ข่าว

ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

09 ม.ค. 2559

ถอดรหัส‘สมคิด-ประเวศ’สัมพันธ์นั้น‘ลึก’กว่าที่คิด

            “ผมขอชื่นชมนายกฯ ที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยความรวดเร็ว และทำให้โครงการประชารัฐที่ของบจาก สสส. มีความก้าวหน้า และหลังจากที่ผ่านการพิจารณาอีก 2-3 เดือนการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐจะเดินหน้า”

            เป็นคำพูดของ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หลังจากเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือปัญหาการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐที่ติดขัดอยู่ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2559

            ท่าทีของ “หมอพลเดช” ศิษย์หมอประเวศคนหนึ่ง อาจจะต่างจากอารมณ์ของ “พันธมิตร สสส.” ที่ยังคุกรุ่นอยู่กับคำสั่งปลดบอร์ด สสส. 7 คน

            ผู้ที่ทำหน้าที่ประสานงานให้ “หมอพลเดช” ได้พบนายกฯ ประยุทธ์คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

            ความสัมพันธ์อันแตกร้าว ระหว่าง คสช. กับเครือข่ายหมอประเวศ กรณีปลดบอร์ด สสส. ทำให้มีเสียงวิจารณ์ทำนองว่า เป็นการผลักมิตรให้ไปหาฝ่ายตรงข้าม แต่ในข้อเท็จจริง “หมอประเวศ-สมคิด” มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน หลายคนอาจไม่ทราบ

            ภาพของ นพ.ประเวศ วะสี นั่งคู่กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บนเวทีจุดประกาย “สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ปีที่แล้ว กลับตามมาด้วยข้อสงสัยว่า ราษฎรอาวุโสหรือนักยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคม กับนักกลยุทธ์นักการตลาด โคจรมาพบกันได้อย่างไร?

            ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ระหว่าง “สมคิด” เว้นวรรคการเมือง ได้อาศัยช่วงเวลานี้เดินสายพูดคุยกับผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ และในนั้นมี “หมอประเวศ” รวมอยู่ด้วย

            จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ทำให้หมอประเวศกับสมคิด ได้ริเริ่มให้มีการจัดตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ในปี 2552 โดยยึดหลักคิดของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ว่า “ไปหาชาวบ้าน อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำ”

            หลังจากนั้น มีการก่อตั้งมูลนิธิสัมมาชีพ โดยคณะกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิ ได้แก่ นพ.ประเวศ วะสี ประธาน, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองประธาน, สำราญ ภูอนันตานนท์ รองประธาน, นพ.มงคล ณ สงขลา รองประธาน, บุญเกียรติ โชควัฒนา, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สุวิทย์ เมษินทรีย์ กรรมการ ฯลฯ

            ส่วนประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ และประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

            “สนธิรัตน์” ทำงานร่วมกับสมคิดมายาวนาน ถูกวางตัวให้แกนหลักของมูลนิธิสัมมาชีพ ที่ได้แสวงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เช่นร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

            ในเชิงอุดมการณ์ มูลนิธิสัมมาชีพ หวังจะทำหน้าที่ประสาน และเชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนาและภาคธุรกิจ ให้มาทำงานร่วมกัน สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมา

            ตัวแทนภาคธุรกิจหลักๆ ในมูลนิธิสัมมาชีพ คือ บุญเกียรติ โชควัฒนา และ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล และประธานสภาหอการค้าไทย

            ปัจจุบัน อิสระ เป็นสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นแม่งานใหญ่ในการจัดงานประกายสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก

            มูลนิธิสัมมาชีพ จึงเป็นจุดนัดพบของภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจ ที่ถูกต่อยอดมาเป็น “ประชารัฐ” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

            การปรากฏตัวของ “นักธุรกิจใหญ่” ในประชารัฐฉบับรัฐบาล คสช. จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอุดมการณ์ของสัมมาชีพ หรือหน่ออ่อนประชารัฐ ก็มีจุดเริ่มต้นจากตัวแทน “กลุ่มทุนใหญ่” กับภาคประชาสังคม ร่วมกันจุดไฟฝันเพื่อสร้างความยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก

            วันนี้ กรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ กระจายตัวอยู่ในรัฐบาลประยุทธ์หลายคน อาทิ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์, สำราญ ภูอนันตานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, สมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีอุตสาหกรรม

            ดังนั้น ความขัดแย้งระหว่าง คสช.กับ สสส. จึงมีคนวงในเครือข่ายราษฎรอาวุโสว่า ไม่น่าจะถึงขั้นแตกหัก เพราะรองนายกฯ สมคิด กับหมอประเวศ ต่อสายพูดคุยกันได้ทุกโมงยาม

            เหนืออื่นใด นักยุทธศาสตร์ภาคประชาสังคมกับนักกลยุทธ์การตลาด ยังหวังที่จะเห็น “อุดมการณ์สัมมาชีพ” เบ่งบานบนแผ่นดินไทย


“ประชารัฐ”ในตำนาน

            อีเวนท์เปิดตัวประชารัฐครึกโครมใน พ.ศ.นี้ อาจเป็นเรื่องใหม่ของหลายๆ คน แต่ผู้ที่เกาะติดข่าวสารมานาน จะรู้ว่า “ประชารัฐ” เป็นเรื่องเดิมที่กลุ่มเอ็นจีโอพยายามผลักดันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ

            กาลครั้งโน้น พรรคไทยรักไทย ได้ชัยชนะแบบเหนือความคาดหมาย ด้วยนโยบายประชานิยม ทั้งนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้าน, พักหนี้เกษตรกร ฯลฯ

            “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ได้นัดหมาย “หมอหงวน” นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ กับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป มาพูดคุยกันที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ระหว่างนั้นพรรคไทยรักไทย กำลังเตรียมนโยบายการบริหารประเทศ

            วันนั้น “หมอมิ้ง” แจกแจงว่า “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ดูแลนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ส่วนตัวเขาอยู่สำนักนายกดูแลนโยบายกองทุนหมู่บ้าน

            “พี่ (หมอหงวน-หมอพลเดช) มาทำงานช่วยกันนะ เราได้อำนาจรัฐแล้ว จะทำอะไรก็ทำ” หมอมิ้งกล่าวกับรุ่นพี่

            สรุปว่า หมอหงวนประกบหมอเลี้ยบ ที่สาธารณสุข ส่วนหมอพลเดชช่วยงาน “หมอมิ้ง” ที่กองทุนหมู่บ้าน พฤษภาคม 2554 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมีเอ็นจีโอระดับหัวกะทิ เข้าไปเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, เอนก นาคะบุตร, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป, พภ.สุบิน ปณีโต, อัมพร ด้วงปาน และมุกดา อินต๊ะสาร

            ถัดมา หมอมิ้งร้องขอให้หมอพลเดชไปช่วยงานที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ สทบ.

            หมอพลเดชจึงได้ประสานกับ ภูมิธรรม เวชยชัย ที่เป็นเลขานุการ รมว.มหาดไทย เพื่อให้กลไกมหาดไทยกับภาคประชาชน มาร่วมกันขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน

            หลังจากถกเถียงกันหลายรอบ หมอพลเดชจึงสรุปในที่ประชุมว่า “ผมเสนอให้ใช้ยุทธศาสตร์ประชารัฐครับ” บรรดานักปกครองขานรับกันเกรียวกราว โดยบอกเหตุผลมีคำว่า “ประชารัฐ” มีอยู่ในเพลงชาติไทย

            ยุทธศาสตร์ “รวมพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนกองทุนหมู่บ้าน” จึงดำเนินไปด้วยการสนับสนุนของกระทรวงมหาดไทย และสำนักนายกรัฐมนตรี

            หมอพลเดชบันทึกไว้ว่า “เราขับเคลื่อนงานเครือข่ายประชารัฐ เพื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้าน 74,000 แห่ง ใน 926 อำเภอ-เขตทั่วประเทศกันอย่างคึกคักสนุกสนานมาก”

            ยุททธศาสตร์ประชารัฐ ได้ถักทอเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประสานงานภาคประชาสังคมลงไปเชื่อมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนถึงระดับตำบล-หมู่บ้านได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

            ผ่านไปได้ปีเศษ มีปรับ ครม.ในรัฐบาลทักษิณ หมอมิ้งขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดูแลกองทุนหมู่บ้านโดยตรง โดยมี ยงยุทธ ติยะไพรัช มาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและเข้ามารับผิดชอบแทน จึงทำให้หมอพลเดชโบกมือลา