
'เทือกสุบรรณ' พ่ายสนามเล็กสะเทือนซ่อม ส.ส.
ทันทีที่ผลการเลือกตั้งซ่อม นายก อบจ.สุราษฎร์ธานี แทน ธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ใบเหลือง พลิกโผเป็นครั้งแรกเมื่อ "มนตรี เพชรขุ้ม อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ปี 2550 อาของ วรพจน์ เพชรขุ้ม วีรบุรุษเหรียญเงินโอลิมปิก สามา
นับเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่งของคนสุราษฎร์ธานี เพราะการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้เท่ากับเป็นการเหยียบจมูก สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือ ”เทพเทือก" อย่างจัง
การชนะการเลือกตั้งของ มนตรี ครั้งนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของแวดวงภาคเอกชน ข้าราชการและประชาชนทั่วไปอย่าหนาหู เพราะต่างก็แอบลุ้น ”มนตรี เพชรขุ้ม” อยู่ลึกๆ เป็น "พลังเงียบ" ที่สั่งสมมานาน
มนตรี ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้คะแนน 113,340 คะแนน คว้าตำแหน่งนายก อบจ.คนใหม่ เฉือนคะแนนของ ดำรง เทือกสุบรรณ เพียง 1,564 คะแนน (111,776 คะแนน) ส่วน ประวิช นิลวัชรมณี อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย มาเป็นอันดับ 3 จำนวน 72,136 คะแนน
แม้ว่ามีผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยมาก แต่กลับก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งจังหวัด 676,850 คน ใช้สิทธิ์เพียง 322,768 คน คิดเป็นร้อยละ 47.68 บัตรดี 297,252 บัตร คิดเป็นร้อยละ 92.09 บัตรเสีย 5,933 บัตร คิดเป็นร้อยละ 1.84 ไม่ประสงค์ลงคะแนน 19,583 บัตร คิดเป็นร้อยละ 6.07
มุมมองของภาคเอกชนอย่าง ธีระกิจ หวังมุฑิตากุล ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี สะท้อนออกมาว่า ผลที่ออกมาเพราะประชาชนต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการคนรุ่นใหม่ เพราะที่ผ่านมาเป็นระบบการเมืองที่ผูกขาดมานาน และยังคาดหวังนายก อบจ.คนใหม่ ให้เร่งผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว ขอให้ดำเนินตามนโยบายที่ได้วางไว้
ส่วนเสียงสะท้อนของภาคเอกชนอีกรายหนึ่ง มองว่าที่ตระกูล "เทือกสุบรรณ” พ่ายการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากกระแสคนเมือง หรือชุมชนเมือง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ คนวัยทำงาน ต้องการให้เห็นความเปลี่ยนแปลง จึงพากันเทคะแนนให้ ”มนตรี เพชรขุ้ม”
นอกจากนั้นคะแนนของ ”มนตรี” ส่วนหนึ่งมาจากฐานเสียงเดิมของแต่ละอำเภอในช่วงหาเสียงเลือกนายก อบจ.ครั้งที่ผ่านมาและได้คะแนนเป็นอันดับ 2 รองจาก ธานี เทือกสุบรรณ แต่ ”มนตรี” พร้อมทีมงานยังคงเข้าพื้นที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ และตรงนี้เองที่น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนส่ง มนตรี
ขณะที่ ”ดำรง” ยังไม่เป็นรู้จักของคนสุราษฎร์ฯ มากนัก การก้าวจาก ส.อบจ.ท่าชนะ ถึงแม้จะได้เป็นประธานสภา อบจ. 2 สมัย แต่การลงสมัครนายก อบจ.นั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ หรือยังไม่เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของคนสุราษฎร์ฯ ทั้งจังหวัด ถึงแม้คนที่นี่จะรู้จักตระกูล ”เทือกสุบรรณ” เป็นอย่างดี
ที่สำคัญก็คือ ระบบการจัดการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งคะแนนเสียงที่ได้มาเกิดจากประชาชนเทคะแนนให้เพราะความเป็นนายหัว ”สุเทพ เทือกสุบรรณ“ มากกว่า "ดำรง" คะแนนเสียงจึงมาจากคนเก่าแก่ ไม่ใช่คนรุ่นใหม่หรือคนทำงาน
ขณะเดียวกัน เสียงที่ขาดหายไปของ "ดำรง" เกิดจากการแข่งขันกันเองของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากคะแนนถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนๆ หนึ่งเป็นของ "ดำรง" อีกส่วนหนึ่งเป็นของ "ประวิช" หากเอาคะแนนของทั้งสองรวมกัน ก็คงจะชนะ "มนตรี" ได้สบายๆ
ชัยชนะของ ”มนตรี” ครั้งนี้ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของจ.สุราษฎร์ธานี ที่น่าจะส่งผลโดยตรงต่อการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 แทน "สุเทพ" ที่ชิงลาออกในทันทีที่ กกต.ชี้มูลผิดจากกรณีถือหุ้นบริษัทสัมปทานจากรัฐ
ที่ก่อนหน้านี้ ใครต่อใครก็มองว่า หมากของ สุเทพ นั้น "ชั้นครู" กินสามต่อเข้าฮอส ชิงลาออกก่อน แต่เมื่อมาเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันเช่นนี้ การวางตัว ”ธานี เทือกสุบรรณ” น้องชาย ที่ได้ใบเหลืองจาก นายก อบจ. ให้ลงสมัครแทน เอาเข้าจริงก็คงจะต้องคิดหนัก หรือหากเอาจริง ก็ต้องปรับกลยุทธ์กันยกใหญ่ และชัดเจนว่างานนี้เหนื่อยแน่
ยกเว้นว่า คู่แข่ง บ่มิไก๊ ไร้ฐานเสียง นั่นแหละ "เทือกสุบรรณ" ถึงจะถอนหายใจโล่งอกไปได้



