ข่าว

แยกงาน‘สอบสวน’ออกจากสตช.-ผ่องถ่ายให้ยธ.

แยกงาน‘สอบสวน’ออกจากสตช.-ผ่องถ่ายให้ยธ.

08 ม.ค. 2559

แยกงาน‘สอบสวน’ออกจากสตช.-ผ่องถ่ายให้ยธ. : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

           น่าสนใจไม่น้อยกรณี "อนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอแนวทางในการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

           -ให้แยกงาน “สอบสวน” ออกจาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และไปตั้งเป็น “สำนักงานสอบสวนคดีอาญา” เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม

           -สำนักงานสอบสวนคดีอาญา ประกอบด้วย สำนักคดีอาญา สำนักนิติวิทยาศาสตร์ สำนักพิสูจน์หลักฐาน และสำนักทะเบียนประวัติอาชญากร

           -เสนอให้อัยการเข้ามาสอบสวนคดีอาญา กรณีเป็นคดีสำคัญหรือมีการร้องเรียนว่าการสอบสวนของพนักงานสอบสวน มิชอบ

           -โอนภารกิจที่ไม่ใช่งานหลักของ สตช.ไปให้หน่วยงานอื่น เช่น งานจราจรไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, งานป้องกันและปราบปรามเกี่ยวกับการทำผิดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรฯ, งานป้องกันและปราบปรามอาหารและยาไปให้กระทรวงสาธารณสุข

           “ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” ปลัดกระทรวงยุติธรรม มองว่า แนวคิดการจัดตั้ง “กรมสอบสวน” แยกต่างหากจาก “ตำรวจ” มีการพูดกันมานานกว่า 20 ปี นำไปสู่การก่อตั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือดีเอสไอ และออก พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อแยกคดีพิเศษและคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจออกมา แต่ไม่เข้าไปแตะ “การสอบสวนทั้งระบบ” เพื่อเลี่ยงข้อขัดแย้งกับตำรวจในปัจจุบัน

           “หากมีความคิดจะทำให้งานสอบสวนมีความชัดเจนและเป็นมืออาชีพ ก็สามารถเสนอให้ปฏิรูปงานสอบสวนได้และถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่จะต้องคิดต่อว่างานสอบสวนของหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะสัมพันธ์กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร คือ จะทำให้งานสอบสวนเชื่อมโยงกับตำรวจและอัยการอย่างไร เนื่องจากความเป็นระบบราชการ กฎหมายหลายส่วนทำให้ส่วนราชการต้องแยกขาดจากกัน”

           “เจษฎา อนุจารี” ผอ.สำนักฝึกอบรมวิชาว่าความ แห่งสภาทนายความ เห็นว่า การให้แยกงาน “สอบสวน” ออกจาก “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เป็นการแยกงาน “สอบสวน” ออกจากการ “จับกุม” เพราะปัจจุบันตำรวจมีทั้งอำนาจในการจับกุมและสอบสวน จึงทำให้เกิดกรณีตั้งข้อหาแล้วจับกุมตัวผู้ต้องหามาก่อน จากนั้นก็สอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่จับตัวมา

           ส่วน “สำนักนิติวิทยาศาสตร์” ควรแยกออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อจะได้ทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานได้อย่างเป็นกลาง ตรงไปตรงมา ไม่เข้าข้างฝ่ายผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา จึงไม่ควรเอาสำนักนิติวิทยาศาสตร์และสำนักพิสูจน์หลักฐาน มาอยู่สังกัดเดียวกันที่สำนักงานสอบสวนคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม เพราะจะทำให้ไม่มีการคานกันในด้านพยานหลักฐาน

           ส่วนการที่ให้ “อัยการ” เข้ามาสอบสวนคดีอาญานั้น “เจษฎา” มองว่า เป็นการไม่สมควร เนื่องจากอัยการมีอำนาจในการทบทวนความเห็นของพนักงานสอบสวนในคดี เช่น สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งไม่ฟ้องได้ แต่การที่ให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนคดีอาญา มีบทเรียนมาแล้ว อย่างเช่น ในคดีพิเศษของดีเอสไอ ที่ให้อัยการเข้าไปร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่ต้น ต่อมาเมื่อคดีถึงชั้นอัยการ พนักงานอัยการก็จะเอาตามที่ได้มีการร่วมสอบสวนมา ไม่มีการคานกัน

           ทั้งหมดเป็น “มุมมอง” ของคนในกระบวนการยุติธรรม ต่อข้อเสนอของ “อนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”