ข่าว

‘สมคิด’ถกด่วนขุนคลัง-สรรพากรโต้รัฐ

‘สมคิด’ถกด่วนขุนคลัง-สรรพากรโต้รัฐ

05 ม.ค. 2559

‘สมคิด’ถกด่วนขุนคลัง สรรพากรโต้รัฐดอดออกพ.ร.ก.นิรโทษภาษี

            เดินเครื่องเต็มที่สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลขนมาใช้เป็นชุดๆ ล่าสุด “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามงานและมอบนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง ก่อนจะออกมาเปิดเผยว่า ได้หารือถึงสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไป และการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2559 ร่วมกับ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และข้าราชการกระทรวงระดับสูง โดยได้ให้แนวคิดให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังทำงานได้ดี ทั้งการดูแลเศรษฐกิจประเทศและการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี จะเห็นได้จากภาพรวมความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวขึ้นพอสมควร

            พร้อมกันนี้ได้ให้แนวคิดที่ให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างงบประมาณสมดุล ที่มองว่าอยากให้เกิดขึ้นภายใน 7 ปี รวมถึงให้กระทรวงการคลังดูแลในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ และสิ่งสำคัญคือการทำให้มีความมั่นคงทางด้านการคลัง

            ทั้งนี้ แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสั่งการไปให้พิจารณา 4 ด้าน คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหายากจน 2.ให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตต่อไปได้ 3.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.ทำให้เกิดความยั่งยืนด้านการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะต้องไปทำตัวเลขมาว่าการปรับโครงสร้างภาษีจะส่งผลต่อรายได้ประเทศอย่างไร ภายใต้กรอบการทำงบประมาณสมดุลภายใน 7 ปี

            “การปรับโครงสร้างภาษีในปี 2559 ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้มีขึ้นมีลง แต่การปรับทำให้ภาพรวมดีขึ้น ซึ่งจะมองแต่ระยะสั้นๆ ไม่ได้ ต้องมองระยะยาว" สมคิด กล่าว

            ขณะที่ “ประสงค์ พูนธเนศ” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรเตรียมจะเสนอการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในไตรมาสแรกปี 2559 ซึ่งทำให้มีผลบังคับใช้สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2560 ที่จะมีการยื่นแบบและเสียภาษีในปี 2561

            “รายละเอียดการปรับเปลี่ยนยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ยืนยันว่าภาษีใหม่จะทำให้ทุกคนมีความสุข เพราะได้รับประโยชน์กันทุกคน ปรับอัตราทั้งหมด ไม่มีใครเสียมีแต่ได้ จะขยับเพิ่มสำหรับผู้ที่มีรายได้ 2 หมื่นบาทต่อเดือนอีก กำลังพิจารณาอยู่ แต่คงไม่เกิน 3 หมื่นบาท เพราะสูงเกินไป" ประสงค์ กล่าว

            ขณะที่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 ได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการลดอัตราภาษีและยกเว้นภาษี ด้วยการกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ในรอบบัญชีก่อนสิ้นปี 2558 มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท จะได้รับยกเว้นการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยจะเปิดให้จดแจ้งกับกรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม -15 มีนาคม 2559 เพื่อได้รับสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่เป็นนิรโทษกรรม เนื่องจากผู้อยู่ระหว่างดำเนินคดีหลีกเลี่ยงภาษี ผู้ออกใบกำกับภาษีปลอม การพิจารณาคดีในชั้นศาล ผู้อยู่ระหว่างการออกหมายเรียก ยังต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และหากผู้ประกอบการรายใดไม่จดแจ้งมายังกรมสรรพากรจะไม่ได้รับสิทธิ์การยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรยังต้องตรวจสอบภาษี เฉพาะการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีในแต่ละปี เพื่อพิจารณาการขอคืนภาษีให้แก่เอกชนและบุคคลธรรมดาในแต่ละปี

            สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ในรอบบัญชีปี 2558 หากมาจดแจ้งกับกรมสรรพากรจะได้รับการยกเว้นภาษีในปี 2559 จากนั้นในปี 2560 หากจัดทำบัญชีเล่มเดียว จัดเก็บภาษีเพียงร้อยละ 10 คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีจดแจ้งเข้าในระบบกว่าแสนราย จากปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 3.4 แสนราย และผู้ประกอบการรายได้มากกว่า 30-500 ล้านบาทประมาณ 8 หมื่นราย มีสัดส่วนร้อยละ 98 ของผู้ประกอบการทั้งระบบ ยอมรับว่าแม้มาตรการดังกล่าวทำให้รายได้รัฐบาลสูญเสียไปนับหมื่นล้านบาท แต่จะมีภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมกลับเข้ามาภายหลัง รวมทั้งยังเตรียมร่วมกับ ธปท. ออกประกาศให้สถาบันการเงินพิจารณาการปล่อยสินเชื่อจากงบการเงินที่ยื่นแบบเสียภาษีเล่มเดียวกัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

            ทั้งนี้ ผลของการดำเนินการตามมาตรการบัญชีเล่มเดียว และการยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเอสเอ็มอีคาดว่าจะทำให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ได้จัดทำบัญชีและงบการเงินสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และวางแผนการดำเนินธุรกิจสร้างความน่าเชื่อถือในการประกอบกิจการ เป็นการสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืน สะท้อนสภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ การทำธุรกรรมทางการเงินโดยรวม การยกเว้นและลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำบัญชีเล่มเดียวจะช่วยส่งเสริมศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยใช้เป็นเครื่องมือเพื่อวิเคราะห์และวางแผนการดำเนินธุรกิจ และสร้างความน่าเชื่อถือในการขยายกิจการ

            ประสงค์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 98 ของนิติบุคคลที่อยู่ในระบบภาษี ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่เป็นกิจการเอสเอ็มอีมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท อยู่ร้อยละ 81 หรือ ประมาณ 3.4 แสนราย ส่วนนิติบุคคลที่รายได้เกิน 500 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 8 หมื่นราย โดยกรมสรรพากรคาดว่าจะมีีนิติบุคคลมาเข้าร่วมโครงการไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังประมาณ 30% หรือกว่า 1 แสนราย

            นอกจากนี้ นิติบุคคลที่เป็นเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการยังได้สิทธิพิเศษ กำไรในปี 2559 ไม่ต้องเสียภาษี และกำไรในปี 2560 จะเสียภาษีเพียงร้อยละ 10 ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่เข้าร่วมโครงการจะไม่ได้สิทธิพิเศษดังกล่าว ทั้งนี้ การไม่ตรวจสอบภาษีย้อนหลังและการลดภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการ จะทำให้กรมสรรพากรเสียรายได้ 1 หมื่นล้านบาท แต่กรมสรรพากรจะเก็บภาษีทางจริงและทางอ้อมได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเสียภาษีทางตรงมีโอกาสที่จะปรับลดลงไปได้อีก

            อย่างไรก็ตาม นิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ หากมีการกระทำผิดเลี่ยงภาษีในภายหลังอีก ทางกรมสรรพกรจะยกเลิกสิทธิที่ได้ตาม พ.ร.ก. ทั้งหมด และทำการตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังได้ตามปกติ ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่เข้าร่วมโครงการ คาดว่าส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ดำเนินการถูกต้องอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ไม่พร้อม ซึ่งหากบุคคลมีการทำธุรกรรมและไม่สามารถขอใบกำกับภาษีได้ ก็สามารถแจ้งให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบได้

            “พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การนิรโทษทางภาษี แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกเว้นการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญาตามประมวลรัษฎากร สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มาจดแจ้งต่อกรมสรรพากรในการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการเพียงเล่มเดียว” นายประสงค์ กล่าว