
ถอดถอนรายวัน
ถอดถอนรายวัน : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
เข้าสู่วันที่สี่ของการพิจารณารัฐธรรมนูญรายมาตรา นอกสถานที่ ของกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ นำทีมโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง มีความชัดเจนในแต่ละมาตรา
ขณะนี้เดินมาถึงในหมวดที่ 7 รัฐสภา โดยมีการกำหนดหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบของรัฐสภา ซึ่งยังคงไว้เป็น 2 สภาเช่นเดิม คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยประเด็นสำคัญก็มีหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มา ลักษณะต้องห้าม อำนาจหน้าที่ การประชุมร่วมของรัฐสภา หน้าที่และอำนาจของประธานและรองประธานรัฐสภา รวมถึงกำหนดหลักการเกี่ยวกับกระบวนการตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ
ซึ่งที่ประชุม กรธ.นั้น ได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกของ ส.ส.และ ส.ว.หากกระทำผิดต่อหน้าที่ โดยสมาชิกของแต่ละสภาจำนวน 1 ใน 10 สามารถยื่นเรื่องต่อประธานสภาของตนเองเพื่อส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และหากศาลรัฐธรรมนูญรับเอาไว้ ส.ส. หรือ ส.ว. ที่ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
และหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่ามีความผิดก็ให้พ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยเรื่องนี้อาจถือว่าสุ่มเสี่ยงในการยื่นเรื่องรายวันได้ เพราะหากมองไปที่วุฒิสภา ซึ่งมีจำนวน 200 คน และมีการเลือกกันเองจากกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม จากทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ หากมีการรวมกลุ่มกัน หรือมีการกลั่นแกล้งกัน อาจจะทำให้การทำหน้าที่ขาดเสถียรภาพได้
อย่าลืมว่า ในแต่ละกลุ่ม ส.ว.เอง จะมีการเลือกตัวสำรองไว้ จำนวนกว่า 10-20 คน เผื่อทำหน้าที่แทน ส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่ง คิดดูแล้วคงวุ่นวาย
สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องคือการกำหนดเช่นนี้ไม่มีผลย้อนหลัง ถึงอดีต ส.ว.ที่ผ่านมา จึงเปิดโอกาสให้อดีต ส.ว. ในสมัยที่ผ่านๆ มาสามารถหวนกลับมาลงสมัครได้ ถือว่าเป็นโอกาสทองของอดีต ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่ม ส.ว.บางกลุ่มกลับมาทำหน้าที่หรือไม่
อีกเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ก็คือคุณสมบัติที่ระบุว่า ส.ว.ต้องมีความเป็นกลาง ไม่ตกอยู่ในอาณัติหรือฝักใฝ่พรรคการเมือง หากใครมีพฤติกรรมดังกล่าวก็อาจจะถูกยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้พ้นจากตำแหน่งได้
ซึ่งเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจน หรือเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า อะไรคือความเป็นกลางที่ระบุไว้ การไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง จะพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าอะไรคือฝักใฝ่หรือไม่ฝักใฝ่ ยกตัวอย่างหาก ส.ว.ผู้นั้น เคยสังกัดพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมาก่อน จะถือว่าฝักใฝ่หรือไม่มีความเป็นกลางหรือไม่ เพราะหากจะใช้แค่ความเป็นสมาชิกพรรควัด ก็คงไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้เชื่อว่า อาจจะเป็นประเด็นสำคัญในการเข้าชื่อถอดถอน ที่อาจจะใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามก็เป็นได้
นอกจากวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวนกว่า 500 คน และมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล กลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่อาจใช้ช่องทางนี้ ในการเล่นการเมือง หรือจัดการพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพราะท้ายที่สุดเรื่องก็จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองบางฝ่ายอยู่แล้ว ทำให้อาจจะเกิดคำถามตามมาว่าจะเป็นช่องทางในการทำลายล้างทางการเมืองหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดเรื่องก็จบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายการเมืองบางฝ่ายอยู่แล้ว



