ข่าว

'รับสร้างบ้าน' ไร้ปัจจัยบวก ห่วงตลาดเปิดเกมแข่งขันราคาเดือด

'รับสร้างบ้าน' ไร้ปัจจัยบวก ห่วงตลาดเปิดเกมแข่งขันราคาเดือด

12 ม.ค. 2559

'รับสร้างบ้าน' ไร้ปัจจัยบวก ห่วงตลาดเปิดเกมแข่งขันราคาเดือด

 
                      หากย้อนมองเมื่อช่วงก้าวสู่ศักราชใหม่ปีมะแม บรรดาผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ต่างมีความหวังกันว่าบรรยากาศทางการเมืองที่สงบลง จะนำไปสู่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและพลิกฟื้นกำลังซื้อให้กลับคืนมา รวมทั้งตัวเลขประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนและภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ล้วนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจประเทศปี 2558 จะมีอนาคตสดใสกว่าปีที่ผ่านมา
 
                      แต่ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปและก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2-3 ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศกลับไม่เป็นดังที่คาดไว้ ตัวเลขและกราฟแสดงผลด้านเศรษฐกิจหลายตัวเริ่มดิ่งหัวลง เช่นเดียวกับภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว ผนวกกับเหตุระเบิดรุนแรงจากภัยก่อการร้ายที่เกิดขึ้นกลางกรุงเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 58 ได้ซ้ำเติมให้ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อผู้บริโภควูบหาย ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ปริมาณและมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั่วประเทศปี 2558 ที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้
 
                      สำหรับทิศทางในปี 2559 นั้น สมาคมไทยรับสร้างบ้าน คาดการณ์ตลาดรวมรับสร้างบ้านทั่วประเทศมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจปรับเพิ่มเล็กน้อย คิดเป็นปริมาณและมูลค่ารวม 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 4.6-4.7 พันหน่วย โดยประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวดี สำหรับปัจจัยบวกและลบที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจรับสร้างบ้าน ดูจะมีเพียงการปรับลดลงของราคาน้ำมัน นอกนั้นยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกใดๆ ขณะที่ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวังมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ ภาคธุรกิจส่งออกที่ชะลอตัว ปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าภาคการเกษตรลดลง และความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจ ฯลฯ
 
                      “ทั้งหมดล้วนส่งผลทำให้กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัว แม้รัฐบาลจะพยายามเร่งรัดลงทุนเมกะโปรเจกท์ แต่เชื่อว่าคงไม่อาจส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคธุรกิจให้กลับมาคึกคักได้มากนักในปี 2559 โดยเฉพาะภาคธุรกิจเองก็ยังไม่มั่นใจกับทิศทางและสถานภาพการเมืองของประเทศ จึงทำให้ยังชะลอการลงทุนใหม่ๆ เอาไว้อีกระยะหนึ่ง”
 
                      สำหรับในปี 2559 สิ่งที่ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านควรให้ความสำคัญมากๆ คือการปรับตัว เพื่อให้พร้อมเผชิญกับภัยคุกคามและกำลังซื้อที่เชื่อว่าจะยังไม่ฟื้นตัว ตลอดจนสภาพตลาดรับสร้างบ้านที่มีแนวโน้มว่าจะแข่งขันราคากันรุนแรง รวมถึงควรหาทางสร้างโอกาสใหม่ๆ เพื่อมีความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น การพัฒนาระบบก่อสร้างให้สามารถสร้างได้รวดเร็วขึ้น ราคาประหยัด ฯลฯ ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคที่มีกำลังซื้อจำกัด แต่มีอำนาจการต่อรองสูง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายหรือกลุ่มธุรกิจ ทั้งในลักษณะธุรกิจเดียวกันและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยอาจรวมกลุ่มกันเป็นชมรม สมาคมการค้า หรือหลายๆ สมาคมรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและนำไปสู่การเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างกัน หรือขับเคลื่อนธุรกิจรับสร้างบ้านไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
 
                      นายสิทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ปี 2559 นี้ถือเป็นปีเริ่มต้นของการเปิดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามสำหรับการแข่งขันของทุกภาคธุรกิจ ในส่วนของภาคธุรกิจรับสร้างบ้านยอมรับว่ายังไม่ชัดเจนนัก หากจะประเมินว่ามีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางใด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็ไม่ควรประมาทและควรเร่งสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและลดต้นทุนทางการเงิน การสร้างชื่อเสียงองค์กรหรือแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้และยอมรับของผู้บริโภคในวงกว้าง ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและทำให้สามารถรับมือกับการแข่งขันของผู้ประกอบการต่างชาติได้ และอาจพัฒนาเป็นโอกาสที่จะได้ร่วมมือกับนักลงทุนข้ามชาติ สำหรับการรุกขยายธุรกิจไปยังประเทศในภูมิภาคอาเซียนหรือภูมิภาคอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไขการเปิดเสรีทางการค้า
 
                      นอกจากนี้ บรรดาผู้ประกอบการรับสร้างบ้านควรตระหนักถึง “การบริหารความเสี่ยง” เพราะการจะรุก-รับกับสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจปี 59 นี้ ปัจจัยที่สำคัญคือความคุ้มค่าในการลงทุน อย่างเช่น การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ฯลฯ ซึ่งเงินลงทุนหรือการใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของธุรกิจหรือองค์กร มิใช่ลงทุนแล้วสูญเปล่าหรือเป็นแค่ไม้ประดับเท่านั้น
 
                      นายสิทธิพรกล่าวต่อว่า ภารกิจหลักๆ ของสมาคมไทยรับสร้างบ้านในปีนี้นั้น จะเน้นสร้างการรับรู้สู่ผู้บริโภคและประชาชนให้มากขึ้น โดยเฉพาะความเข้าใจที่มีต่อผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมืออาชีพอย่างถูกต้อง ในอดีตธุรกิจรับสร้างบ้านมีปัญหาคือ ผู้บริโภคไม่เข้าใจว่า “รับสร้างบ้าน” กับ “ผู้รับเหมารายย่อยทั่วไป” แตกต่างกันอย่างไร ในเวลาต่อมากลุ่มผู้ประกอบการมืออาชีพ ได้ทำความเข้าใจกับผู้บริโภคจนเป็นที่เข้าใจ แต่ในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมีความสับสนว่า “รับสร้างบ้านมืออาชีพ” กับ “รับสร้างบ้านทั่วไป” แตกต่างกันอย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่าวันนี้มีผู้ประกอบการ “รับสร้างบ้าน” เกิดขึ้นและเข้ามาแข่งขันทั่วประเทศจำนวนมาก โดยหาใช่มืออาชีพตัวจริงเสียงจริง
 
                      “เรื่องนี้สมาคมเห็นว่าควรต้องสร้างความชัดเจนและให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคและประชาชนอย่างถูกต้อง เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดและตัดสินใจเลือกใช้บริการด้วยเหตุผล “ราคาต่ำกว่า” ทั้งที่จริงแล้วคุณสมบัติของผู้ประกอบการ รวมถึงลักษณะการให้บริการแตกต่างกันสิ้นเชิง หากจะเปรียบเทียบง่ายๆ กับสินค้าบริโภคหรืออาหาร ผู้บริโภคควรต้องอ่านฉลากว่ามีรายละเอียดและส่วนผสมอะไรบ้าง เพื่อจะได้คุณภาพสินค้าตรงตามความต้องการมากที่สุดและคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป”
 
                      นอกจากนี้ การสร้างเวทีกลางให้ผู้ประกอบการรับสร้างบ้านและที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสมากขึ้นที่จะได้พบกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายและประชาชนทั่วไป ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมทั้งต่างจังหวัด ซึ่งสมาคมจะเป็นแกนหลักที่ช่วยสร้างให้เกิดกิจกรรมการตลาดและการขาย รวมถึงขยายการรับรู้ผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจนี้ โดยเฉพาะกลุ่มสมาชิกสมาคมให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและประชาชนทั่วประเทศหรือในวงกว้างมากขึ้น