ข่าว

‘หมัดต่อหมัด’ปมร้อนกทม.สะเทือนเก้าอี้‘สุขุมพันธุ์’

‘หมัดต่อหมัด’ปมร้อนกทม.สะเทือนเก้าอี้‘สุขุมพันธุ์’

11 ม.ค. 2559

‘หมัดต่อหมัด’ปมร้อนกทม. สะเทือนเก้าอี้‘สุขุมพันธุ์’ : โดย ธนัชพงศ์ คงสาย (@tanatpong_nna) สำนักข่าวเนชั่น

           กลายเป็นประเด็นร้อนข้ามปีสำหรับ “ศึกใน” แห่งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระหว่าง “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” อดีตส.ส.ปชป.กับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม.เกี่ยวกับข้อกล่าวหาหลายโครงการใหญ่ในศาลาว่าการเสาชิงช้าเป็นการปะทุความขัดแย้งจากคนพรรคเดียวกันในยุคที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เดินหน้าคุมอำนาจบริหารหน่วยงานกทม.มาเกือบ 7 ปีเต็ม

 
           หากไล่เรียงประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจคงไม่พ้นโครงการจัดงาน “กรุงเทพแสงสีแห่งความสุข” ด้วยงบประมาณถึง 39.5 ล้านบาทโดยใช้หลอดไฟแอลอีดี 5 ล้านดวงติดตั้งบริเวณลานคนเมืองตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 ถึง 31 มกราคม 2559 ประเด็นนี้นายวิลาศได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ตรวจสอบการเงินและความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยเห็นพิรุธในโครงการไฟประดับอาจมีการ “ฮั้ว” กับบริษัทที่ได้รับงานเพราะเป็นการยื่นซองประมูลในเวลาอันรวดเร็วหากไม่มีกระบวนการ “รู้กันภายใน” จะไม่สามารถยื่นซองประกวดราคาได้ทัน
 
           จึงเชื่อว่าการกำหนดวันประมูลอย่างกระชั้นชิดและใช้หลอดไฟจำนวนมาก บริษัทที่ไม่มีเส้นสายภายในจะไม่กล้ายื่นซองประกวดราคา เพราะติดเงื่อนไขจำนวนของหลอดไฟและระยะเวลาในการติดตั้ง ขณะที่พบว่าบริษัทที่เข้าประมูลมีการจดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ในการประดับไฟ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ก่อนวันยื่นซองประมูลในวันที่ 7 ธันวาคม 2558 จึงเชื่อว่ามีการ “ล็อกสเปก” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัทเท่านั้น
            
           ในเรื่องนี้ “อมร กิจเชวงกุล” รองผู้ว่าฯ กทม.ได้ออกมาตอบโต้ว่าโครงการไฟประดับอยู่ภายใต้การตัดสินใจของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สามารถเบิกนำเงินมาใช้ได้ตามหลัก 4 ข้อดังนี้ 1.รายจ่ายที่มีความเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน 2.รายจ่ายตามคำพิพากษาทางกฎหมาย 3.รายจ่ายเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล และ4.รายจ่ายตามนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.ถึงประชาชนโดยตรง ดังนั้นการใช้เงินจำนวน 39.5 ล้านบาทจึงเข้าเงื่อนไขข้อ 4 เพื่อใช้จ่ายเงินมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ส่วนขั้นตอนการเปิดซองประมูลมีบริษัทมาขอรายละเอียดจาก 9 บริษัทเหลือเพียง 2 บริษัทคาดว่าเกิดจากข้อกำหนดของ “ทีโออาร์” ที่จำกัดเรื่องเวลาเพราะกำหนดประมูลให้เสร็จในวันที่ 17 ธันวาคม เพราะวันที่ 18 ธันวาคม กทม.ต้องแจ้งกับบริษัทผู้ชนะให้เข้ามาดูสถานที่ก่อนมีการลงนามสัญญาวันที่ 22 ธันวาคม จากนั้นต้องติดตั้งไฟให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 ธันวาคมจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทเอกชนเข้ามาติดตั้งก่อนวันลงนามสัญญาจ้างทำให้บริษัทที่จะดำเนินการได้มีความเสี่ยงสูงและบริษัทที่ได้งานตั้งงบที่น้อยกว่างบกลางยืนยันว่าไม่มีการ “ฮั้วประมูล” แน่นอน
 
           มาที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างกล้อง “ซีซีทีวี” 4.7 หมื่นตัว เป็นอีกประเด็นร้อนที่นายวิลาศยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.และสตง.ตรวจสอบเช่นกัน โดยตั้งข้อสังเกตโครงนี้มีการจัดซื้อจริงแค่ 1.2 หมื่นตัวเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้วิลาศเคยทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม.เพื่อขอเอกสารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแต่เชื่อว่ากทม.มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยงในการมอบเอกสารต่างๆ ซึ่งประเด็นนี้นายอมรได้สวนกลับไปว่า เป็นความเข้าใจผิดของนายวิลาศเนื่องจากนายวิลาศได้ทำหนังสือขอรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวีตั้งแต่ปีงบประมาณ 2556 ถึงปัจจุบันรวมถึงสัญญาเกี่ยวเนื่องทั้งหมด ซึ่งกทม.ได้ส่งสำเนาสัญญาดังกล่าวให้ตามที่ร้องขอแล้ว ซึ่งปีงบประมาณ 2556-2558 กทม.ได้ทำสัญญาติดตั้งกล้องซีซีทีวีรวมกว่า 1.1 หมื่นตัว โดยตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันมีกล้องที่ใช้งานได้จริงรวมทั้งสิ้น 47,719 ตัว ดังนั้นข้อมูลที่นายวิลาศกล่าวหานั้นเป็นความเข้าใจผิด
 
           ขณะที่กรณีที่กทม. “ต่อสัญญา” จ้างเดินรถไฟฟ้ากับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) ออกไปอีก 30 ปีทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 17 ปีนั้น นายวิลาศได้ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคที่นายอมรยังเป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) วิสาหกิจ กทม.ได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนและส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่ อีกทั้งไม่มีการเสนอราคา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย “ไม่ได้อนุมัติ” ในประเด็นนี้ ช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็เคยออกมาให้มีการตรวจสอบการขยายสัญญามาแล้ว
 
           นายอมรได้ออกมาชี้แจงว่าที่นายวิลาศพูดไม่เป็นจริง เพราะไม่เข้าใจขั้นตอนที่กทม.ลงทุนและเดินรถเอง โดยใช้วิธีการว่าจ้างบริษัทกรุงเทพธนาคมซึ่งเป็นวิสาหกิจของกทม. จึงไม่ต้องเข้าพ.ร.บ.ร่วมทุนเพราะไม่ใช่หน่วยงานเอกชน และเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของป.ป.ช.อยู่แล้ว กทม.จึงไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากเพราะจะเป็นการก้าวก่ายการทำงาน
 
           ส่วนโครงการการ “จัดซื้อเครื่องดนตรี” โรงเรียนในสังกัดกทม. นายวิลาศพบว่าเป็นโครงการตั้งแต่ปี 2551 แต่เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการมานานแต่ในปีหลังสุดเมื่อปี 2557 มีข้อมูลชัดมากในความผิดปกติของการจัดซื้อเพราะมีการจัดซื้อเครื่องดนตรีเป็นจำนวน 197 โรงเรียน โดยมีจำนวนโรงเรียนถึง 69 โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่าจำนวน 200 คน และยังมีหลายโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนชั้นป.5-ป.6 ที่เป็นช่วงวัยที่จะสามารถเล่นเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ได้ไม่ถึง 10 คน จึงเป็นคำถามเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของโครงการนี้จะสุ่มเสี่ยงเป็นการผลาญงบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีหรือไม่
 
           เรื่องนี้ “ผุสดี ตามไท” รองผู้ว่าฯ กทม.ได้ออกมาอธิบายว่า โครงการนี้มีมาต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าจะเปิดโอกาสนักเรียนสังกัดกทม.พัฒนาด้านอารมณ์จิตใจสมาธิ บางโรงเรียนสามารถใช้ดนตรีช่วยแก้ไขปัญหาให้นักเรียนที่มีสมาธิสั้นเป็นออทิสติกระดับต้นหรือมีปัญหาการเรียนให้กลับมาเรียนรู้ตามปกติ
 
           ทั้งหมดจึงเป็น “ข้อกล่าวหา” ที่พุ่งเป้าไปที่การบริหารงานของ "สุขุมพันธุ์" ซึ่งทีมงานรองผู้ว่าฯ กทม.ก็ทยอยออกมาโต้ตอบในทุกประเด็น ทว่าจากนี้หากป.ป.ช.หรือสตง. เริ่มกระบวนการไต่สวนตามข้อกล่าวหาทั้งหมด ก็จะเป็นแรงสะเทือนถึงเก้าอี้ "สุขุมพันธุ์" ในโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระผู้ว่าฯ กทม.มีนาคม 2560 แน่นอน
 

ปมร้อน กทม.

-“กรุงเทพแสงสีแห่งความสุข” ใช้งบ 39.5 ล้านบาทติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี 5 ล้านดวงที่ลานคนเมืองตั้งแต่ 30 ธ.ค. 58-31 ม.ค.59 ถูกกล่าวหาล็อกสเปก

-“ต่อสัญญาบีทีเอส” ออกไปเป็น 30 ปีจากสัญญาเดิมที่เหลือ 17 ปี

-“จัดซื้อกล้องซีซีทีวี” 4.7 หมื่นตัว ถูกกล่าวหาว่าซื้อจริงแค่ 1.2 หมื่นตัวเท่านั้น

-“จัดซื้อเครื่องดนตรี” โรงเรียนในสังกัดกทม.ถูกกล่าวหาไม่คุ้มค่า