ข่าว

‘พืชแซมยาง’หนทางเพิ่มรายได้ยุคยางราคา5โลร้อยจริงหรือ?

‘พืชแซมยาง’หนทางเพิ่มรายได้ยุคยางราคา5โลร้อยจริงหรือ?

09 ม.ค. 2559

‘พืชแซมยาง’หนทางเพิ่มรายได้ยุคยางราคา5โลร้อยจริงหรือ? : สุพิชฌาย์ รัตนะ​

            วงการยางพาราสั่นสะเทือนอีกระลอกเมื่อคำพูดที่หยอกล้อติดตลก “ยาง 4 โลร้อย-5 โลร้อย” เกิดเป็นจริงขึ้นมาในยุคสมัยที่ดิจิทัลครองเมืองความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจึงชัดเจนเพราะ 20 ปีไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            แม้รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรสวนยางงบประมาณ 13,132 ล้านบาท แบ่งเป็นการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกร 12,750 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ โดยจ่ายในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน ในจำนวนนี้กำหนดให้มีการแบ่งวงเงินไว้ 2 ส่วน คือผู้ที่เป็นเจ้าของสวน 900 บาทต่อไร่ และคนกรีดจะได้รับ 600 บาทต่อไร่ต่อครัวเรือน

            โปรเจกท์ใหม่ถอดด้ามล่าสุด ต้องยกให้นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชแซมยางเพื่อสร้างรายได้เสริม แนวคิดที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่ชมสวนกล้วยหอมที่ปลูกแซมสวนยางในพื้นที่ ต.ท่าเรือ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี

            จากจุดนี้จึงมีการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชแซมยางทว่า ทุกอย่าง...ไม่ง่ายอย่างที่คิด

            วงจรชีวิตลูกชาวสวนยางที่เริ่มต้นขึ้นจากการปลูกยาง กรีดยางและโค่นไม้ยางใช้เวลาเต็มที่ 30 ปีสิ่งที่รับรู้กันดีคือยางเป็นพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่ราคาดีกิโลกรัมละ 120 บาท ก็เคยมีมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปลูกพืชอื่นให้เหนื่อยเพิ่ม และที่สำคัญความเชื่อที่ว่าของการปลูกพืชร่วมกับยางจะทำให้แย่งอาหาร แย่งกันโต เป็นอีกจุดที่ชาวสวนยางไม่นิยมปลูกพืชร่วมในสวนยางนั่นเอง

            อีกหนึ่งเหตุผลในมุมที่ถูกมองข้ามการปลูกพืชร่วมยาง ไม่ได้ทำกันได้ทันที คือสภาพแวดล้อมของสวนยางที่ร้อยละ 80 ตั้งอยู่บนควนหรือบนเขา การปลูกพืชร่วมจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ จะทำได้และหากจะปลูกพืชร่วมควรวางแผนตั้งแต่ต้น

            “สวนยางส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนควนสูง น้ำก็น้อยจะให้ปลูกพืชอื่นในร่องยางทำไม่ได้หรอกจะเอาน้ำที่ไหนไปรด ส่วนที่ทำกันได้นั้นเป็นเจ้าของสวนยางหน้าใหม่ที่ทำกันบนพื้นราบ เช่นเปลี่ยนจากนาข้าว หรือสวนผลไม้มาเป็นสวนยางที่ปลูกกล้วย ปลูกผักแซมได้” เสียงสะท้อนของ พรทิพย์ จันทร์สว่าง ชาวสวนยาง ต.ทุ่งใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่อธิบายทำไมจึงไม่นิยมปลูกพืชร่วมยาง

            เกษตรกรรายนี้ยังบอกอีกว่า สำหรับการปลูกพืชร่วมยางเป็นเรื่องดี ไม่ได้คัดค้านแต่ต้องวางแผนทำตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มปลูกยางหรือทำได้ในช่วงยางอายุ 3-4 ปีเท่านั้น หากยางอายุ 7-8 ปี พร้อมกรีดไม่สามารถทำได้เพราะจะเป็นการทำลายรากต้นยาง ซึ่งวันนี้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคายางถูกกิโลกรัมละ 20-27 บาท คือกลุ่มที่ต้นยางพร้อมกรีดทั้งสิ้น ดังนั้น หากจะรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชร่วมคงไม่ทันการณ์ ยกเว้นการโค่นต้นยางเพื่อปลูกใหม่แล้วจึงค่อยปลูกพืชร่วมยางไปควบคู่กัน ซึ่งก็คงเป็นไปได้ยากทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมชาวสวนยางส่วนใหญ่จึงไม่กระตือรือร้นกับแนวคิดการรณรงค์ครั้งนี้

            เช่นเดียวกับ บุญยี่สา ผ่องถวิล เกษตรกรชาวสวนยางอีกราย บอกว่า มีสวนยางประมาณ 15 ไร่ ผลผลิตน้ำยางที่ขายได้วันละ 80 กิโลกรัม แต่จะให้ปลูกพืชแซมยางคงไม่ทันการเพราะปลูกยางจนอายุ 12 ปีที่ถึงเวลากรีดแล้ว แต่ราคากลับตกต่ำเหลือแค่กิโลกรัมละ 26-27 บาท จากเดิมที่เคยได้กิโลกรัมละ 80-100 บาท วันหนึ่งได้เงินประมาณ 2,000 บาท แต่วันนี้เหลือแค่ 800 บาทต่อวันเท่านั้น ความเดือดร้อนจึงหนักหนา สิ่งเดียวที่เชื่อว่าจะช่วยเยียวยาระยะสั้นได้คือราคายางต้องกิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนการปลูกพืชแซมนั้นก็เห็นด้วยแต่คงต้องรอให้โค่นต้นยางเพื่อปลูกใหม่อีกรอบ

            ด้าน อาทร สุขสว่างผล ประธานเครือข่ายสวนยางพาราแบบวนเกษตร ต.ทุ่งใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เปิดเผยว่า การปลูกพืชแซมยางมักจะถูกพูดถึงในช่วงที่ราคายางพาราตกต่ำ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่ทำสวนยางแบบเชิงเดี่ยวมาตลอดให้ปรับเปลี่ยนแนวคิด แต่การปลูกพืชแซมในสวนให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำได้เลยทันที เพราะต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องทำเลที่ตั้งและความเหมาะสมของพื้นที่สวนยางด้วย

            “ดังนั้นแนวคิดการรณรงค์ปลูกพืชแซมยางจึงเป็นการหวังผลในระยะยาวแบบยั่งยืน เมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วันนี้สิ่งที่จะเยียวยาเกษตรกรได้คือราคาน้ำยางต้องปรับตัวสูงขึ้นเท่ากับต้นทุนการผลิตคือ 50-60 บาท” อาทร กล่าวและว่า ขณะเดียวกันเกษตรกรชาวสวนยางเองก็ต้องนำปัญหาราคายางตกต่ำมาเป็นบทเรียนเพื่อทบทวนวิถีชีวิตชาวสวนยางในอนาคตด้วยเช่นกัน เพราะสถานการณ์วันนี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและพืชแซมยางมีข้อดีและเสียแตกต่างกันอย่างไร

            ประธานเครือข่ายสวนยางพาราแบบวนเกษตรบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสให้ทำสวนสมรมหรือสวนแบบผสมผสาน 1 สวนสามารถปลูกพืชได้หลายชนิด แต่ก็ทำได้เพียงสั้นๆ ด้วยปัจจัยที่คล้ายคลึงกับการรณรงค์การปลูกพืชแซมยางในครั้งนี้

            “การปลูกพืชแซมยางต้องมีหลักการด้วย เช่น ยางอายุ 1-3 ปี สามารถปลูกพืชไร่ร่วมสวนยางได้ทุกชนิด เช่น สับปะรด กล้วย แตงโม พืชผักสวนครัวต่างๆ ซึ่งจะได้ผลดี หากยางอายุ 3-4 ปี ก็ต้องเลือกปลูกพืชที่ต้องการแสงน้อย เช่น ผักเหรียง ผักกูด และเมื่อยางอายุ 7-8 ปี จะไม่นิยมขุดหรือปรับหน้าดินปลูกพืชแซมเพราะอาจทำลายรากต้นยางจึงไม่เป็นที่นิยม” อาทร อธิบายการปลูกพืชแซมยาง

            ดังนั้น บทสรุปการปลูกพืชแซมยาง จึงเป็นเรื่องที่ชาวสวนยางพารารู้ดี แต่ไม่อาจทำได้ทันทีเพื่อหลีกหนีปัญหาราคายางพาราตกต่ำ