ข่าว

เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ

เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ

17 ม.ค. 2559

เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      พลันที่นิตยสาร "โรลลิ่ง สโตน” ตีพิมพ์รายงานพิเศษของฌอน เพนน์ ดาราชื่อดังฮอลลีวู้ด วัย 55 ปี ที่บุกป่าฝ่าดงไปสัมภาษณ์เดี่ยว ฆัวกิน กุซมาน เจ้าของฉายา “เอล ชาโป” วัย 57 ปี ราชายาเสพติดโลกที่เพิ่งสร้างสถิติแหกคุกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อปีที่แล้วจนทำให้ทางการสามารถแกะรอยไปถึงที่กบดานของเอล ชาโป ที่หมู่บ้านตามาซูลา ในเขตรัฐดูรังโกใกล้กับรังใหญ่ของแก๊งค้ายาของกุซมาน นำไปสู่การจับกุมเจ้าพ่อขาใหญ่ได้เป็นครั้งที่ 3 สารพัดคำถามก็ประดังประเดเข้ามาไม่ขาดสายว่า เจ้าของรางวัลออสการ์ 2 ตัวผู้นี้กำลังสับสนในบทบาทของตัวเองว่ากำลังสวมบทดารา หรือผู้กำกับ หรือนักเคลื่อนไหว หรือนักข่าวกันแน่ เหนืออื่นใด ข่าวของเพนน์ได้กลบเนื้อหาคำให้สัมภาษณ์ของเอล ชาโป ไปจนหมดสิ้น
 
                      ทั้งๆ ที่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพนน์ได้ทำในสิ่งที่นักวิชาการบางคนชี้ว่า “พิลึกพิลั่น” หรือ ”ห่ามๆ” ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยไปสัมภาษณ์คนที่ทำเนียบขาวตราหน้าว่าเป็นศัตรูของประเทศมาแล้วหลายคนด้วยกัน รวมไปถึงการบุกไปที่กรุงแบกแดดเมื่อปี 2545 เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้นำระดับสูงของอิรักหลายคน จนกลายเป็นข่าวดังแข่งกับข่าวสหรัฐบุกอิรัก
 
                      กระทั่ง นักวิจารณ์คนหนึ่งของหนังสือพิมพ์วอลล์ตรีท เจอร์นัล ได้ให้ความเห็นไว้ก่อนหน้าว่า "การกระทำของเพนน์เหมือนกับจะกระตุ้นอะไรบางอย่างซึ่งแสนจะว่างเปล่าและไร้สาระ มากกว่าคราวที่อดีตนายกรัฐมนตรีเนวิลล์ แชมเบอร์เลน แห่งอังกฤษ ได้อวดอ้างหลังเสร็จสิ้นการประชุมที่มิวนิกว่าได้ช่วยยุโรปให้พ้นภัย เมื่อได้บรรลุความตกลงมิวนิก ไฟเขียวให้ฮิตเลอร์ผนวกดินแดนซูเดเทนแลนด์ของเชโกสโลวะเกียเสียอีก” แต่สุดท้ายฮิตเลอร์เกือบจะพิชิตยุโรปได้สำเร็จ
 
                      คราวนี้ คงจะด้วยความสับสนในบบาทของตัวเองดังกล่าว ทำให้นักวิชาการและสื่อมืออาชีพต่างให้ข้อสังเกตไปในแนวเดียวกันว่าเพนน์กำลังหาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวโดยแท้ โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งคำถามว่าเพนน์ทำถูกต้องหรือไม่ทั้งในเรื่องกฎหมายและจรรยาบรรณสื่อหลายข้อด้วยกัน
 
                      ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนทั้งที่เป็นชาวอเมริกันและเม็กซิโก ต่างให้ความเห็นว่าการกระทำของเพนน์อาจจะหมิ่นเหม่ว่าทำผิดกฎหมายของแดนจังโก้ เปิดช่องให้ทางการเม็กซิโกสามารถออกหมายเรียกเพนน์ให้ไปให้ปากคำเกี่ยวกับรายละเอียดทุกอย่างระหว่างที่พบกับเอล ชาโป แต่มีความเป็นไปได้ว่าทางการสหรัฐคงจะไม่ไฟเขียวให้ส่งเพนน์ไปอยู่ใต้การควบคุมของทางการเม็กซิโกเป็นแน่ โดยเฉพาะถ้ามองว่าเพนน์ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในเรื่องการพูดคุยกับแหล่งข่าว เพราะทั้งเพนน์และนิตยสารโรลลิ่งสโตนสามารถอ้างได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนหรือข่าวเจาะพิเศษ นอกเหนือจากอ้างว่าเป็นการพูดคุยธรรมดาๆ ไม่ได้ไปช่วยเหลือหรือกระตุ้นยั่วยุให้เอล ชาโป ก่ออาชญากรรมใดๆ
 
                      แต่เพื่อไม่ให้เรื่องเงียบหาย ทางการสหรัฐอาจใช้กฎหมายอเมริกันมาจัดการกับเพนน์ ถือเป็นการปรามนิดๆ โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก โพสต์รายงานว่าอัยการในนิวยอร์กอาจออกหมายค้นข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของเพนน์เพื่อสืบหารายละเอียดเพิ่มเติมตั้งแต่กระบวนการนัดหมายขอสัมภาษณ์พิเศษจนถึงคำให้สัมภาษณ์ของราชายาเสพติดที่โอ้อวดว่ามีบริษัทหลายบริษัททั้งในเม็กซิโกและสหรัฐได้ช่วยเขาฟอกเงิน แลกกับส่วนแบ่งตอบแทนจากการค้ายาเสพติดเหล่านั้น
 
                      ส่วนเรื่องที่ว่าเพนน์ทำผิดกฎหมายกรณีไปพบนักโทษแหกคุกที่สหรัฐและเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุดนั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่ผ่านมาเคยมีนักข่าวหลายคนแอบไปสัมภาษณ์พิเศษผู้ก่อการร้ายหรืออาชญากรชื่อดังก้องโลก อย่าง โรเบิร์ต ฟิสค์ ที่แอบสัมภาษณ์พิเศษโอซามา บิน ลาเดน ก่อนและหลังเหตุถล่มเวิลด์เทรด หรือกรณีฮูลิโอ สเชเรอร์ นักข่าวอาวุโสและผู้ก่อตั้งนิตยสารโปรเซโซในเม็กซิโกได้ไปสัมภาษณ์อิสมาเอล “เอล มาโย” แซมบาดา คนสนิทของเอล ชาโป เมื่อปี 2553 จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่เจ้าตัวกลับตอบว่า "ถ้าหากพวกผีห่าซาตานบอกว่ายินดีให้สัมภาษณ์ ผมก็พร้อมจะลงนรกไปสัมภาษณ์” ซึ่งปรกติแล้วทางการมักจะไม่เอาเรื่องเอาราวแต่อย่างใด
 
 
เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ
 
 
                      กระนั้น อัยการรัฐแคลิฟอร์เนียผู้หนึ่งชี้ว่า ถึงแม้ว่าเพนน์อาจจะหลุดรอดข้อหาว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่เพนน์ก็ไม่อาจหลุดรอดคำถามเรื่องศีลธรรมหรือจริยธรรม ขณะที่สื่อมวลชนอาชีพและนักวิชาการสายสื่อจำนวนไม่ใช่น้อยต่างฟันธงคล้ายกันว่าเพนน์ได้ทำผิดจรรยาบรรณสื่ออย่างร้ายแรงหลายประการด้วยกัน สื่ออาวุโสบางคนถึงกับใช้คำว่า "อภัยให้ไม่ได้” ด้วยซ้ำไป
 
                      เพนน์เองก็ยอมรับว่าอาจมีปัญหาด้านศีลธรรมที่ไปสัมภาษณ์นักโทษแหกคุก ในข้อเขียนของเขาระบุว่า ไม่มีความภาคภูมิใจแต่อย่างใดที่จะต้องรักษาความลับจนอาจถูกมองว่าไปช่วยอาชญากร แต่ผลตามมากลับยิ่งทำให้คนสนใจมากขึ้นว่าเขาแอบตกลงอะไรกับเอล ชาโปหรือ ก่อนจะส่งข้อเขียนไปให้เอล ชาโป อ่านก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งเท่ากับยอมให้เซ็นเซอร์ก่อน ผิดประเพณีที่สื่ออาชีพจะไม่ทำกัน แม้จะแก้ตัวว่าเอล ชาโป ไม่ได้แก้ไขอะไรแม้แต่คำเดียวก็ตาม
 
                      “การยอมให้แหล่งข่าวตรวจทานหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาก่อนตีพิมพ์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจอภัยให้ได้” แอนดรูว์ ซีแมน ประธานคณะกรรมการควบคุมจรรยาบรรณของสมาคมนักข่าวอาชีพให้ความเห็นในบล็อกของคณะกรรมการ 
 
                      “พฤติกรรมที่ยอมให้แหล่งข่าวตรวจทานข้อเขียนก่อนนั้นทำให้เรื่องราวทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าแหล่งข่าวจะขอแก้ไขข้อความใดหรือไม่ก็ตาม เพราะอาจทำให้นักข่าวหรือเจ้าของข่าวชิ้นนั้นซึ่งในกรณีนี้เป็นดาราและนักเคลื่อนไหว หันไปเขียนเรื่องที่เร้าใจชวนติดตามหรือเขียนในเชิงยกยอปอปั้น โดยละเลยไม่พูดถึงข้อเท็จจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง เพียงเพราะหวังว่าจะไม่ถูกปฏิเสธรายงานชิ้นนั้น”
 
                      ปรากฏว่า นักข่าวอาวุโสและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัยชื่อดังในสหรัฐหลายคนต่างเห็นด้วยกับความคิดข้างต้นว่า นักข่าวที่ดีจะต้องไม่ส่งเรื่องให้แหล่งข่าวอ่านก่อน
 
                      จรรยาบรรณอีกข้อหนึ่งที่เพนน์ละเลยจนเหมือนกับตบหน้านักข่าวเม็กซิโกอย่างจังว่าไร้ความสามารถจึงไม่เคยได้ข่าวพิเศษ หรือภาษาข่าวเรียกว่าข่าวเอ็กซ์คลูซีฟประเภทนี้บ้าง โดยไม่ตระหนักว่าแท้ที่จริงนักข่าวมีโอกาสนับไม่ถ้วนที่จะเจาะข่าวพิเศษทำนองนี้ แต่ไม่ทำ เพราะรู้เท่าทันว่าเจ้าพ่อยาเสพติดเหล่านั้นต่างอยากจะคุยกับนักข่าวบ้าง เพื่อหวังจะโฆษณาชวนเชื่อตัวเอง ซึ่งนักข่าวอาชีพไม่ต้องการข่าวทำนองนี้ยกเว้น "ความจริง” ทั้งหลายทั้งปวง และจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อง่ายๆ เหมือนเพนน์ที่เขียนจนเอล ชาโป ดูน่าสงสารว่าจำเป็นต้องค้ายาเสพติดเพื่อยังชีพ และเหตุที่ต้องใช้ความรุนแรงเพื่อป้องกันตัวเอง เหมือนกับไม่รู้ว่าตัวตนแท้จริงของเขานั้นเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดที่สั่งฆ่าคนมาแล้วร่วมหมื่นศพ นักข่าวเม็กซิโกหลายคนย้ำว่าบทความชิ้นนี้ถือเป็นชัยชนะอีกครั้งหนึ่งของเอล ชาโป ที่สามารถฟอกตัวเองให้ขาวสะอาดได้
 
                      อัลเฟรโด คอร์ชาโด นักข่าวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน สังกัดหนังสือพิมพ์ดัลลัส มอร์นิ่ง นิวส์ ซึ่งประจำการอยู่ในเม็กซิโกหลายปีก่อนจะต้องหลบหนีกลับสหรัฐหลังถูกกลุ่มยาเสพติดเซจาส์ขู่ฆ่าให้ความเห็นบนเฟซบุ๊กว่า “มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างสื่อหนังสือพิมพ์กับสื่อบันเทิง เป็นเรื่องของความขัดแย้งด้านผลประโยชน์...จะว่าไปแล้ว การปะทะกันระหว่างดาราดัง ฌอน เพนน์ กับนักข่าวอาชีพที่ตามข่าวเอล ชาโป มาตลอด ทำให้วงการสื่อในเม็กซิโกยิ่งเลวร้ายลงและเหนืออื่นใดก็คือคนที่ต้องเสี่ยงแม้แต่ชีวิต เพื่อกระชากความจริงออกมาให้โลกรู้”
 
 
เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ
 
 
                      จากรายการของกลุ่มนักข่าวไร้พรมแดนเผยว่านักข่าวในเม็กซิโกเกือบ 20 คนถูกฆ่า อีก 17 คนหายสาบสูญโดยไม่ทราบชะตากรรมนับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา การสัมภาษณ์พิเศษของเพนน์แล้วเขียนแต่สิ่งดีๆ จึงเหมือนกับตบหน้านักข่าวอาชีพที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยุ่ทุกวินาที
 
                      ด้านอดีตบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เอล ปาอิส ให้ความเห็นว่า “บทความของเพนน์เต็มไปด้วยข้อมูลผิดๆ มากมายเหมือนกับยกย่องเอล ชาโป ว่าเป็นวีรบุรุษ ถ้าเพนน์อยากรู้จริงๆ ว่าการทำข่าวราชายาเสพติดเต็มไปด้วยอันตรายมากแค่ไหน เขาก็ควรเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักข่าวอาชีพในพื้นที่อันตราย แล้วต้องทำข่าวอาชญากรรมแบบนักข่าวมืออาชีพที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เหมือนกับนักข่าวและบรรณาธิการนับสิบๆ คนที่แสนจะกล้าหาญ ถ้าเพนน์ทำได้เช่นนี้จริง เขาก็จะได้รู้ว่ารายงานพิเศษของเขาจะจุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของบรรดาเจ้าพ่อขาใหญ่ ซึ่งอาจตอบโต้ด้วยการทำร้ายหรือสังหารนักข่าวอาชีพที่มีชื่อยาวเหยียดอยู่ในบัญชีดำของเจ้าพ่อยาเสพติดเหล่านั้น”
 
                      อดีตบรรณาธิการผู้นี้ตบท้ายว่า แท้จริงแล้ว เพนน์กำลังสัมภาษณ์ "ซาตานร้าย” มากกว่ากำลังสัมภาษณ์วีรบุรุษอย่างที่ตัวเองยกย่อง โดยอาศัยเพียงแค่ส่งคำถามล่วงหน้าแล้วตอบผ่านวิดีโอ ซึ่งเท่ากับกีดกันไม่ให้เพนน์ตั้งคำถามต่อเนื่องในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนได้
 
                      กระนั้น อลิซ แอนทูเม ผู้ช่วยผู้อำนวยการคณะวารสารศาสตร์ ที่กรุงปารีสกลับมองว่า "สกู๊ปข่าวก็คือสกู๊ปข่าว ไม่ต้องสนใจว่าใครเป็นคนเขียน” ปัญหาอยู่ที่กระบวนการผลิตและการเรียบเรียงข้อเขียนชิ้นนั้น... ดูเหมือนว่าเพนน์จะค่อนข้างสับสนในบทบาทของตัวเอง มองไม่ชัดว่าตัวเองกำลังเป็นดาราอยู่ หรือเป็นนักเคลื่อนไหว เป็นผู้กับการแสดง หรือเป็นนักข่าว ทำให้บทความชิ้นนี้เน้นไปที่เรื่องตัวของเพนน์เองมากกว่า แถมในบางตอน ยังมีการเปรียบเทียบชีวิตในวัยเด็กของเพนน์เองกับของเอล ชาโป จนปล่อยให้เอล ชาโป พูดจาโอ้อวดได้ว่าเป็นโรบินฮู้ด โดยไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับคำอวดอ้างนั้น และไม่มีอะไรน่าแปลกใจแม้แต่น้อยเมื่อมีการเปิดเผยว่า เอล ชาโป ต้องการให้นำประวัติของตัวเองไปสร้างเป็นภาพยนตร์
 
                      ท้ายสุด หลายคนมองว่ารายงานพิเศษของเพนน์ชิ้นนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมในเรื่องจรรยาบรรณสื่อที่จะต้องคุ้มครองแหล่งข่าวยิ่งกว่าชีวิต และนักข่าวอาชีพต่างยึดมั่นเป็นกฎเหล็กชนิดยอมติดคุกหัวโตแต่จะไม่ยอมเปิดเผยชื่อหรือแหล่งกบดานของแหล่งข่าว วิธีหนึ่งที่จะทำได้ก็คือให้ข้อมูลที่มีค่าให้น้อยที่สุด แต่เพราะความอ่อนหัด เพนน์จึงเปิดเผยร่องรอยทุกอย่างตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานพิเศษชิ้นนั้น ผ่านการพรรณนาโวหารว่าใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์อะไรบ้างตั้งแต่แทคโฟน แบล็กโฟน อีเมลแอดเดรส ข้อความที่ยังไม่ได้ส่ง แล็ปท็อป จนผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์สามารถแกะรอยได้อย่างสบายๆ
 
                      ถูกอบรมหนักหน่วงขนาดนี้ ฌอน เพนน์ คงงงเป็นไก่ตาแตกว่าอาชีพสื่อยากเย็นแสนเข็ญถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่นับรวมเรื่องที่ตัวเองจู่ๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมโกหก กุข่าวคำสัมภาษณ์บางตอนขึ้นมาเอง
 
 
 
 
-----------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อฌอน เพนน์ถูกสอนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)