
วิลาศร้องป.ป.ช.สอบรองผู้ว่าฯกทม.ทุจริต3โปรเจกท์
06 ม.ค. 2559
วิลาศร้องป.ป.ช.สอบรองผู้ว่าฯกทม.ส่อทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง3โปรเจกท์เชื่อโครงการไฟประดับลานคนเมืองล็อกสเปกเอื้อประโยชน์บางบริษัทไม่หวั่นชายหมูตั้งลำฟ้องกลับ
วันที่ 6 มกราคม 2559 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่าน พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง 3 โครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ 1.กรณีการจัดซื้อจัดจ้างกล้อง CCTV จำนวน 47,000 ตัว แต่กลับพบว่ามีการจัดซื้อจริงเพียง 12,000 ตัวเท่านั้น ซึ่งตนเคยทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม. เพื่อขอเอกสารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อตรวจสอบ แต่กลับพบพฤติกรรมปกปิดหรือบ่ายเบี่ยงในการมอบ ทั้งที่ กทม.ได้แถลงว่าทุกโครงการโปร่งใสตรวจสอบได้ 2.กรณี กทม.ต่อสัญญาจ้างให้ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เพื่อให้เดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ออกไปอีก 30 ปี ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 17 ปี ซึ่งนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. เคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการบริษัทดังกล่าว จึงส่อว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน และส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่
3.โครงการติดตั้งไฟประดับบริเวณลานคนเมืองกรุงเทพมหานคร วงเงิน 39.5 ล้านบาท โดยบริษัทที่เคยรับงานจัดทัวร์ศึกษาดูงาน ส.ข. ของ กทม.ไปดูงานยุโรปหลายครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2554 บริษัทดังกล่าว เคยถูกตนตรวจสอบเมื่อครั้งร่วมในคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พบว่ามีพฤติกรรมร่วมรู้เห็นในการทุจริตซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยการเบิกเกินราคาและทำผิดระเบียบกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการเดินทางด้วยสายการบินไทย
ทั้งนี้จึงตั้งข้อสังเกตว่าโครงการไฟประดับของ กทม.อาจมีการฮั้วกับบริษัทที่ได้รับงาน เพราะเป็นการยื่นซองประมูลในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าไม่มีกระบวนการรู้กันภายในจะไม่สามารถยื่นซองประกวดราคาได้ อีกทั้งไม่มีการเปิดเผยขั้นตอนการประมูลด้วย ตนเลยเชื่อว่า การกำหนดวันประมูลอย่างกระชั้นชิดและใช้หลอดไฟจำนวนมาก บริษัทที่ไม่มีเส้นสายภายในจะไม่กล้ายื่นซองประกวดราคา เพราะติดเงื่อนไขจำนวนของหลอดไฟและระยะเวลาในการติดตั้ง
ส่วนบริษัทคู่แข่งที่แพ้การประมูล มีการจดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ในการประดับไฟ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ก่อนวันยื่นซองประมูลในวันที่ 7 ธันวาคม 2558 จึงเชื่อว่ามีการล็อกสเปก เอื้อประโยชน์แก่บางบริษัทเท่านั้น ทั้งเชื่อได้ว่า หากซื้อหลอดไฟทั้ง 3 ประเภทตามที่มีการติดตั้ง ยิ่งซื้อเยอะราคาต้องยิ่งถูก ไม่ควรเกิน 6 ล้านบาท
ทั้ง 3 กรณีล้วนเกี่ยวข้องกับนายอมร โดยไม่มีเรื่องร้องเรียนหรือสาวไปถึงตัวผู้ว่าฯกทม. เนื่องจากผู้ว่าฯกทม. มีการแบ่งขาดให้รองผู้ว่าฯ แต่ละคน จึงไม่มีลายเซ็นผู้ว่าฯกทม.ปรากฎในเอกสารต่างๆ
นอกจากนั้น นายวิลาศ ยังได้กล่าวถึงกรณีผู้ว่าฯกทม. เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายฟ้องกลับว่า ตนมั่นใจว่าทุกอย่างที่ขอให้มีการตรวจสอบการดำเนินงานของ กทม.เป็นข้อเท็จจริง มีหลักฐานชัดเจนว่าส่อทุจริต ประพฤติมิชอบ และขอให้ กทม.นำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน นายวิลาศ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือในเรื่องดังกล่าวต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยนายวิลาศ เปิดเผยว่า เหตุที่ยื่น สตง.ตรวจสอบเพราะมีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ รู้ว่าโครงการไหนมีการฮั้วหรือไม่ในจุดไหน เรื่องนี้ สตง.เขาแม่น รับรองกรณี กทม.ติดตั้งไฟประดับ สตง.จะตรวจสอบพบความผิดปกติ โดยเฉพาะหากได้เรียกเอกสารจัดซื้อจัดจ้างมาตรวจสอบ



