
ผ่าน-ไม่ผ่านประชามติ ขึ้นอยู่กับอะไร?
ผ่าน-ไม่ผ่านประชามติ ขึ้นอยู่กับอะไร? : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญโดย สำนักข่าวเนชั่น
“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอก เชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่หากไม่ผ่านต้องมีผู้รับผิดชอบ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบคือ คนที่สร้างความบิดเบือนทำให้ประชาชนไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกิดความเข้าใจผิดต่อร่างรัฐธรรมนูญ
ความจริงร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติไม่น่าจะขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่น่าจะขึ้นอยู่กับหลายฝ่าย หลายปัจจัย อย่างน้อย 3 เรื่องนี้
หนึ่ง เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะโหวตอย่างไร จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ต่อให้ฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ แต่หากมี “เนื้อหา” บางประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ว่าจะเป็นกลไกที่บิดเบี้ยว กติกาที่พิสดาร หรือกลเกมเพื่อสืบทอดอำนาจ
เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย” ที่ปรากฏออกมา ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือเรื่องระบบเลือกตั้งที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ที่น่าจะเป็น “สูตรเฉพาะ” ของประเทศไทย
เหตุผลที่ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวของ กรธ.คือ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง และสะดวกในการบริหารจัดการ
เรื่องสะดวกในการบริหารจัดการอาจจะเห็นได้ชัดเจน โดยเบื้องต้น กรธ.บอกจะทำให้ลดประมาณได้ 676 ล้านบาทด้วย แต่เรื่องที่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งยังไม่ชัดเจน ที่ชัดเจนมีเพียงแค่ว่าสูตรบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะทำให้พรรคเล็กพรรคกลางเข้มแข็งขึ้น (มีโอกาสได้ ส.ส.มากขึ้น) ขณะที่พรรคใหญ่จะเข้มแข็งน้อยลง (โดนแย่งจำนวน ส.ส.ที่จะได้รับไปให้พรรคเล็กพรรคกลาง)
จึงทำให้มีเสียงครหาจากพรรคใหญ่ว่า สูตรเลือกตั้งนี้ไม่เป็นธรรม แต่สูตรนี้น่าจะเป็นสูตรที่ “มีชัย” คิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ คสช. เรื่อง “ประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทย”
“มีชัย” พูดให้เข้าใจได้ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญของเขาจะไม่มี “คปป.” (คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ) เพราะ เคยถูกคัดค้านมาแล้ว แต่บอกว่ายังมีความจำเป็นต้องมีกลไกเพื่อแก้ปัญหากรณีบ้านเมืองเข้าสู่ทางตัน ซึ่งกลไกเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล จึงยังต้องรอดูว่าจะแค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้นหรือไม่
สอง กติกา ซึ่งก็คือ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” นั่นเอง
ตอนนี้เงื่อนไขว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ อยู่ในมาตรา 37, มาตรา 37/1 และมาตรา 39 ซึ่งยังมีความไม่ชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ เรื่องมติที่ใช้ในการผ่านประชามติ เพราะหากดูตามตัวบทที่บัญญัติไว้ คือ “ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมาก” ซึ่งถ้าเป็นตามนี้ก็ยากที่จะผ่าน แม้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ จะพยายามอธิบายว่า หมายถึง “เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง” แต่ในเมื่อบทบัญญัติไม่ได้เขียนไว้อย่างนั้น จะไปแปลความให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร
อีกประเด็น คือ ในรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะต้องทำอย่างไร
สาม สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ตรงนี้อาจจะหมายรวมถึงสิ่งที่ “มีชัย” เรียกว่า “คนที่สร้างความบิดเบือนทำให้ประชาชนไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกิดความเข้าใจผิดต่อร่างรัฐธรรมนูญ” แต่การบิดเบือนในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจะได้ผลมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ขณะนั้นว่า ประชาชนจะเชื่อ จะไว้ใจฝ่ายใดมากกว่ากัน
ถึงที่สุด การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีตัดสินกันแค่ที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังหมายถึง การจะยอมรับหรือปฏิเสธต่อรัฐบาล ต่อ คสช. และผลิตผลของ คสช.ด้วย



