ข่าว

คำตอบสุดท้าย‘เอกชัย ตั้งจารุกุล’ ‘ปาล์ม’พืชเศรษฐกิจ

คำตอบสุดท้าย‘เอกชัย ตั้งจารุกุล’ ‘ปาล์ม’พืชเศรษฐกิจ

15 ม.ค. 2559

คำตอบสุดท้าย‘เอกชัย ตั้งจารุกุล’ ‘ปาล์ม’พืชเศรษฐกิจไม่มีวันตาย : คมคิดธุรนิวเจน โดยดลมนัส กาเจ

            จากประสบการณ์ที่ได้คลุกคลีอยู่กับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เมื่อครั้งที่เป็นพนักงาน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด (ซีพีเอส) ที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมเกษตรกรปลูกและการตลาดของพืชทั้งไม้ผล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ซี.พี.โกลด์เด้นเทเนอร่า กว่า 10 ปี ทำให้หนุ่มใหญ่ “เอกชัย ตั้งจารุกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์ ออยปาล์ม จำกัด มองว่า “ปาล์มน้ำมัน” คือพืชเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่ไม่มีวันตาย

            “ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นทั้งพืชอาหารที่คนทั่วโลกต้องบริโภค เป็นทั้งพืชพลังงานทดแทนที่สามารถผลิตเป็นไบโอดีเซล ล่าสุดนำมาใช้เป็นพลังงานเพื่อผลิตไฟฟ้าแทนน้ำมันเตา ตอนนี้พลังงานจากปิโตรเลียม ราคาถูก ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าอนาคตเกิดวิกฤติด้านพลังงานจากปิโตรเลียม มีการประเมินก่อนหน้าว่า ต่อจะให้ประเทศไทยปลูกปาล์มน้ำมันทุกตารางนิ้วของพื้นที่ เพื่อผลิตไบโอดีเซล ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของคนไทย ตรงนี้แหละที่ผมมองว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน” เอกชัย ให้เหตุที่ตัดสินใจ ก่อตั้ง บริษัท โกลด์ ออยปาล์ม จำกัด ผู้จำหน่ายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน โกลด์เด้นเทเนอร่า ขึ้นมา

            เอกชัย ย้อนอดีตว่า หลังจากที่จบจากคณะเศรษฐศาสตร์การเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ (เคยู 50) เข้าทำงานเป็นพนักงานของซีพีเอส รับผิดชอบงานหลายด้าน ล่าสุด ในปี 2550 รับผิดชอบด้านการส่งเสริมและการตลาดพันธุ์ปาล์ม ซี.พี.โกลด์เด้นเทเนอร่า ผลจากการที่เกษตรกรปลูกพบว่า ให้ผลผลิตดีมาก ทั้งในภาคใต้และอีสาน แต่หลังจากที่ซีพีเอสเปลี่ยนผู้บริหารใหม่และยกเลิกทำตลาดพันธุ์ปาล์ม ซี.พี.โกลด์เด้นเทเนอร่า ทำให้เขารู้สึกเสียดาย เพราะเกษตรกรยังต้องการอีกมาก

            “ผมเริ่มมีความผูกพันกับเกษตรกรมากขึ้น ประกอบกับทุนเดิมเคยคิดว่า หลังจากที่มีประสบการณ์มากพอแล้ว วันหนึ่งควรที่จะออกมาทำธุรกิจเอง พอดี ซีพีเอส เลิกทำตลาดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน หันเอาดีไปทางยางพารา ผมเองก็ต้องย้ายไปแผนกอื่น เลยคิดว่า เอาโอกาสนี้แหละเหมาะที่สุดแล้ว ที่จะทำธุรกิจของตัวเอง ประกอบกับมองถึงอนาคตของปาล์มน้ำมันว่า ตลาดน่าจะไปได้สวย จึงตัดสินใจว่าจะเปิดบริษัทเอง เพื่อจำหน่ายพันธุ์โกลด์เด้นเทเนอร่า” เอกชัย เล่าถึงวินาทีที่จะตัดสินใจลงทุนตั้งบริษัทเมื่อ 3 ปีก่อน

            กระนั้นก่อนที่ เอกชัย จะตัดใจนั้น ได้หารือกับนักปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ปาล์มน้ำมันคนแรกของประเทศไทย “เอนก ลิ่มศรีวิไล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์เด้นเทเนอร่า จำกัด (สมัยนั้น) ก่อนว่า หากซีพีเอสเลิกทำตลาดพันธุ์ปาล์มน้ำมันโกลด์เด้นเทเนอร่า ขอเป็นผู้จำหน่ายต่อ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจาก เอนก เป็นอย่างดี พร้อมควักทุนเป็นหุ้นส่วนอีกด้วย

            ในที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ชื่อบริษัท โกลด์ ออยปาล์ม จำกัด เข้าสู่สารบบในทะเบียนผู้ประกอบการค้าของกระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อย ตั้งอยู่เลขที่ 906/41 ถนนพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ พร้อมกับได้แจ้งไปยังลูกค้าเก่า พร้อมหาลูกค้าใหม่ ปีแรกมียอดจองและสามารถขายได้กว่า 2 แสนต้น ล่าสุด ปี 2558 ขายได้กว่า 3 แสน ตั้งเป้าปีนี้จะขายได้กว่า 5 แสนต้น ขายในราคาต้นละ 80 บาท ขณะที่ บริษัท โกลด์เด้นเทเนอร่า จำกัด ผู้ผลิตพันธุ์ปาล์มน้ำโกลด์เด้นเทเนอร่า มีศักยภาพในการผลิตปีละราว 1 ล้านต้น

            ปีนี้ เอกชัย มองว่า เป็นปีทองของธุรกิจจำหน่ายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ที่จะสามารถขยายยอดจำหน่ายได้ แต่ทางบริษัท โกลด์ ออยปาล์ม ต้องค่อยขยับไปที่ละก้าว ไม่กล้ากระโดดตามกระแส เพราะไม่ได้มองที่ยอดขายอย่างเดียว แต่ต้องมองตรงที่ว่าขายไปแล้ว จะดูแลหลังขายได้หรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่มีจำกัด ส่วนที่ว่าปีทองของธุรกิจจำหน่ายพันธุ์ปาล์มน้ำมัน มีปัจจัยคือ ยางพาราราคาตกต่ำขายกัน 4 กิโลกรัม 100 บาท ขนาดที่ปาล์มน้ำมันราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งความจริงราคากิโลกรัมละ 3 บาท เกษตรกรอยู่ได้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราโค่นต้นยาง หันมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน

            อีกปัจจัยหนึ่งหลังจากที่สมาชิกกลุ่มประเทศในอาเซียนรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี แม้ว่าอินโดนีเซีย และมาเลเซียเป็นเจ้าโลกแห่งการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุด แต่อย่าลืมว่า ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ทางภาคใต้ตั้งแต่ จ.มาดริด เกาะสองสภาพภูมิอากาศที่เหมาะในการปลูกปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมาก และดีกว่าประเทศไทยด้วย

            เช่นเดียวกับ กัมพูชาทางภาคใต้ เวียดนาม ที่เป็นโซนเวียดนามใต้ และ สปป.ลาว บางพื้นที่สามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ด้วย ถ้ารุกตลาดตรงนี้ได้ จะสามารถขยายและชิงส่วนแบ่งของตลาดได้ไม่น้อย ขณะที่ประเทศไทยยังมีพื้นที่อีกหลายจังหวัดสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้เช่นกัน

            “เดิมทีคนมักจะมองว่า ปาล์มของมาเลเซียให้ผลผลิตได้มากที่สุด แต่ลืมไปว่า พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของมาเลเซียนั้นเพราะมีฝนตกชุก แต่ถ้าเอามาปลูกในบ้านเรา ไม่ได้อย่างที่คิด ตอนนี้พันธุ์ปาล์มน้ำมันโกลด์เด้นเทเนอร่า กล้าบอกว่าไม่ด้อยไปกว่าของมาเลเซีย ทางผู้ประกอบการณ์จากมาเลเซียหลายที่ต้องมาดูงานที่แปลงของบริษัท โกลด์เด้นเทเนอร่า ที่ จ.กระบี่ เพราะปัจจุบันบริษัทโกลด์เด้นเทเนอร่า มีความพร้อมทั้งด้านงานวิจัย มีห้องแล็บสำหรับผสมพันธุ์ปาล์มน้ำมันโกเด้นเทเนอร่าด้วยระบบเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่มีแล็บผสมสายพันธุ์ปาล์มน้ำมันด้วยระบบเพาะเนื้อเยื่อรองจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย คอสตาริกา และไทย เท่านั้น” เอกชัย กล่าวอย่างมั่นใจ

            เอกชัย ตั้งจารุกุล นับเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่กล้าตัดสินใจลงทุน ทำให้วันนี้ บริษัท โกลด์ ออยปาล์ม จำกัด โตขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังถดถอย และราคาผลผลิตทางการเกษตรหลายอย่างกำลังตกต่ำ

กว่าจะได้พันธุ์ปาล์มโกลด์เด้นเทเนอร่า
           
            จักรพงษ์ ลิ่มศรีวิไล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลด์เด้นเทเนอร่า จำกัด บอกว่า ปาล์มน้ำมันพันธุ์โกลด์เด้นเทเนอร่า คุณพ่อ (เอนก ลิ่มศรีวิไล) ได้ทำการทดลองปรับปรุงสายพันธุ์ที่ครั้งแรกแปลง ต.ทับปริก อ.เมือง จ.กระบี่ ของบริษัท เพื่อผลิตต้นพ่อพันธุ์-แม้พันธุ์ปาล์มลูกผสม “โกลด์เด้นเทเนอร่า” มานานกว่า 20 ปี โดยการเอาต้นปาล์มที่เป็นพ่อพันธุ์ทั้งยังกัมบิ, แอฟโรส และเลน ส่วนแม่พันธุ์มีเดลลี่ดูล่า และเดลลี่ดูล่าลูกผสม สลับกันไปจนปัจจุบันผลจากการผสมเนื้อเยื่อและได้พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จนประสบผลสำเร็จ สามารถผลิตพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์เองเป็นคนแรกของประเทศไทย จากเดิมที่ประเทศได้สั่งบล็อกของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์สำเร็จรูปมาจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากอินโดนีเซีย, คอสตาริกา, ไอวอรีโคสต์, แซร์, ไนจีเรีย เป็นต้น

            กระทั่งในปี 2548 จึงได้จดทะเบียนการค้าในนาม “ห้างหุ้นส่วนจำกัด โกลด์เด้นเทเนอร่า” และจดทะเบียนต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่ใช้ผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมจากกรมวิชาการเกษตรในปีเดียวกัน ถือเป็นพันธุ์ปาล์มลูกผสม เบื้องต้นให้ผลผลิตการันตีได้ที่ไร่ 3.5 ตันต่อปี ขณะที่ปาล์มน้ำมันทั่วไปในขณะนั้นให้ผลผลิตไร่ 2.5-2.7 ตันเท่านั้น ปัจจุบัน ได้ขยายพื้นกว่า 100 ไร่ แม่พันธุ์บางต้นให้ผลผลิตถึงต้นละ 700-800 กิโลกรัมต่อปี หากคิดเป็นไร่ตกไร่ละ 22 ตันต่อปี แต่โดยภาพรวมหากปลูกในแปลงปลูกให้ผลผลิตมากกว่าไร่ละ 5 ตันต่อปี ถือว่าไม่ด้อยกว่าประเทศอื่น