ข่าว

รายงาน-หมดโอกาสกลับมา"ใหญ่" ?

รายงาน-หมดโอกาสกลับมา"ใหญ่" ?

28 ก.ค. 2552

การเคลื่อนทัพ “ขบวนการทักษิณ” โดยแอบอ้าง “วันเกิด” 26 กรกฎาคม จัด “แซยิด” ทั่วประเทศ ตั้งแต่เช้ายันดึก เป็นยุทธการ “จัดตั้งมวลชน” ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ตอนนี้คำขวัญที่ว่า “ฉันจะกลับมา” แพร่กระจาย ซึมลึกไปยังมวลชนรากหญ้า โดยเฉพาะภาคเหนือ-ภาคอีสาน

เป็นการสร้าง “เป้าหมาย” ที่เคย “หลักลอย” ให้เป็นจริงที่จับต้องได้ ทำให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ “ทวงคืนอำนาจ” ของ “ทักษิณ ชินวัตร“ เดินหน้าอย่างเป็นลำดับ ขั้นตอน เป็นระบบ

 เริ่มจากการวางโจทย์ใหญ่ไว้ 2 ประตู คือ “ฟ้า” และ “ดิน” ที่จะพา “ทักษิณ” กลับประเทศไทย เกมของ "ทักษิณ” จึงวางเป็น 2 แนวทางตั้งแต่ต้น
 แนวทางแรกคือ “ถวายฎีกา” โดยโยนลูกไปให้สถาบันเบื้องสูง ตัดสินใจว่าจะยอมเปิดประตูให้เขากลับประเทศหรือไม่

 “จตุพร พรหมพันธุ์" ประกาศที่เวทีภัตตาคาร “มังกรหลวง” ในงานฉลองแซยิด "ทักษิณ" ว่าการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้จะ “ข้ามหัว” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ บุคคลที่ “เสื้อแดง” กากบาทไว้ว่าเป็น “ศัตรูหมายเลข 1”

 ล่าสุด ปักหมุดไว้ว่าจะทำการยื่นฎีกากว่า 5 ล้านฉบับในวันที่ 7 สิงหาคม 2552 ที่กำหนดเอาวันนี้ ชวนให้นึกถึงนัยทางประวัติศาสตร์ เพราะวันเดียวกันนี้เมื่อ 44 ปีก่อน เป็นวันที่พลพรรค “พคท.” หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จับอาวุธ เข้าต่อสู้ กับ กองทัพของรัฐไทย เป็นวันแรก

 ทำให้เหล่าพลพรรค "พคท.” แปรขบวนเป็น “นักรบ” แห่ง “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ “ทปท.” ดังนั้นการ “จงใจ” ที่จะ “ปฏิบัติการ” ในวันที่ 7 สิงหาคม จึงสะท้อนถึง “เป้าหมาย" และ “อุดมการณ์” ที่ซ่อนอยู่ พยายามผูกโยงขบวนการต่อสู้ของตัวเอง โดยสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นจุดขาย

 เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่หนีไม่พ้นถูกจับตามองว่า กลุ่มเสื้อแดงคล้ายกับต้องการให้ประวัติศาสตร์ "วันเสียงปืนแตก" ถูกกระตุก ปลุกขึ้นมาอีกครั้งในพ.ศ.นี้

 ฉะนั้นการเป่านกหวีด 31 กรกฎาคมให้ชาวบ้านตบเท้าถือ “ใบฎีกา” มารวมกันที่ท้องสนามหลวง จึงไม่ต่างกับการให้ชาวบ้านถือ “อาวุธ" มากดดันสถาบัน ยิ่งมีพละกำลังมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อสถาบันมากเท่านั้น

 เพราะการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาครั้งนี้มีขั้นตอนที่ “ผิดกฎหมาย” ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ชัดเจนว่าการทุลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น ต้องทำโดยเจ้าตัว หรือญาติพี่น้อง และต้องเป็นผู้ต้องหาที่ได้รับโทษไปแล้ว กรณีของ “ทักษิณ” นั้นแหกกฎหมายทั้งหมด ผิดหลักนิติศาสตร์อย่างชัดแจ้ง

 แต่เคลื่อนตามหลัก “รัฐศาสตร์” ล้วนๆ คือใช้พลังมวลชนสนับสนุน ไม่ใช่ฐานทางกฎหมาย

 ขณะที่อีกแนวทางหนึ่ง คือ ปลุกใจมวลชนสีแดง ให้เป็นพลังทางการเมือง โอบอุ้มให้เขากลับบ้าน

 งาน “แซยิด” ที่ทำได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ เหนืองานฉลองของสามัญชนคนธรรมดา ต้องการแสดงพลังให้เห็นว่ายังมีมวลชนจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะยืนเคียงข้าง “ทักษิณ”

 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็ส่งผลต่อวงการสื่อไทยไม่น้อย ที่ตกเป็นเหยื่อของกระแสที่ "ทักษิณ" สร้างขึ้น จากการรู้ซึ้งถึงจุดอ่อนของสื่อมวลชน จนสุดท้ายต้องตกเป็น “เครื่องมือ” ช่วยประโคมข่าววันเกิดที่ยิ่งใหญ่อลังการโดยไม่รู้ตัว

 เริ่มมีเสียงวิจารณ์ตามมาแล้วว่า การจัดงานแซยิดอย่างยิ่งใหญ่ทั้งพิธีทางสงฆ์ตลอดช่วงเช้า พิธีฉลองในหมู่ฆราวาสอย่างเอิกเกริกช่วงเย็น พร้อมด้วยการเป่าเทียนวันเกิด และจุดพลุถึง 60 นัด แถมบางจุดที่จัดงานยังมีการรำอวยพรเป็นการตบท้าย พร้อมกับถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ผ่านสถานีโทรทัศน์คนเสื้อแดงให้ได้ชมกันทั่วประเทศอย่างนี้ 

 มันเกินความเป็นสามัญชนมากไปหรือไม่ ?

 หรือว่าเหมาะสมแล้วอย่างที่ "ทักษิณ" ปลาบปลื้มว่าตัวเอง "มีบุญมาก" ถึงได้มีประชาชนแห่แหนกันมาร่วมทำบุญให้อย่างไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ดีไม่ดี ผลจากการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ อาจทำให้ "ทักษิณ" หมดโอกาสกลับมา "ใหญ่" ได้อย่างใจคิดก็เป็นได้

 อย่างไรก็ตาม ขณะที่ยุทธการ “บีบฟ้า-คว้าดิน” ยังคงเดินหน้าอย่างได้ผล

 อีกด้านหนึ่งเกม “โลกล้อมประเทศ” ด้วยการผุดช่องโทรทัศน์นำเสนอข่าวสารของตัวเองสร้างภาพไปทั่วโลก แม้จะอธิบายว่างานนี้เป็นการช่วยรัฐบาลทำงาน ช่วยคนไทยขายของ ช่วยเด็กให้ได้กวดวิชาผ่านดาวเทียมฟรีๆ แถมยังมีสารคดีแก้จนให้คนจนในเมืองไทยดูเป็นตัวอย่าง

 แต่งานนี้ “หวังผลทางการเมือง" โดยตรงอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้พรมแดน “ตีโอบ” ดิสเครดิต “รัฐบาลไทย” ที่อยู่ในสภาพไร้ความมั่นคงอย่างสิ้นเชิง

 เพราะต้องยอมรับว่าถูก “ศึกใน” รุมเร้าจนอยู่ในอาการละล้าละลัง โดยเฉพาะคดียิง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่กำลังจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ ที่รอให้ “นายกฯ มาร์ค” ถอดสลัก ถ้าถอดไม่ทันมีหวังพังพาบ

 การขับเคลื่อนพร้อมกันหลายยุทธวิธีของ “ขบวนการทักษิณ” โดยไม่สนใจกฎหมาย และไม่ใส่ใจว่าบ้านเมืองจะแตกแยกขนาดไหน จะกลายเป็น “ศึกหนัก" ที่นอกจากจะส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลแล้ว ยังมีสิทธิจะยกระดับเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

 ถ้า “รัฐบาลประชาธิปัตย์” ยังคงประเมินศักยภาพขบวนการทักษิณ “ต่ำเกินจริง” แล้วปล่อยให้เติบโตจนยั้งไม่อยู่
 ก็มีแนวโน้มสามารถ “จุดไฟในนาคร” ขึ้นได้อีกรอบ !!!

 โต๊ะข่าวการเมือง