
ภัยแล้งและคลื่นความร้อนทำอาหารโลกหาย10%
09 ม.ค. 2559
เวิลด์วาไรตี้ : ภัยแล้งและคลื่นความร้อนทำอาหารโลกหาย10% : โต๊ะต่างประเทศ
ในช่วงกว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเผชิญภัยคลื่นความร้อนและภัยแล้งถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่เคยมีการประเมินภาพรวมทั่วโลกว่าภัยพิบัติทางอากาศรุนแรงหลายสิบปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อผลผลิตธัญพืชอย่างไร อาหารหลักของมนุษย์เราหายไปมากน้อยแค่ไหน ล่าสุด ผลศึกษาที่พิมพ์ในวารสารเนเจอร์โดยคณะนักวิจัยสามคนนำโดย คอรีย์ เลสค์ จากมหาวิทยาลัยแมคกิล ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา วิเคราะห์ข้อมูลจาก 177 ประเทศที่เผชิญคลื่นความร้อน ภัยแล้งและน้ำท่วมเกือบ 3,000 ครั้ง และดูว่าสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงกระทบต่อผลผลิตธัญพืช 16 ชนิดอย่างไร รวมถึงข้าวสาลีข้าวโพดและข้าว โดยใช้ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเป็นเกณฑ์
ผลวิจัยพบว่าในช่วง 43 ปีในผลการศึกษา (2497-2550) โลกสูญเสียธัญพืชเพราะคลื่นความร้อน 1,200 ล้านตัน จากภัยแล้ง 1,800 ล้านตัน ทั้งหมดนี้เท่ากับผลผลิตข้าวโพดและข้าวสาลีของปี 2556 แต่ผลกระทบจากคลื่นความร้อนสั้นกว่าภัยแล้ง ซึ่งบางครั้ง ส่งผลยืดเยื้อนานกว่าหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก
ผลศึกษาพบด้วยว่า การสูญเสียผลผลิตธัญพืชช่วงปี 2528-2550 หรือราวสองทศวรรษหลังของช่วงเวลาที่ทำการศึกษา สูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย 14% จุดนี้ทำให้เกิดคำถามว่าไคลเมทเชนจ์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีส่วนมากขึ้นหรือไม่ ก่อนหน้านี้ มีผลวิจัยที่พบว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิเฉลี่ย จะทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลง 6-7% ในบางภูมิภาค
แต่ที่น่าประหลาดใจในผลวิจัยชิ้นนี้คือ คลื่นร้อนและภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตธัญพืชในประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดาและยุโรป หดหาย 20% มากกว่าราวสองเท่าเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการเกษตรเชิงเดี่ยวระดับอุตสาหกรรม หรือการปลูกพืชผลชนิดเดียวในที่ดินกว้างใหญ่ ขณะที่ในประเทศกำลังพัฒนา ระบบการเพาะปลูกเป็นแบบผสมและบนที่ดินไม่ใหญ่มาก หากภัยแล้งมา พืชบางชนิดอาจเสียหายแต่บางชนิดอาจรอดได้
นับเป็นอีกผลศึกษาที่ตอกย้ำความเร่งด่วนที่ระบบการผลิตธัญพืชของโลกจะต้องปรับตัวรับความแปรปรวนสุดขั้วเพราะไคลเมทเชนจ์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่าอากาศจะอุ่นและแปรปรวนมากขึ้นในครึ่งศตวรรษหน้า ขณะมีผลวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าโลกจะต้องผลิตอาหารได้มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่จะเพิ่มสองเท่าภายในปี 2593 เพื่อเลี้ยงปากท้องประชากรที่จะพุ่งทะยานเป็น 9 พันล้านคน



