
เปิดชื่อกมธ.สันติสุขสาทิตย์-สุพรร่วมด้วย
เปิดชื่อกมธ.สันติสุขสาทิตย์-สุพรร่วมด้วย วิปสนช.ยังไม่บรรจุญัตติพล.อ.อกนิษฐ์แจงเลื่อน ขณะที่ จาตุรนต์ ชี้ไม่ทำให้เกิดการปรองดอง
12ม.ค.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่จะเข้าทำหน้าที่กรรมาธิการพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุข สนช.สัดส่วนของ สนช. จะมีทั้งสิ้น 14 คน อาทิ พล.อ.อกนิษฐ์หมื่นสวัสดิ์ พล.ร.อ.เอกยุทธนา ฟักผลงาม พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ นายศิระชัย โชติรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน เป็นต้น ด้านสัดส่วนคนนอกนั้น จะมี 10แบ่งเป็นแกนนำการเมือง 6 ตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ4 คน อาทิ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (ตัวแทนภาคธุรกิจ) พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธี และธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า(ตัวแทนนักวิชาการ)พล.ท.บุญธรรม โอริส(ตัวแทน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตยแกนนำกปปส. นายสุพร อัตถาวงศ์อดีตแกนนำนปช.นอกจากนี้ยังจะมี ตัวแทนจากคณะทำงานปรองดองของนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เข้าร่วมอีก 1คน
วิปสนช. ยังไม่บรรจุญัตติเลื่อน
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติการตั้งคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขที่ พล.อ.อกนิษฐ์ เป็นผู้เสนอ มีสมาชิกได้ลงนามรับรองญัตติถึง53คน ซึ่งเหตุผลในการนำเสนอก็เนื่องจากเกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคมที่อาจนำพาประเทศไปสู่วิกฤต โดยจะนำแนวทางของคณะกรรมการชุดต่างๆมาการศึกษาที่เคยศึกษาเรื่องความปรองดองมาก่อนหน้าเพื่อนำต่อยอด และปรับแก้ก่อนเสนอเป็นแนวทางต่อไป รวมไปถึงการออกฎหมายต่างๆ ทั้งนี้ สัดส่วนของกมธ.ที่เสนอเข้ามาจำนวน 24 คน โดยเป็นสมาชิก สนช. 14 คน และเป็นคนภายนอก 10 คน แต่ปรากฏว่า ในส่วนของคนนอกมีจำนวนมากกว่าส่วนที่กำหนดไว้ จึงต้องมีการประสานงานกับบุคคลภายนอกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเสนอญัตติให้ที่ประชุมวิปสนช.ในสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบมีรายชื่อสนช.จะที่ร่วมนอกจาก พล.อ.อกนิษฐ์ อาทิ พล.ร.อ.ยุทธนา ฟักผลงาม พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ นายศิระชัย โชติรัตน์เป็นต้น
ด้าน พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าวว่าตนยังไม่ถอนญัตติ แต่ขอเลื่อน เนื่องจากมีปัญหาในส่วนรายชื่อคนนอก ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งแต่ละกลุ่มมีการขอเพิ่มสัดส่วน แต่เนื่องจากข้อบังคับการประชุมของสนช.ได้มีข้อกำหนดในเรื่องสัดส่วนกมธ.ระหว่างสมาชิกและบุคคลภายนอกอยู่ หากจะมีการเพิ่มบุคคลภายนอกก็จะกระทบต่อสัดส่วนของสมาชิก ซึ่งในสัปดาห์ตนประสานงานกับกลุ่มต่างๆมาพูดคุยเพื่อกำหนดให้ชัดเจนก่อน ส่วนกรณีที่ นปช.มีมติว่า จะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมนั้น ตนคิดว่า เป็นเรื่องภายในของนปช.ที่จะต้องไปจัดการกันเองว่า จะส่งใครเข้ามา แต่ยืนยันว่ามีตัวแทนของนปช.เข้าร่วมแน่นอน แต่การที่ไม่อยากเข้าร่วมเป็นเรื่องตัวบุคคล หากสุดท้ายแล้ว ไม่มีกลุ่มนปช.เข้ามาร่วมจริง ตนก็ต้องมองในเรื่องความสมดุล และดุลยภาพ เพราะเวลาการเสนอข้อคิดเห็นจะต้องมีการลงมติเพื่อตัดสินหาข้อยุติ ซึ่งจะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ส่วนจะเสนอรายชื่อให้วิปสนช.ในสัปดาห์หน้าหรือไม่ ต้องหารือกันก่อนเพราะเป็นเรื่องยากที่จะให้เป็นไปตามความต้องการของทุกกลุ่ม
“ผมมองข้ามเรื่องความปรองดองไปแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้คนที่มีความเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยวิธีการที่ดีที่สุด คือ การพูดคุยกัน ที่ผ่านมามีคนถามมากว่า จะออกนิรโทษกรรมหรือไม่ ผมก็คิดว่ายังอีกไกล แล้วถ้ามีการนิรโทษกรรมจริง แล้วมีหลักประกันอะไรว่า จะสังคมจะปรองดองกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ในส่วนของกมธ.ก็จะต้องพิจารณากัน เพราะหากมีการนิรโทษกรรมจริงก็ต้องมีการแยะแยะความผิดดูกันเป็นกรณีๆไป คงไม่เหมาเข่ง”พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าว
พล.อ.อกนิษฐ์ กล่าว่า ก่อนที่มาเสนอเรื่องนี้ ได้ศึกษามาไม่ต่ำกว่า3เดือน ทำงานมาตลอดได้ตกผลึกจนได้ตัวบุคคลที่จะมาร่วมงาน ดังนั้น ก็เชื่อว่า จะสำเร็จ ซึ่งหากพิจารณาเสร็จก่อน180วัน ก็จะส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการทันที
‘จาตุรนต์’ชี้ไม่ทำให้เกิดการปรองดอง
นายจาตุรนต์ ฉายแฉงแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางเสริมสร้างสันติสุข (กมธ.) ว่า การตั้ง กมธ. ดังกล่าวถือว่ามีส่วนช่วยในการปรองดองอยู่บ้าง แต่แทบไม่มีผลทำให้การปรองดองเกิดขึ้นชัดเจน เนื่องจาก กมธ. ดังกล่าวไม่ได้มีหน้าที่ต่อร่างรัฐธรรมนูญ และเท่าที่ดูจากองค์ประกอบของ กมธ. จะพบว่าเป็นบุคคลที่ผู้มีอำนาจสามารถควบคุมได้ ซึ่งก็ถือว่าเริ่มต้นก็ผิดแล้ว
นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่าแนวทางการปรองดองนั้นมีอยู่ 3 แนวทางคือ 1.ควรจะมีการรวบรวมผลการศึกษา เกี่ยวกับข้อเสนอถึงความขัดแย้งที่คนอื่นๆได้ทำเอาไว้มาศึกษา 2.ต้องมีการพูดคุยกับผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการสร้างความปรองดอง รวมถึงกับคู่ขัดแย้งโดยตรง ทั้งนี้กลุ่มผู้ขขัดแย้งโดยตรงควรจะมีโอกาสได้พูดคุยกัน และเสนอความเห็นด้วย 3.ผู้มีอำนาจจะต้องพร้อมจะรับฟัง และมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และต้องแสดงทัศนคติต่อปัญหาดังกล่าว ในกระบวนการนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้มีอำนาจจะต้องให้ความสนใจด้วย
“ขณะนี้ผู้มีอำนาจก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของความขัดแย้ง หรือเรื่องกระบวนการปรองดองเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าวแม้แต่น้อย เพราะเมื่อพูดเรื่องปรองดองขึ้นมา นายกฯก็จะบอกว่าจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รับโทษก่อนแล้วค่อยอภัยโทษ ซึ่งเป็นการข้าใจผิดว่า การปรองดองคือการนิรโทษกรรม อภัยโทษโดยกระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงแต่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมีเรื่องสำคัญกว่าอีกเยอะ อย่างการรับฟังความเห็นจากผู้รู้และมีประสบการณ์”นายจาตุรนต์กล่าว
เมื่อถามว่า กมธ. ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองควรเป็รอย่างไร นายจาตุรนต์กล่าวว่า ควรมีกรรมการที่เชื่อมโยงกับ คสช. ด้วย แต่ไม่ควรนำคู่ขัดแย้งเป็นคณะเป็นกรรมการ แต่กมธ. ก็ต้องเปิดช่องทางให้คู่ขัดแย้งได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่และทัดเทียมกัน ทั้งนี้ผู้มีอำนาจเองก็ต้องมีความสนใจในการแก้ไขปัญหานี้ด้วย
เมื่อถามอีกว่ากระบวนการปรองดองควรต้องระบุในร่างรัฐธรรมนูญไหม นายจาตุรนต์กล่าวว่าการที่กำหนดลงในร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็อาจมีประโยชน์อยู่ย้าง แต่จริงๆแล้วกระบวนการปรองดองไม่อาจเกิกขึ้นได้เพียงการสั่งการตามกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้อาจจะมีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อต่อการปรองดองที่ช่วยลดความขัดแย้งเช่น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หรือจัดระบบการปกครองให้เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือวางระบบถ่วงดุลให้สมดุลมากขึ้น
“การแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะต้องเริ่มที่ความเข้าใจก่อนและมีความตั้งใจก่อน ว่าคุณต้องการแก้ไขปัญหาจริงหรือไม่ หรือคุณจะปล่อยให้ปัญหาต่อไป แล้วนำไปเป็นข้ออ้างหลังการเลือกตั้งว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งยังไม่ตก จึงจำเป็นต้องยึดอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาอีก”นายจาตุรนต์กล่าว



