ข่าว

พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก

พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก

10 ม.ค. 2559

เปิดโลกวันอาทิตย์ : พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                      ธารวี หมู่บ้านสลัม หรือชุมชนแออัดเล็กๆ แห่งหนึ่งบริเวณย่านใจกลางนครมุมไบ เนื้อที่แค่ 360 เอเคอร์ แต่กลับมีคนยัดเยียดอยู่บนพื้นที่ผืนกระจ้อยร่อยนี้มากถึง 1 ล้านคน พูดง่ายๆ ก็คือประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในมุมไบแออัดยัดเยียดอยู่บนพื้นที่ที่มีขนาดแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดในเมืองใหญ่แห่งนี้ กระทั่งได้ชื่อว่าเป็นสลัมใหญ่สุดในเมืองนี้ เป็นหนึ่งในสลัมใหญ่สุดในแดนภารตอินเดียและในโลก เป็นชุมชนที่รัฐไม่เคยเหลียวแลจนทำให้ชาวชุมชนแออัดขาดแคลนไปทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของสุขอนามัย รวมไปถึงการไม่มีห้องสุขาที่มิดชิดและเป็นที่เป็นทาง
 
                      หลายคนอาจจะนึกภาพออกถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสลัมธารวีที่ต้องต่อสู้เอาตัวรอดไปวันๆ ด้วยรายได้วันละไม่ถึง 2 ดอลลาร์ หรือราว 50 บาท หากคนผู้นั้นได้เคยดูภาพยนตร์เรื่อง "สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ คำตอบสุดท้าย…อยู่ที่หัวใจ” มาก่อน เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่แดนนี บอยล์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกให้เป็นที่ถ่ายทำเมื่อปี 2551 กระทั่งได้รับรางวัลออสการ์ถึง 8 รางวัล รวมไปถึงสาขาสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และสาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม
 
                      “ธารวีมีทุกอย่างเท่าที่โลกภายนอกมี มีร้านค้า มีโรงเรียน มีวัดมีโบสถ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ชาวสลัมแห่งนี้ไม่มี ก็คือโอกาส” ฮอร์เก มาเนส รูบิโอ หนึ่งในสถาปนิกและศิลปินชื่อดังชาวสเปน ผู้ออกแบบสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกด้วยมุมมองที่แตกต่างกันออกไปให้ความเห็น ก่อนจะเสริมว่าโอกาสที่ชาวธารวีขาดไปก็คือโอกาสที่จะได้อวดผลงานซึ่งล้วนแต่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครเหมือนและโลกก็ไม่มีโอกาสได้เห็นได้รับรู้ถึงความสามารถในงานฝีมือของชาวชุมชนแออัดแห่งนี้
 
                      โชคดีที่สวรรค์ยังมีตา แม้แดนนี บอยล์ จะทำให้โลกได้เห็นภาพที่บิดเบี้ยวไปของสลัมใหญ่สุดในโลก แต่รูบิโอพร้อมด้วยเพื่อนศิลปินเพื่อชีวิตอีกหลายคน อาทิ อมันดา พินาธิ, มาเทียส เอชาโนเว และราหุล ศรีวาสตะวะ ต่างต้องการเปิดโลกของสลัมธารวีให้กว้างกว่านั้น เพื่อให้โลกได้ประจักษ์ใน “งานสร้างสรรค์ของชาวสลัมที่เป็นหนึ่งไม่เหมือนใคร รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรายรอบซึ่งล้วนแต่เป็นขยะอันมีค่า”
 
 
พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก
 
                      ตอนที่รูบิโอเดินทางไปที่สลัมแห่งนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2554 เขาถึงกับตะลึงงันไปกับพลังของชาวชุมชนแออัดและวิถีชีวิตที่ท้าทายสิ่งที่รัฐบาลหรือคนนอกชุมชนต่างจินตนาการขึ้นมาเอง จุดนี้ เริ่มเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้รูบิโออยากจะลบอคติที่ฝังแน่นในส่วนลึกของจิตใจ จนไม่เคยเห็นภาพแท้จริงของชาวสลัม ซึ่งได้ผลิตงานศิลปะที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างขะมักเขม้น ขณะที่เพื่อนบ้านกำลังใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผลิตชิ้นงานจากเศษขยะที่นำมารีไซเคิล
 
                      “ขยะทุกชิ้นในสลัมแห่งนี้ไม่เคยถูกทิ้งให้เสียเปล่า แต่จะถูกนำมาใช้ใหม่หรือนำมารีไซเคิล และเราก็อยากจะเห็นผลงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่พวกเขารีไซเคิลจากขยะเหล่านั้น”
 
                      จากพลังคิดสร้างสรรค์ของศิลปินเพื่อชีวิตกลุ่มนี้ จึงได้ร่วมกันตั้งพิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลกขึ้นมา อันจะมีรูปลักษณ์แตกต่างไปจากพิพิธภัณฑ์เกือบทุกแห่งทั่วโลกซึ่งจะคล้ายคลึงกันเหมือนเป็นเนื้อนาเดียวกันนั่นก็คือเน้นในเรื่องของศิลปะเพื่อศิลปะ แม้ว่านับวันจะมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งพยายามค้นหาเอกลักษณ์ของตัวเองที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เพื่อสร้างความประทับใจในความแปลกใหม่จนอาจถึงขั้นผิดเพี้ยนไปจากปทัสถานของสังคม โดยเฉพาะในแดนภารตอินเดีย ซึ่งมีอะไรมากมายที่ควรค่าต่อการสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ในแบบที่ไม่มีที่ใดในโลกเขาทำกันมาก่อน อาทิ พิพิธภัณฑ์สุขาแห่งแรกในโลก เป็นต้น
 
                      ขณะที่ “Design Museum Dharavi” ในเมืองมุมไบจะเป็นพิพิธภัณฑ์สลัมแห่งโลกในโลกที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เพราะจะเป็นแหล่งรวมศิลปะพื้นบ้านทุกอย่างของชาวชุมชนแออัดซึ่งล้วนแต่เป็นงานหัตถกรรมตั้งแต่หม้อไห กี่ทอผ้า เครื่องหนังหรือเซรามิกทำเอง ไปจนถึงผลิตพันธ์รีไซเคิลจากขยะเป็นรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมือนใคร หรือแม้กระทั่งร้านอาหารข้างถนนที่เป็นรสชาติแท้ๆ ของชาวสลัม และภาพยนตร์ที่ชาวสลัมสร้างขึ้นเอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่แท้จริงของตัวเอง นอกเหนือจากเปิดพื้นที่ให้เจ้าของผลงานสามารถแสดงผลงานของตัวเอง และยังมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้เพื่อจะช่วยสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ชาวชุมชนแออัดธารวี
 
 
พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก
 
 
                      ฮอร์เก มาเนส รูบิโอ ให้ความเห็นด้วยว่าโครงการนี้จะช่วยตอกย้ำถึงความเป็น “สลัม” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดและหมุนเร็วเพียงไหน จนเกือบทั่วทุกหนแห่งบนโลกใบนี้เต็มไปด้วยอาคารสูงระฟ้า “เมื่อมีพิพิธภัณฑ์นี้แล้ว ชาวสลัมจะได้มีพื้นที่สำหรับอวดผลงานของตัวเองในแนวทางที่สร้างสรรค์” รูบิโอย้ำ ”เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่น้อยเมื่อชาวสลัมเริ่มตระหนักว่าผลงานของพวกเขานั้นแสนจะยอดเยี่ยม มหัศจรรย์และมีค่ายิ่งเมื่อถูกนำไปโชว์ในพิพิธภัณฑ์”
 
                      ท้ายสุดพวกเขาก็หวังว่าพิพิธภัณฑ์นี้จะเป็นแบบอย่างให้พิพิธภัณฑ์สลัมทั่วโลกซึ่งนับวันยิ่งมีมากขึ้นจากการขยายตัวของประชากรโลก จนต้องมาตั้งรกรากในถิ่นสลัม อันจะมีบทบาทสำคัญระหว่างเมืองกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นในอนาคอันใกล้
 
                      สำหรับพิพิธภัณฑ์สลัมธารวี ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากช่างฝีมือที่เป็นวณิพกพเนจรหลายพันคนในธารวีจะเผยโฉมตัวเองเป็นครั้งแรกในดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยเป็นพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่เล็กๆ คล้ายคาราวานรถกว้าง 6 ฟุต ยาว 13 ฟุต สามารถพ่วงรถจักรยานหรือรถยนต์เวลาเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆทุกๆ 2 สัปดาห์เพื่อให้ชาวชุมชนมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรวมทั้งเคล็ดลับหรือเทคนิคกับชุมชนแออัดที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียง จากนั้นก็รวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเผยแพร่งานศิลปะของชาวสลัมแท้ๆ ให้โลกรู้จักมากขึ้น
 
                      สิ่งแรกที่ศิลปินกลุ่มนี้อยากจะรู้ก็คือผลงานของพวกเขาจะได้รับความสนใจและได้รับการสานต่อให้ใหญ่ขึ้นๆ จนกลายเป็นระดับโลกหรือไม่ ที่สำคัญเหนืออื่นใดทุกคนต่างวาดหวังว่าพิพิธภัณฑ์สลัมนี้จะช่วยลบภาพผิดๆ ของตะวันตกถึงชีวิตความเป็นอยู่แท้จริงของชาวสลัม และสามารถซึมซับวิถีชีวิตของชาวชุมชนแออัดแห่งนี้ว่าแท้จริงก็คือชุมชนของเหล่าศิลปินหลากหลายอาชีพ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นที่ชุมนุมของพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อน
 
 
พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก
 
 
                      อันที่จริง พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่แห่งนี้ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของหลายองค์กรที่ต้องการจะลบภาพลักษณ์ผิดๆ ของคำว่าสลัมหรือชุมชนแออัดที่ธารวี ที่ได้รับการตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านภาพยนตร์เรื่อง "สลัมด็อก” แต่จินตนาการที่บิดเบี้ยวนี้กลับทำให้ชุมชุนแออัดแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม บรรดาไกด์หรือมัคคุเทศก์ต่างมีรายได้พิเศษจากการพานักท่องเที่ยวตระเวนซื้องานศิลปะของชาวบ้านแท้ๆ ในสลัม ซึ่งกลายเป็นที่ตั้งของโรงงานขนาดเล็กกะทัดรัด ผลิตสินค้าทุกอย่างเท่าที่คนจะนึกภาพได้
 
                      เมื่อปี 2553 เจ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษได้ทรงยกย่องชาวสลัมธารวีว่าเป็นแบบอย่างของการดำรงชีวิตที่ยั่งยืน ทั้งยังทรงยกย่องวิถีชีวิตของชาวสลัมในการนำเศษขยะมารีไซเคิล ความโด่งดังของสลัมแห่งนี้ทำให้เมื่อปีที่แล้ว สลัมแห่งนี้ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังไม่สามารถลบภาพลักษณ์ผิดๆของสลัมที่สื่อและภาพยนตร์ที่ผลิตซ้ำอยู่เช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
 
                      รูบิโอยังวาดหวังด้วยว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะมีโอกาสแสดงวิธีการทำว่าว อันเป็นกีฬาหรือของเล่นยอดนิยมที่สุดของเด็กสลัมธารวีด้วย นอกจากนี้ก็ยังฝันหวานว่าชาวสลัมจะไม่หวงวิชา และพร้อมจะแลกเปลี่ยนเคล็ดลับหรือเทคนิคงานฝีมือต่างๆ เพื่อถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง
 
                      หลังจากเปิดพิพิธภัณฑ์สลัมได้หนึ่งเดือน ทีมงานก็จะบินกลับไปเนเธอร์แลนด์แล้วปล่อยให้ชาวสลัมดูแลสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้เอง
 
 
พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก
 
 
 
---------------------
 
 
สุดยอดพิพิธภัณฑ์แปลกพิสดารที่น่าสนใจ
 
 
                      1.พิพิธภัณฑ์ซูลัพห์ สุขานานาชาติ ในกรุงนิวเดลี แดนภารตอินเดีย ตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขอนามัย โดยได้รวบรวมกระโถนหรือโถสุขภัณฑ์ส่วนตัว โถส้วมและชักโครกแบบต่างๆ หลากหลายชนิด อันเป็นเฟอร์นิเจอร์สำคัญในห้องสรีสำราญจากกว่า 50 ประเทศ ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติประวัติศาสตร์เมื่อราว 4,500 ปีมาแล้วจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงโถชำระล้าง ที่เคยเป็นแฟชั่นยอดนิยมในช่วงสมัยกลาง และโถสุขภัณฑ์ที่ตกแต่งอย่างงดงามในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย นอกจากนี้ ก็ยังจำลองห้องสรีสำราญของบรรดาจักรพรรดิโรมันซึ่งทำจากเงินหรือทอง แถมยังมีคอลเลกชั่นบทกวีว่าด้วยสรีสำราญด้วย
 
                      ความสำเร็จของพิพิธภัณฑ์สุขา ในกรุงนิวเดลี ทำให้หลายประเทศนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้บ้าง อย่างพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมใหม่แห่งชาติ ในกรุงโตเกียว ได้จัดนิทรรศการ “การเดินทางของก้อนอุจจาระ” เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับระบบกำจัดของเสีย สุขภาพ และสิ่งปฏิกูล ส่วนที่มิวเซียมสยาม ได้จัดนิทรรศการชั่วคราวว่าด้วย “สืบจากส้วม” รวบรวมประวัติที่มาของส้วมแบบไทยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
 
                      2.พิพิธภัณฑ์เซ็กส์ ตั้งอยู่ใจกลางย่านแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก เพียงแค่ชื่อก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้คนทั่วโลกให้หลั่งไหลมาชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2545 แต่จะจำกัดอายุของผู้ชมซึ่งต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาในรูปแบบของการศึกษานอกห้องเรียนอย่างหมดเปลือกตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการ และความหมายเชิงวัฒนธรรมของเพศสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ของคนเพศเดียวกันทั้งเกย์ เลสเบี้ยน และรสนิยมทางเพศแบบแปลกๆ
 
                      3.พิพิธภัณฑ์คนอกหัก ในกรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ แต่โดนใจคนทั่วไปโดยเฉพาะคนอกหักได้ดีเยี่ยม ผู้เป็นต้นคิดพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือคนอกหักคู่หนึ่งซึ่งแม้จะพลาดหวังในรักแต่ก็ยังมีความทรงจำที่ดีๆ ต่อกัน จนอยากจะเก็บความทรงจำดีๆ และความสัมพันธ์ที่เคยมีมายาวนานไว้ด้วยกันตลอดไป จึงเป็นที่มาของพิพิธภัณฑ์สำหรับคนอกหักขึ้นมา และยังได้ตระเวนไปจัดแสดงนิทรรศการทั่วโลกอีกด้วย โดยใช้ชื่อว่า “กาลครั้งหนึ่ง คนเคยรักกัน” เพื่อเตือนใจคนอกหักทุกคนว่า “ความรัก” ไม่ว่าจะลงเอยในรูปแบบไหน ทุกเรื่องราวมีคุณค่าและแง่มุมที่น่าจดจำเสมอ ด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ไม่เหมือนใคร พิพิธภัณฑ์คนอกหักจึงได้รับรางวัล “เคนเน็ธ ฮัดสัน อวอร์ดส์” อันเป็นรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการพิพิธภัณฑ์โลกจากที่ประชุมพิพิธภัณฑ์ยุโรป ในฐานะพิพิธภัณฑ์ดีเด่นด้านนวัตกรรม
 
                      4.พิพิธภัณฑ์งานศิลปะสุดห่วยแตก ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ในแดนดินถิ่นอินทรีอเมริกา ตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 ภายใต้คำขวัญว่างานศิลปะทุกชิ้นล้วนมีคุณค่า จึงไม่ควรเพิกเฉยแม้ว่างานนั้นจะห่วยแตกจนโดนทิ้งลงถังขยะก็ตาม พิพิธภัณฑ์นี้ได้รวบรวมงานห่วยแตกถึงกว่า 500 ภาพ จนได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของขยะทางศิลปะที่ยากจะหาคำมาบรรยายได้จริงๆ
 
 
---------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : พิพิธภัณฑ์สลัมแห่งแรกในโลก : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)