
บิ๊กจิ๋วปูดเลือกตรงนายกฯยุ่งแน่แย้มมีคนคิดแบ่งมณฑล
บิ๊กจิ๋ว ปูดเลือกตรงนายกฯ ยุ่งแน่ แถมแย้มมีคนคิดแบ่งมณฑล สอนมวยนายกฯ ความสัมพันธ์ไทยจีน และ ปัญหาพม่าต้องตีสองหน้า เหน็บ ประเทศไม่เรียบร้อยเพราะ คนปฏิวัติไม่กล้า ทำเพียงครึ่งเดียว "บิ๊กบัง" ลุกโต้ กฎหมายให้อำนาจแค่ 14 วัน
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวบรรยายกับนักศึกษา หลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ว่า เราหวังว่าระบอบประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งความก้าวหน้า แต่ผ่านมา 77 ปี แล้วกลับยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่เคยเป็นประชาธิปไตยเลย แต่เป็นเผด็จการแบบอ้อมๆ หรือ เผด็จการรัฐสภาที่มีการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งด้วยอำนาจเงิน จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ต่างชี้หน้ากันว่าไม่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่ผ่านมา ก็ทำการรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาและฉีกรัฐธรรมนูญกันอยู่อย่างนี้ ทำให้เรามีรัฐธรรมนูญมากที่สุดในโลก แต่จนวันนี้กก็ยังต้องการรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก ซึ่งบางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ บางประเทศมีเพียงไม่กี่มาตราเท่านั้นก็อยู่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้สร้างประชาธิปไตย แต่ต้องมีประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยบันทึกไว้ในรัฐธรรมนูญ
พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ในวันนี้มีข้อเสนอแปลกๆขึ้นมา เพราะเห็นว่าการเมืองมีปัญหา จึงจะเสนอแยกอำนาจ โดยแยกการเลือกตั้ง ส.ส. ออกมา และ และให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งตนขอเตือนให้ระวังเรื่องนี้ เพราะขนาดวันนี้นายกฯเลือกมาจาก ส.ส. ก็ยังมีการอ้างว่ามาจากประชาชน 10 ล้านบ้าง 20 ล้านบ้าง หากเลือกตั้งโดยตรงคงยุ่งตายแน่ นอกจากนี้บางคนยังเสนอให้เป็นระบบคล้ายสหพันธรัฐมลายูด้วยซ้ำไป โดยจะให้อยู่ภายใต้กษัตริย์พระองค์เดียว แต่แยกการปกครองเป็นมณฑล ซึ่งหากเป็นอย่างนี้จะยุ่งและมีปัญหาอย่างแน่นอน
พล.อ.ชวลิต กล่าวถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ว่า คนใต้ 99 % เป็นคนจงรักภักดี ตนอยู่มา 30 ปี รู้จักเขาดีตั้งแต่โครงการฮารับปันบารู เราให้ทหารเข้าทำงานในพื้นที่ สร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้าน พอจะออกมาชาวบ้านกับทหารก็กอดกันร้องไห้ แต่มาวันนี้ตนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ตามที่ตนได้คุยมาเขาขอเพียงสามอย่าง 1 .เขาขออยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร 2 .เขาต้องการสังคมภูมิบุตร ทุกคนอยู่ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ มุสลิม หรือ จีน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และ 3 ขอดูแลตัวเอง ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายไทย วันนี้คนที่คิดไม่ดีกับประเทศยังมีอยู่แต่น้อยและควบคุมได้ เราควรที่จะทำตามรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเขา เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ซึ่งการพัฒนาไม่ใช่เพียงการเอาเงินลงไปเท่านั้น เรื่องนี้เสียดายที่น่าจะจบตั้งแต่วันที่ 5 ธ.ค. 51 ที่ผ่านมาแต่บังเอิญที่ทุกอย่างมันยืดออกไป
พล.อ.ชวลิต กล่าวถึงกรณีความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ไม่ค่อยราบรื่นและคนกัมพูชามองไทยในแง่ที่ไม่ดีว่า ก็เป็นเรื่องในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพระยาละแวกหรือเรื่องอื่นๆ แต่ความจริงก็คือกัมพูชายังมีความจำเป็นต้องพึ่งไทยอยู่มาก เหล้าก็กินเหล้าไทย บุหรี่ก็บุหรี่ไทย ทีวีก็ทีวีไทย หนังก็หนังไทย เขาต้องอาศัยไทยสร้างชาติ และทุกวันนี้เขาก็ลำบาก เพราะการท่องเที่ยวก็ต้องผ่านประเทศไทย แต่เรื่องชาตินิยมเป็นเรื่องที่ใช้กันทั้งสองประเทศในระหว่างที่มีการหาเสียง ดังนั้นเล็กๆน้อยๆเราต้องอดทน ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เปลี่ยนกันได้ อย่าเถียงกันเรื่องที่แค่ 5 เมตร 10 เมตร
ส่วนเรื่องนโยบายการต่างประเทศอื่นนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไปแกนการพัฒนาจะมาอยู่ที่เอเชีย ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมไทยไม่ใกล้ชิดประเทศอื่นเหมือนเมื่อก่อน กับประเทศจีนนั้นตนคุยกับจีนมา 5-6 ปี หรืออย่างล่าสุด ที่นายกฯจะไปเยือนจีนตนก็ไปก่อน โดยไปหารือว่าการประชุมผู้นำ ในประเทศไทยในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ขอให้นาย เหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีประเทศจีน มาด้วยตนเองซึ่งเขาก็รับปาก แต่ปรากฏว่าอีกสองวัน นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งไปประเทศจีน แทนที่จะไปปักกิ่งกลับไปที่ฮ่องกงแทน ทำให้เขาไม่สบายใจพอสมควร ซึ่งต้องยอมรับว่านายกฯเรายังไม่ค่อยรู้เรื่องก็ต้องช่วยๆกันไป หรืออย่างนโยบายกับพม่าก็ขอให้ระวังเอาไว้ เพราะแม้สังคมภายนอกต้องการให้ไทยกดดันพม่า แต่หากเราทำหนังสือไป ก็จะถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกิจการภายในประเทศของเขา ดังนั้นนโยบายการต่างประเทศบางครั้งก็ต้องตีสองหน้า
พล.อ.ชวลิต กล่าวถึงการแก้ปัญหาในประเทศว่า ทุกวันนี้ที่ทุกวันไม่เรียบร้อยเพราะ เวลาปฏิวัติเขาห้ามปฏิวัติครึ่งเดียว หากจะปฏิวัติต้องทำให้เสร็จ แต่คนที่ทำปฏิวัติ โดยมากไม่กล้าทำให้เสร็จ เพราะอาย แต่พอจะขึ้นเองก็ทำไม่ได้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ พล.อ.ชวลิต กล่าวถึงเรื่องนี้ พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ที่เป็นนักศึกษาในหลักสูตรนี้ได้ชี้แจงว่า ขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2549 เพราะตามกฎหมายดังกล่าว ตนมีภาระหน้าที่เพียง 14 วัน ที่ต้องทำให้เรียบร้อย เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้แค่นั้น ตนทำหน้าที่เสร็จแล้ว
นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ ยังกล่าวว่า ตนขอติงเรื่อง นโยบายการต่างประเทศโดยเฉพาะเรื่องกัมพูชา ว่าที่ผ่านมาหากจะทำอะไรกับกัมพูชา เรามักจะใช้ พล.อ. เตีย บันห์ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้านเมือง หรือ กระทั่งเรื่องธุรกิจส่วนตัว จนเป็นข้อสังเกตว่า เราใช้ พล.อ. เตีย บันห์เกินกว่าเหตุ และทำลายเขาหรือไม่ เราน่าจะถนอมเขาไว้บ้าง
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมได้มีผู้ถาม พล.อ.ชวลิต ว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า “ ขออนุญาตไม่เป็น ผมไม่หวังเป็นอะไรอีกแล้ว แต่ยังหยุดทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไม่ได้ ”



