
ทบทวนความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน(1)
ทบทวนความสัมพันธ์ซาอุฯ-อิหร่าน(1) : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
หากย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ-อิหร่านในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก็จะพบว่าทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันมาตั้งแต่ปี 1928 หรือตั้งแต่ช่วงที่มีการสถาปนารัฐซาอุดีอาระเบียขึ้นมาใหม่ภายใต้การนำของตระกูลสะอูด (Al-Saud Family) ความใกล้ชิดระหว่างระบอบราชาธิปไตยของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ปรากฏเด่นชัดมากนักในช่วงแรก จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติโค่นล้มกษัตริย์แห่งอิรักในปี 1964 อันเป็นผลมาจากกระแสชาตินิยมอาหรับที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคนั้น
ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทำให้ซาอุฯ-อิหร่านต้องร่วมมือกันหยุดยั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในตะวันออกกลาง อีกทั้งซาอุฯ-อิหร่านยังมีผลประโยชน์ร่วมกันในกิจการน้ำมันที่เป็นรายได้หลักสำคัญของประเทศ ดังที่ HennerFurtig ได้อธิบายเอาไว้ว่า
“ความสนใจร่วมในการต่อสู้กับพวกสังคมนิยมและชาตินิยมสุดโต่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาในอ่าวเปอร์เซีย การสร้างหลักประกันให้เกิดการไหลของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการเพิ่มความมั่งคั่งร่ำรวยผ่านการส่งออกน้ำมัน ทำให้ซาอุฯ-อิหร่านต้องผนึกกำลังร่วมกันจนกระทั่งถึงปลายทศวรรษที่ 1970” (HENNER FURTIG, “CONFLICT AND COOPERATION IN THE PERSIAN GULF: THE INTERREGIONAL ORDER AND US POLICY,” MIDDLE EAST JOURNAL 61, NO. 4 (FALL 2007)
สัมพันธภาพที่ตั้งอยู่บนความเหมือนของระบอบการปกครองและผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตจาก David Long ว่า “ก่อนการปฏิวัติ (อิหร่าน) เหตุปัจจัยหลักอันทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในอ่าวเปอร์เซียไม่ได้มีต้นเหตุมาจากประเด็นความขัดแย้งซุนนีย์-ชีอะห์ หรือความแตกต่างทางชาติพันธุ์ระหว่างอาหรับกับเปอร์เซีย แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายชาตินิยมอาหรับ”
ข้อสังเกตดังกล่าวมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะเป็นการชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ-อิหร่านที่เกิดขึ้นปัจจุบันไม่ได้มีสาเหตุหลักจากพื้นฐานความแตกต่างทางนิกายศาสนาอย่างที่หลายคนอ้าง แม้แต่ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ภาษาและวัฒนธรรมก็ถูกก้าวข้ามหากทั้ง 2 ประเทศต้องเผชิญปัญหาแรงกดดันร่วม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดทั้ง 2 ประเทศให้มาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม นับจากการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุฯ-อิหร่านก็เปลี่ยนไปทันที ซาอุดีอาระเบียมองการปฏิวัติอิหร่านว่าเป็นพลังที่สามารถสร้างความไร้เสถียรภาพขึ้นในภูมิภาค ส่วนหนึ่งเนื่องจากซาอุดีอาระเบียเห็นว่าอิหร่านพยายามตอกย้ำความพยายามที่จะส่งออกการปฏิวัติไปยังรัฐอื่นๆ รอบอ่าวเปอร์เซีย
ในทางกลับกัน อิหร่านก็มองซาอุดีอาระเบียว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้พิทักษ์ศาสนสถานสำคัญของโลกมุสลิมทั้ง 2 แห่ง (มัสยิดิลฮารอมในมักกะฮ์และมัสยิดนะบะวีย์ในมะดีนะฮ์) อีกทั้งอุดมการณ์ของอยาตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติอิหร่านขณะนั้น ยังต่อต้านระบอบราชาธิปไตยอย่างแข็งขัน พร้อมทั้งเสนอแนะให้อำนาจสูงสุดทางการเมืองอยู่ภายใต้ผู้นำศาสนา ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนตรงข้ามกับโครงสร้างทางการเมืองและนโยบายภายในของซาอุดีอาระเบีย
ความขัดแย้งระหว่างซาอุฯ-อิหร่านทวีความรุนแรงมากขึ้นอันเกิดจากสงครามอิรัก-อิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1980 เพราะซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนอิรักในการทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมทั้งให้อิรักกู้ยืมเงินกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพอิรัก



