
การเมือง2559:ระเบิดเวลา4ลูกใหญ่
การเมือง2559 : ระเบิดเวลา4ลูกใหญ่ : สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น
สถานการณ์การเมืองไทยปี 2558 ภายใต้การบริหารงานของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มีแรงกดดันทั้งจากในและนอกประเทศ ปีหน้าก็เช่นกัน แต่จะหนักกว่าเดิม
ย้อนมองการเมือง ช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องหลักอยู่ที่การเดินตาม “โรดแม็พ” ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งการจะเดินตามโรดแม็พได้หรือไม่นั้น จุดสำคัญอยู่ที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน
ความจริงเส้นทาง “ร่างรัฐธรรมนูญ” ของ “บวรศักดิ์” เหมือนจะเป็นไปด้วยความราบรื่น แม้บางประเด็นจะถูกตั้งคำถามบ้าง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้เลย เช่น เรื่องการเปิดให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ กระแสค้านก็ไม่แรงนัก เรื่องที่มา ส.ส.แบบสัดส่วนผสม ก็ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับ หรือเรื่องที่มา ส.ว.ก็เป็นแบบผสมผสาน ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง
สถานการณ์มาเปลี่ยนในโค้งสุดท้าย เมื่อคณะกรรมาธิการฯ เปิดบทเฉพาะกาลให้ “อำนาจพิเศษ” แก่ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ" (คปป.) เป็นเวลา 5 ปี ให้มีอำนาจเข้ามาแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤติที่สถาบันทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการเพื่อให้ข้อยุติได้
เรื่องนี้ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์” โดยกระหน่ำจากทุกทิศทาง เพราะจากองค์ประกอบของ คปป.มีการมองว่าจะเปิดทางให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันสามารถเข้ามาอยู่ใน คปป.ได้ ซึ่งก็หมายถึง นี่คือ “กลไกสืบทอดอำนาจ”
ในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญนี้ถูกโหวต “คว่ำ” โดย สปช.
ด้านหนึ่งมีการมองว่า เพราะไม่ต้องการให้มีกลไกอำนาจพิเศษของ คปป.ในรัฐธรรมนูญ แต่อีกด้านมีการมองว่า นี่คือ “แผนอันแยบยล” เพื่อยืดเวลาบริหารประเทศให้แก่ “พล.อ.ประยุทธ์” หรือที่เรียกว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”
รวมทั้งต้องการให้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ เป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” แทน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ได้เข้ามาสร้างผลงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล คสช.ในช่วงที่ผ่านมา
หากเป็นไปตามโรดแม็พเดิม คือ สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ และผ่านประชามติของประชาชน จะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนกันยายน 2559 แต่เมื่อ สปช.ไม่เห็นชอบ ก็จะทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 7 เดือน เป็นประมาณเดือนพฤษภาคม 2560
ที่สุดมีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา โดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นสมาชิก คสช.อยู่ด้วย “ยอม” ออกมารับหน้าที่ “หัวหน้าทีม” มีกำหนดต้องร่างให้เสร็จภายใน 6 เดือน คือประมาณปลายเดือนมีนาคม 2559 แต่จะมีการเปิด “ร่างแรก” ให้ทุกฝ่ายได้เห็นในวันที่ 29 มกราคม
การร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย” แตกต่างจาก “บวรศักดิ์” โดยสิ้นเชิง เทียบกันแล้วของ “มีชัย” มาแบบ “โฉ่งฉ่าง” ตรงกันข้ามกับบุคลิก “มีชัย”
เนื้อหา “ร่างรัฐธรรมนูญ” ของมีชัย ที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ การคิดสูตรเลือกตั้งใหม่ คือ “บัตรเลือกตั้งใบเดียว” แต่ยังมี ส.ส. 2 ระบบเหมือนเดิม โดยให้การลงคะแนนเลือก ส.ส.เขตของประชาชน ส่งผลไปถึงจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคนั้นจะได้ด้วย โดยในช่วงแรกคิดจะตัดคะแนนของคนที่ชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นออกไปด้วย ซึ่งเป็นสูตรที่ไม่เคยมีประเทศไหนในโลกเคยใช้มาก่อน แต่เมื่อโดนค้านอย่างหนัก จึงยอมถอยมาหนึ่งสเต็ป ให้นำคะแนนของคนที่ชนะมารวมคำนวณด้วย
ที่ถูกจับตาอีก คือ “ที่มานายกฯ” ที่ “มีชัย” คิดสูตรแก้ครหาเรื่อง “นายกฯคนนอก” ด้วยการให้ทุกพรรคเสนอชื่อคนที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ตั้งแต่ต้น จะเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ และ “ที่มา ส.ว.” ที่กำหนดตั้งแต่ต้นว่าไม่ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของ “มีชัย” จะส่งผลให้มีการเลือกตั้งตามโรดแม็พล่าสุดที่ คสช.วางไว้หรือไม่ อยู่ที่การทำ “ประชามติ” ที่คาดว่าจะมีประมาณกรกฎาคม แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า หากประชามติไม่ผ่าน คสช.จะให้เดินไปทางไหน ซึ่ง คสช.คงรอดูกระแสช่วงใกล้ทำประชามติ ก่อนจะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 วาง “กติกาใหม่” ลงไปอีกครั้ง
นั่นคือ ทิศทางประเทศไทยทั้งปี 2558 และปี 2559 ยังขึ้นอยู่กับ “ปัจจัยเดิม” คือ “กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งด้านหนึ่งมีการมองกันว่า ขึ้นอยู่กับ คสช.เช่นกันว่าต้องการให้เป็นไปเช่นใด
ในระหว่างทางของการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกระบวนการ “ปฏิรูปประเทศ” มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ด้านหนึ่งคือความเคลื่อนไหวของ “ขั้วอำนาจเก่า” ที่ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะหลังจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ถูก สนช.ลงมติ “ถอดถอน” ออกจากตำแหน่งนายกฯเพราะโครงการจำนำข้าว และต่อมาถูกฟ้องคดีเดียวกันนี้ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งนักการเมือง และกำลังถูกรัฐบาลดำเนินการเพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากรัฐบาล ซึ่งตัวเลขที่เป็นข่าวออกมาสูงเป็นหลักแสนล้านบาท
ไม่ลำพัง “ยิ่งลักษณ์” ที่กำลังลำบากและไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะศาลไม่อนุญาต แม้เธอจะยื่นขออนุญาตไป 2 ครั้ง พี่ชายของเธอก็เช่นกัน
ในช่วง 1 ปี คสช. “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ถูกรัฐบาลถอนพาสปอร์ตหลังจากไปให้สัมภาษณ์พาดพิงถึงการเมืองไทย ที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลมองว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ และต่อมาก็ยังถูก “ถอดยศ” จาก “พ.ต.ท.ทักษิณ” กลายมาเป็น “นายทักษิณ” หลังจากเคยมีการตั้งเรื่องเพื่อถอดยศเขามาตั้งแต่โดนศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ ตั้งแต่ปี 2551
นอกจากต้อง “จัดการ” กับฝ่ายทักษิณแล้ว อีกเรื่องที่เป็นแรงกดดันมายังรัฐบาลคือ แรงกดดันจากต่างประเทศ หลักๆ คือ จากสหภาพยุโรป หรือ อียู และสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงท่าทีเป็น “ปฏิปักษ์” ตั้งแต่ต้น
ในช่วงเดือนมีนาคม “อียู” เพิ่มแรงกดดันให้แก่รัฐบาล ด้วยการให้ “ใบเหลือง” กับการประมงไทย เพื่อให้ไทยจัดการกับปัญหาการทำประมงโดยผิดกฎหมาย และปัญหาขาดการควบคุมในการทำประมง มิฉะนั้นอาจเจอคำสั่งห้ามนำเข้าสินค้าประมงจากไทยในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และให้ไทยเร่งแก้ปัญหาภายใน 6 เดือน ล่าสุดมีการขยายเวลาออกไป และจะมาตรวจอีกครั้งประมาณมีนาคม
แม้รัฐบาลจะบอกว่าเป็นปัญหาเก่าที่หมักหมมมานาน แต่ก็เป็นหน้าที่ที่ปฏิเสธไม่ได้
“ไอเคโอ” หรือ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) เป็นอีกองค์กรที่สร้างปัญหาให้รัฐบาล ด้วยการ “ปักธงแดง” ซึ่งหมายถึงประเทศไทยไม่ผ่านการตรวจมาตรฐานความปลอดภัย หลังจากไอเคโอเตือนประเทศไทยมาหลายครั้งแล้ว แต่ไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
หลังไอเคโอปักธงแดงประเทศไทย ทำให้หลายประเทศขอตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยในการบินของไทยมากขึ้น และล่าสุดในขณะที่ไทยยังไม่สามารถปลดธงแดงได้ องค์กรการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Aviation Administration : FAA) ลดเกรดมาตรฐานการบินของไทยจาก Category 1 (อยู่ในมาตรฐาน) เป็น Category 2 (ต่ำกว่ามาตรฐาน)
แน่นอนนักวิเคราะห์มองว่า นี่คือการกดดัน “รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ของสหรัฐ จากที่ก่อนหน้านั้น รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐจัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 หรือประเทศที่มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในระดับเลวร้ายซ้ำชั้นเป็นปีที่ 2
มองไปข้างหน้า ปี 2559 นอกจากภารกิจปลด “ชนัก” ที่เป็นแรงกดดันจากต่างประเทศ และภารกิจ "ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” ที่จะเป็นตัวกำหนดชะตา คสช.และทิศทางประเทศไทยแล้ว ยังมีอีก 2 เรื่องที่ถือได้ว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน
เรื่องแรก คือ “คดียิ่งลักษณ์” ทั้งคดีอาญาที่น่าจะตัดสินในช่วงปลายปี และคดีความรับผิดทางแพ่ง ที่ดูเหมือนฝ่ายยิ่งลักษณ์เดือดร้อนและออกมาเคลื่อนไหวกับคดีนี้มากกว่า อีกเรื่องคือ “คดีอุทยานราชภักดิ์” ที่ยังไม่สามารถสร้างความกระจ่างได้ มีการมองว่า กรณีนี้ “สั่นคลอน” เสถียรภาพ คสช.มากที่สุดตั้งแต่เข้ามา
ในแง่ความมั่นคง โดยภาพรวม หากไม่นับกรณี “ระเบิดราชประสงค์” ที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับกรณีการส่งกลุ่มอุยกูร์ให้แก่ทางการจีน แต่รัฐบาลพยายามบอกว่าเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ถือว่าในช่วงปีที่ผ่านมา คสช.ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
แต่ปี 2559 รัฐบาลจะคุมสถานการณ์ได้ดีแค่ไหน ในภาวะที่มี “ระเบิดเวลา” 4 ลูกใหญ่รออยู่ และอาจจะมี “ระเบิดลูกใหม่” เกิดขึ้นมาได้อีก



