
แทรกแซงคำตอบสุดท้ายแก้ราคายางตกต่ำ
แทรกแซงคำตอบสุดท้ายแก้ราคายางตกต่ำ : สมชาย สามารถรายงาน
การเคลื่อนไหวของแกนนำกลุ่มต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา “ราคายางพาราที่ตกต่ำ” ในขณะนี้ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่แกนนำเป็นใคร มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ใกล้ชิดกับใคร เพื่อใคร หรือเป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มไหน เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตามที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้จะได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรชาวสวนยางทุกกลุ่มแน่นอน
“ตอนนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เครือข่ายไหน จะมีชื่อเรียกว่าอะไรก็ตามจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรก็สามารถที่รวบรวมเกษตรกรได้ทุกกลุ่ม เพราะปัญหาราคายางที่ตกต่ำตอนนี้ เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่ รายย่อย ทุกคนได้รับผลกระทบหมดตามสภาพที่แตกต่างกัน”
จึงไม่แปลกที่ทุกเวทีที่มีการนัดประชุมหารือเพื่อกดกันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ จะได้รับความสนใจจากเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมอย่างล้นหลาม โดยชาวสวนยางทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือหากมีการร้องขอจากแกนนำในการเคลื่อนไหว เพราะวันนี้ “ชาวสวนยางไม่มีที่พึ่งพิงได้อีกแล้ว”
“เป็นความลงตัว เกษตรกรสามารถกดดัน ทำให้รัฐบาลหันมาฟังเสียงเกษตรกร ในขณะที่แกนนำเครือข่ายต่างๆ ได้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำมวลชนด้วยการนำสารจากเกษตรกรส่งไปถึงรัฐบาล”
ในขณะเดียวกัน “นักการเมืองในพื้นที่ภาคใต้” ไม่ยอมตกขบวน ทุกคนออกมาทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางในฐานะฐานคะแนนเสียงสำคัญ จับสัญญาณจากอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ “ถาวร เสนเนียม” อดีตแกนนำ กปปส. ออกมาประกาศพร้อมเดินนำหน้าเกษตรกรกดดันรัฐบาลในทุกรูปแบบ โดยไม่กลัวว่าจะถูกดำเนินคดี
การออกตัวแรงดังกล่าว ยังไม่รวมถึงการเคลื่อนไหวของคนใกล้ชิดของ “ถาวร เสนเนียม” ไมว่าจะเป็น "วุฒิ ผ่องแผ้ว" อดีต.ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หลานในไส้ หรือ “ปรีชา สุขเกษม” ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกร จ.สงขลา ที่ประกาศรวมพลมวลชนเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ตอนล่างเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล โดยนัดหมายกันที่ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ในวันที่ 12 มกราคมนี้ เช่นกัน
หากมองการเคลื่อนไหวของแกนนำเครือข่ายต่างๆ และภาคการเมืองเพื่อกดดันรัฐบาลแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องของ “สมประโยชน์ทั้งสามฝ่าย” คือเกษตรกรที่มีคนอาสาเข้ามาช่วยนำทัพเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล ที่ฝ่ายแกนนำเครือข่ายได้แสดงบทบาทในฐานะผู้นำมวลชน ในขณะที่ฝ่ายการเมืองยังต้องการรักษาฐานเสียงของตัวเอง ส่งผลให้การเคลื่อนไหวในวันที่ 11 มกราคม และวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้ จากก่อนหน้านี้เคยประกาศว่า จะไม่ยอมให้มวลชนกดดันการแก้ปัญหาเด็ดขาดในช่วงที่ผ่านมา มาถึงวันนี้รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ใหม่ หลังจากคำขู่ใช้ มาตรา 44 จัดการแกนนำที่มีการชุมนุมไม่ได้ผล
จึงเป็นที่มาของคำสั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขอให้ “8 กระทรวง” ประกอบด้วย กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งจัดทำแผนการรับซื้อยาง โดยกำหนดเวลาส่งแผนในเวลา 12.00 น. วันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา
สรุปคือ วันนี้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการแทรกแซง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ให้ได้ไปก่อน
ส่วนจะใช้ชื่อเรียกอย่างไรนั้น ต้องรอดูว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้รับผิดชอบ จะใช้ชื่อโครงการว่าอย่างไร เพื่อไม่ให้แสลงใจว่าเป็นโครงการแทรกแซง ซึ่งรัฐบาลปฏิเสธมาตลอดว่าจะไม่ใช้แนวทางนี้ เพราะวันนี้ “รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้” หลังจากใช้มาตรการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ส่งออกซื้อยางในตลาด สนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อรับซื้อวัตถุดิบจากสมาชิกมาแปรรูป สนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อทำอาชีพเสริม ทำมาหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ผล ไม่สามารถทำให้ราคายางดีขึ้นได้
ส่วนเหตุผลว่า ทำไมต้องใช้แนวทางนี้ ก็เป็นอย่างที่ “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นไว้ว่า ราคายางที่ตกต่ำนี้เกิดจากปัจจัยภายนอกไม่สามารถควบคุมได้ แปลความก็คือ เมื่อการส่งออกลดลง ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ชะลอการนำเข้า ราคายางมันจะดีขึ้นได้อย่างไร หรือใครจะเถียงลูกชาวสวนยาง จ.ตรัง จังหวัดที่ปลูกยางพาราเป็นต้นแรกในประเทศไทย
“จะใช้แนวทางไหน จะเรียกว่าอะไร ไม่ว่า การแทรกแซง, ชดเชยส่วนต่าง, หรือรักษาเสถียรภาพราคา ก็สุดแล้วแต่ แต่สุดท้ายต้องได้คำตอบคือ ราคายางปรับขึ้น ส่วนจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับรัฐบาลว่าจะจบที่ตัวเลขเท่าไหร่”
ส่วนข้อเสนอของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่เสนอให้รัฐบาลรับซื้อยางกิโลกรัมละ 60 บาทนั้น เข้าใจว่า เป็นราคาที่นายสุเทพเอามาจากเสียงเรียกร้องของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้อีกที ซึ่งเป็นราคาตั้งไว้สูง เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลสามารถเจรจาต่อรองและไม่ทำให้เสียมวลชนในพื้นที่
ข้อเสนอกลุ่มต่างๆแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ
กลุ่ม “สุนทร รักษ์รงค์” และสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้
1.ขอราคากิโลกรัมละ 60 บาท และให้รัฐบาลเร่งดำเนินการโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน
2.ให้รัฐบาลยุติการขายยางพาราในสต็อก 3.6 แสนตัน โดยประกาศให้เป็น Dead Stock และใช้มาตรา 44 เพื่อบังคับให้มีการใช้ยางในประเทศต่อไป
3.ให้การยางแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อให้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทยเป็นเครื่องมือและกลไกในการปฏิรูปยางพาราทั้งระบบ โดยให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ดการยาง) ทันทีเมื่อเปิดประชุมคณะรัฐมนตรีและเร่งสรรหาผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยให้เร็วที่สุด
4.มีมติสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมกับทุกเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ
5.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทบทวนการทำงานของที่ปรึกษา นายอำนวย ปะติเส และผู้ช่วยรัฐมนตรี นางจินตนา ชัยยวรรณาการ เพราะไม่มีความสามารถและสร้างความแตกแยกให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง
กลุ่ม"ประทบ สุขสนาน”ประธานเครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้
1.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการซื้อยางจากเกษตรกร จำนวน 2 แสนตัน เพื่อส่งขายให้บริษัท ไซโนแคม ประเทศจีน ตามที่การยางแห่งประเทศไทยได้ทำสัญญาเอาไว้ให้ทันส่งมอบภายในเดือนมีนาคมนี้
2.เรียกร้องให้รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีเร่งแต่งตั้งบอร์ดการยางแห่งประเทศไทยให้แล้วเสร็จ เพื่อบอร์ดการยางได้ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบต่อไป
3.ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมาตรการต่างๆ ตามที่เครือข่ายชาวสวนยางภาคใต้ เคยเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอไว้โดยเร็ว เช่น โรงงานยางล้อรถยนต์แห่งชาติ การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมการยางแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มมูลค่ายางพารา กระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศ
4.เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 ในการนำยางพาราภายในประเทศมาใช้ จำนวน 2.3 หมื่นตัน เพื่อ 4 โครงการ คือ 1.ปูพื้นสนามฟุตซอล โรงเรียนสังกัดเทศบาล จำนวน 240 แห่ง 2.สร้างบล็อกยางปูพื้นนอกอาคารโรงเรียน 450 แห่ง
3.สร้างบล็อกยางปูพื้นคอกปศุสัตว์ 80 แห่ง และ 4.จัดหารถของกลาโหม
กลุ่ม “มนัส บุญพัฒน์” นายกสมาคมกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อยแห่งประเทศไทย
1.ขอแก้ไขปัญหาราคาน้ำยางสดที่ค่าดีเอสเป็นราคาของเกษตรกรรายย่อยโดยตรง กำหนดเพดานต่ำสุดที่ราคายางแผ่นรมควันของตลาดกลางยางพาราลบด้วยค่าจัดการไม่เกิน 6 บาท
2.ขอให้ทบทวนปรับลดขั้นตอนระเบียบหลักเกณฑ์การเข้าถึงโครงสร้างความเข้มแข็งของชาวสวนยางให้เข้าถึงการช่วยเหลือโดยเร็ว
3.ขอให้พิจารณาการทำงานด้านนโยบายและมาตรการแก้ไขของรัฐมนตรีและคณะทำงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงตามบริบทที่แท้จริง
4.ให้กำหนดการแก้ไขปัญหาระยะยาวและสนับสนุนให้ชาวสวนยางมีวิถีชีวิตสต็อกยางแบบธรรมชาติตามวิถีแต่เดิม ด้วยการฟื้นฟูระบบการผลิตแบบครัวเรือน และหาแหล่งเงินทุนให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่ออุปกรณ์การผลิตยางแผ่นขนาดเล็ก



