พื้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาถล่มเจ็บอื้อ
พื้นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา ถล่มทับบ้าน 3 หลัง คนงานเจ็บ 12 คน ประกาศเป็นพื้นที่อันตราย ห้ามเข้า ยุติการก่อสร้างชั่วคราว
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 มกราคม ร.ต.อ.วุฒิภัทร ช่วยคิด พนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเกิดเหตุสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ 1 ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เกิดการทรุดตัว ทับบ้านเรือนประชาชน มีคนงานก่อสร้างและชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหลายคน หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย นายประยูร รัตนเสนีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา แพทย์เวรทีมกู้ชีพโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา สมาคมอยุธยารวมใจ ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บกระจัดกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ จำนวน 12 คน เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เป็นชาวไทย 3 คน กัมพูชา 5 คน พม่า 4 คน โดยพบว่ามีอาการสาหัส 1 คน
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเบื้องต้นพบว่า อยู่ระหว่างการยกชิ้นส่วนสะพานขนาดความกว้าง 2.50 เมตร ยาว 9 เมตร จำนวน 9 ชิ้น วางบนรางเหล็กเพื่อเคลื่อนไปเชื่อมกับเสาสะพาน ช่วงเสาสะพานพบร่องรอยการหักที่บริเวณตัวเสาสะพาน แล้วโครงเหล็กล้มไปทับบ้านเรือนเสียหาย รถกระบะ 1 คัน เสียหายด้วย นอกจากนี้ยังพบเครนขนาดใหญ่ที่ใช้ยกตัวชิ้นส่วนสะพานล้มอยู่ด้วย
ต่อมา นายประยูร รัตนเสนีย์ ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา เดินทางมายังที่เกิดเหตุ พร้อมกล่าวว่า ในเบื้องต้นพบผู้บาดเจ็บแล้ว 12 คน เป็นคนงานก่อสร้างสะพาน 10 คน และเป็นชาวบ้านที่พักอาศัยอยู่ในบ้าน 2 คน ในเบื้องต้นทราบว่าการก่อสร้างสะพานมีการแยกส่วนหลายบริษัทในการก่อสร้าง จุดที่เกิดการทรุดตัวอยู่ระหว่างการดำเนินการวางชิ้นส่วนของพื้นสะพานขึ้นวางบนรางเหล็กแล้วเคลื่อนไปเชื่อมกับตัวเสาสะพาน ขณะที่เคลื่อนไปถึงคอสะพานคานเหล็กรองรับน้ำหนักไม่ไหวได้ทรุดตัวลง ทำให้รางเหล็กล้มไปทับบ้านเรือนประชาชน และดึงตัวเครนล้มลงมาด้วย
นายประยูร กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุได้ปิดกั้นสถานที่เกิดเหตุ เพราะยังไม่มั่นใจในความแข็งแรงของสะพาน ในส่วนอื่นว่าจะเกิดการทรุดตัวมาหรือไม่ สะพานนี้เป็นความรับผิดชอบกรมทางหลวงชนบท เป็นสะพานขนาดใหญ่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่าง ต.เกาะเรียน กับ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา เป็นเส้นทางเลี่ยงการจราจรที่แออัดในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา
“หลังจากนี้จะประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่อันตราย ห้ามผู้ใดเข้ามาในเขตพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เนื่องจากโครงสร้างของสะพานบางส่วนยังมีการแตกร้าวอาจจะล้มลงมาภายหลังได้ รวมถึงให้หยุดพักการดำเนินการก่อสร้างสะพานไปก่อนจนกว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบสาเหตุให้แน่ชัดอีกครั้ง” ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา กล่าว
ด้าน นายจีระพงษ์ ปิณฑบุตร ผู้อำนวยการทางหลวงชนบทพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า สะพานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างถนนเลี่ยงเมืองสาย ก ตอนที่ 2 เป็นการก่อสร้างสะพานเชื่อมต่อกับถนน ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จไปก่อนหน้านั้นแล้ว ในส่วนของตอนที่ 2 คือ การก่อสร้างสะพาน ได้ดำเนินการเสร็จไปแล้วร้อยละ 65 ก่อนจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น
ทั้งนี้ สาเหตุเบื้องต้นคาดว่า เกิดจากในช่วงขณะที่กำลังยกแท่นปูนมาติดตั้ง และเชื่อมต่อกันให้เป็นสะพาน ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ติดตั้งไปแล้ว 4 ตัว โดยคาดว่าตัวฐานรองของเครนที่พาดระหว่างตอม่อสะพาน 2 ตอม่อ เกิดการขยับระหว่างการยกแท่นปูนขึ้นวาง จนทำให้เครนเกิดพังลงมา อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะต้องเรียกวิศวกร ผู้ควบคุมงาน และคนงานที่ปฏิบัติงานมาซักถามอย่างละเอียด รวมถึงวางมาตรการความปลอดภัยในการดำเนินก่อสร้างให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ นายบุญเลิศ ก่อเจริญ อายุ 48 ปี ผู้ควบคุมการก่อสร้างช่วงวางพื้นสะพาน กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุอยู่ระกว่างการเคลื่อนชิ้นส่วนพื้นสะพานไปประกอบที่เสาสะพาน ตัวโครงเหล็กรองรับน้ำหนักไม่ไหว ได้ทรุดตัวลง ทำให้ชิ้นส่วนสะพานถล่มลงมา ดึงเอาเครนล้มลงมาด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น ผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่ขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาแล้ว เพื่อเข้าพบปะพูดคุย รับทราบอาการ รวมถึงสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้บาดเจ็บ
นายประยูรกล่าวว่า จะให้ผู้รับเหมาดูแลรับผิดชอบผู้ป่วยทุกราย ซึ่งผู้รับเหมาก็รับปากจะดูแลเป็นอย่างดี
ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บาดเจ็บทั้ง 12 คน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 7 คน ยังเหลืออีก 5 คนที่ยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ 1.แรงงานพม่า อายุ 20 ปี ไม่ทราบชื่อ ขาซ้ายขาด 2.แรงงานชาวพม่า อายุ 20 ปีไม่ทราบชื่อบาดเจ็บที่หน้าอก 3.แรงงานชาวกัมพูชา อายุ 20 ปี ไม่ทราบชื่อ ได้รับบาดเจ็บต้นคอ 4.นายสุนันท์ มุขพรหม อายุ 48 ปี กระดูกเชิงกรานหัก บาดเจ็บช่องท้อง 5.แรงงานพม่า อายุ 30 ปี กระดูกหัก
ด้านการดำเนินคดีนั้น พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ยังไม่มีการสอบสวนผู้รับเหมาหรือวิศวกร และจะรอวิศวกรรมสถานมาร่วมตรวจสอบเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของสะพานด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีหน่วยงานส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเรื่องของโครงสร้างและงบประมาณ ก็จะต้องเข้ามาร่วมกันตรวจสอบต่อไป



