิ้นเอก โดยจัดเป็นห้องแกลเลอรี่ จัดแสดงงานศิลปะต่างๆ ได้ โดยมีมุมต่างๆ ที่แล้วแต่ศิลปินจะมองเห็นหรือจัดวางอย่างไรก็ได้ไม่ตายตัว อย่างเช่นใต้บันใด ก็จะมีสเปซ ที่จะทำอะไรในส่วนนี้ก็ได้เช่นกัน
“เราเรียกตัวเองว่าเป็น อาร์ท คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า และร้านอาหาร แต่ก็จะเปิดให้เช่าพื้นที่สำหรับแสดงผลงานด้านศิลปะ หรือการจัดงานอีเวนท์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานศิลปะ ทำให้กลุ่มเป้าหมายค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม หรือนิช มาร์เก็ต แต่ก็จะเป็นกลุ่มที่นอกจากจะรักงานศิลปะแล้ว พวกเขาก็น่าจะเป็นคนรักธรรมชาติด้วย ซึ่งหากดูทำเลที่นี่แล้ว ถือว่ายังไม่มีคู่แข่งมากนัก ร้านกาแฟ แต่เดิมก็ไม่รู้จะไปกินที่ไหน และหากดูรอบๆ บริเวณนี้ก็จะมีคอนโดมิเนียมขึ้นเต็มไปหมด ทำให้คิดว่าพวกเขาก็น่าจะมีปัญหาเช่นเดียวกับผมที่เวลาจะกินกาแฟก็ต้องนั่งรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้าไปที่อื่นแทน แต่ถ้ามีที่นี่ขึ้นมา ก็จะเป็นที่แฮงเอาท์แห่งใหม่สำหรับพวกเขาได้ อีกทั้งเรายังมีโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ที่ไม่ต้องมัวแต่นั่งทำงานในคอนโดมิเนียมแล้ว ก็ลงมาเปิดหูเปิดตากันบ้าง”
สำหรับ โคเวิร์กกิ้ง สเปซ จะเน้นเป็นแบบโปรเฟสชั่นแนล คือมีเครื่องอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ เครื่องถ่ายเอกสาร ล็อกเกอร์ และไวไฟ ทั้งยังจะมีห้องให้เช่าส่วนบุคคล กลุ่มเป้าหมายคือคนที่อยู่ย่านพระโขนง ชาวต่างชาติที่พอจะมีทุนจะเช่าเป็นรายวัน หรือรายเดือนก็ได้ โดยเฉพาะลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งจะชอบอะไรที่เป็นส่วนตัวมาก ก็จะมีห้องให้เช่าส่วนตัวรองรับ แถวนี้ก็ยังไม่มีโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ด้วยโลเกชั่นที่ติดกับทางลงรถไฟฟ้าที่ค่อนข้างสะดวกสบาย หรือหากจะมีในย่านสุขุมวิทก็อาจจะต้องเข้าไปในซอยที่ค่อนข้างลึกกว่า
“ศาณ์ปัฏ” บอกอีกว่า เรื่องค่าเช่าสำนักงานนั้น ยอมรับว่าค่อนข้างสูง นั่นเป็นเพราะเราลงทุนสูง อย่างเรื่องราวที่เล่าไปก่อนหน้า คือการที่ต้องยกฐานโครงสร้างขึ้นมาอีก 80 เซนติเมตร รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอื่นๆ อีก ซึ่งผู้ที่จะมาเช่าพื้นที่ เช่น ร้านอาหารคงต้องเห็นศักยภาพว่าที่ ในป่า อาร์ท คอมเพล็กซ์ แห่งนี้จะได้บรรยากาศที่ไม่เหมือนที่อื่นเลย เพราะเชื่อว่าแนวคิดการก่อสร้างในแบบที่เราอนุรักษ์ต้นไม้ และธรรมชาติไว้ จะไม่มีที่ไหนอย่างแน่นอน หรือหากจะมีแนวคิดนี้ก็น่าจะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ไม่ใช่พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าในแบบที่เราทำ หรือในบริเวณชั้น 2 ยังสามารถเช่าพื้นที่จัดเป็นอีเวนท์ หรือจุดชมวิว เพื่อทำให้ร้านดูดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ขณะที่ค่าเช่าโคเวิร์กกิ้ง สเปซ ก็จะไม่แพงไปกว่าที่อื่น คือวันละ 320 บาท จะเช่าวันเดียวก็ได้ หรือหากเช่าเป็นรายเดือนราคาจะถูกลง และใน 3 เดือนแรกเราจะมีโปรโมชั่น 260 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงมูลค่าโครงการพบว่าตัวเลขขยับสูงขึ้น ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท และขณะนี้ตัวเลขก็ยังไม่นิ่งเพราะยังเหลือการทำแลนด์สเคป ทำหลังคาที่จอดรถในบางจุดเพื่อป้องกันลูกสาเกต้นใหญ่ติดกับตึก C ตกลงมาใส่หลังคารถ รวมทั้งเราจะสร้างห้องสโมกกิ้ง แอเรีย ที่แยกออกมาจากตัวอาคารด้วย เพราะคิดว่าในเมื่อลงทุนทำเรื่องรักโลกแล้ว ก็ควรทำให้ถึงที่สุด
ส่วนเรื่องกำไร ไม่ได้มองเรื่องนี้แต่แรกอยู่แล้ว เพราะถ้าตั้งเป้าหมายเช่นนั้นสู้สร้างคอนโดมิเนียมก็จบแล้ว ง่ายกว่า และไม่ได้ลงทุนสูงขนาดนี้ด้วย อีกอย่างการลงทุนก็ใช้เงินของเราเอง ไม่ได้กู้ยืมมา ส่วนตัวเองก็ไม่ได้ใช้จ่ายสิ้นเปลืองอยู่แล้ว จึงมองว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นเหมือนแผนระยะยาว เพื่อให้มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นจะต้องเร่งสร้างกำไรสูงๆ เพื่อไปซื้อสินค้าแบรนด์เนม หรือรถยนต์หรูๆ ขับ จึงมองจุดคุ้มทุนของโครงการไว้ระยะ 10 ปี คือคิดแบบสบายๆ นะ แต่ถ้าได้เร็วกว่านั้นก็ถือว่าดี แต่ก็ยอมรับนะว่าเราค่อนข้างเลือกลูกค้าอยู่ เพราะต้องการรักษาคอนเซ็ปต์ไว้ นั่นก็เพราะอยากให้โครงการออกมาดี เป็นโครงการที่ให้อะไรแก่สังคมมากกว่า และได้ปลูกจิตสำนึกคน เพื่อนำแนวคิดขยายออกไปให้มากกว่านี้
“คืออย่างแรกเลย เราสามารถพิสูจน์ให้คนที่มีคำถามกับเราแต่แรกแล้วว่าทำได้หรือกับโครงการแบบนี้ ที่เก็บต้นไม้เอาไว้ ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งเราทำได้แล้ว และเราก็จะดีใจมาก หากจะมีโครงการอื่นๆ นำไปทำบ้าง”
และด้วยแนวคิดการอนุรักษ์ต้นไม้ เชื่อว่าคนสมัยใหม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าเมื่อก่อนอากาศไม่ร้อนขนาดนี้ และต้นไม้ก็น่าจะมีส่วนสำคัญ ต้องรักษาไว้ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เห็นได้จากการที่คนเข้ามาที่นี่ พวกเขาจะชอบและชมว่าต้นไม้สวย ถ่ายรูปกับต้นไม้ กับตึกที่มีต้นไม้อยู่ด้วย เพียงเท่านี้เราก็ชื่นใจที่คนเข้ามาและเห็นความสำคัญเหมือนกับที่เราเห็น ซึ่งก็อยากให้เข้ามาที่นี่กันก็เพราะว่ารักในศิลปะ และต้นไม้ อยากให้มาทำงานร่วมกัน หรือหากจะเข้ามาชม เข้ามาถ่ายรูปก็ได้ เพราะเปิดให้เข้าตั้งแต่ 09.00-17.00 น.ทุกวัน



