
10ข่าวเด่นบอลไทยรอบปี2558
02 ม.ค. 2559
10 ข่าวเด่นบอลไทยรอบปี 2558
ตลอดปี 2558 วงการฟุตบอลถูกพูดถึงมากที่สุดในสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะความสำเร็จของทีมชาติไทย กลายเป็นกระแสที่โด่งดังและทุกวงการต่างให้ความสนใจ นอกจากนั้นยังมีความสำเร็จอื่นๆ และหลายเรื่องราวที่น่าจดจำ อย่างไรก็ตามมีหลายเรื่องราวเช่นกันที่ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แต่ถือเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรอบปี 2558!!!
10.บอลไทยเศร้า “โค้ชแต๊ก” ลาโลก
วันที่ 16 เมษายน วงการฟุตบอลไทยต้องสูญเสียบุคลากรชั้นดีไปแบบไม่มีวันกลับ คือ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล ปุษปาคม อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ที่เสียชีวิตด้วยอาการปอดติดเชื้อ หลังต้องต่อสู้มานานหลายเดือน โดยแพทย์ตรวจพบพยาธิที่ชื่อว่า “สตองจิรอยด์” ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ “โค้ชแต๊ก” ต้องเสียชีวิต
“โค้ชแต๊ก” สร้างชื่อให้วงการฟุตบอลไทยมากมาย นับตั้งแต่เป็นนักเตะกับสโมสรการท่าเรือ, ตลาดหลักทรัพย์, ปะหัง (มาเลเซีย) และติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ก่อนจะจับงานเฮดโค้ชเต็มตัวกับสโมสรบีอีซี เทโรศาสน, เกย์ลัง ยูไนเต็ด (สิงคโปร์), ธ.กรุงไทย, ทีทีเอ็ม สมุทรสาคร, เมืองทอง ยูไนเต็ด, บุรีรัมย์, บางกอกกล๊าส และเพื่อนตำรวจ ซึ่งคว้าแชมป์มากมาย
9.เรื่องวุ่นๆ ดิวิชั่น 2 “แบน, วอล์กเอาท์, ยำเปา” มีครบ
ฟุตบอลดิวิชั่น 2 มีเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอด ซึ่งปีนี้มีการลงโทษแบน จิระศักดิ์ บุตรแดงน้อย นักเตะขอนแก่น เอฟซี ที่ไปผลักผู้ตัดสิน กิติกร ภูปรางค์ ซึ่งฝ่ายจัดมองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายผู้ตัดสินและทำลายภาพลักษณ์วงการฟุตบอลไทย จึงมีบทลงโทษเป็นแบนตลอดชีวิต ปรับเงินอีก 40,000 บาท
นอกจากนั้น สตูล เปิดบ้านพบปัตตานี ซึ่งทีมเยือนทำการวอล์กเอาท์เพราะไม่พอใจผู้ตัดสินที่ให้จุดโทษเจ้าบ้าน ซึ่งตามกฎจะต้องถูกปรับแพ้ 0-2 ทว่าฝ่ายจัดกลับมีผลการตัดสินให้แข่งขันใหม่ ทำให้สตูลไม่พอใจ ประกอบกับกระแสสังคมที่รุมต่อว่าฝ่ายจัดถึงความไม่มีมาตรฐานในการตัดสิน จนฝ่ายจัด ต้องกลืนน้ำลายอีกรอบ ตัดสินให้ สตูล ชนะ 2-0 ตามกฎ
และรอบแชมเปี้ยนส์ลีก สตูล พบ ขอนแก่น ยูไนเต็ด หลังจบเกมที่ ขอนแก่น บุกชนะ 1-0 แฟนบอล สตูล รุมทำร้ายทีมงานผู้ตัดสิน และทำให้เกิดประเด็นเมื่อผู้ช่วยผู้ตัดสินรายหนึ่งยอมรับกับแฟนบอลสตูล ว่ารับคำสั่งมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้ช่วยเหลือขอนแก่น สุดท้ายผู้ตัดสินทุกคน “รอดตาย” แต่สตูลไม่รอด เพราะต่อมาฝ่ายจัดลงโทษด้วยการแบนสตูล ห้ามแข่งขันในรายการที่สมาคมฟุตบอลจัดเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งแน่นอนว่า สตูล ขออุทธรณ์
8.ไทยกวาด 8 รางวัลยอดเยี่ยมอาเซียน
สหพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียน หรือเอเอฟเอฟ จัดงานมอบรางวัล “เอเอฟเอฟ อวอร์ดส์ ไนท์” เพื่อมอบรางวัลให้นักเตะ โค้ช ทีมชาติ ที่ทำผลงานในรอบปีได้อย่างยอดเยี่ยม ปรากฏว่าบุคลากรของไทยได้รางวัลรวมทั้งสิ้น 8 รางวัลด้วยกัน ประกอบไปด้วย โค้ชฟุตบอลชายยอดเยี่ยม คือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, โค้ชฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม คือ “โค้ชหนึ่ง” หนึ่งฤทัย สระทองเวียน, นักเตะยอดเยี่ยม คือ “เมสซีเจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์, นักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม คือ นิสา ร่มเย็น, นักฟุตซอลยอดเยี่ยม คือ เจษฎา ชูเดช และทีมฟุตบอลชายยอดเยี่ยม คือ ทีมชาติไทย (แชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014), ทีมฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยม คือ ทีมชาติไทย (ชุดฟุตบอลโลก 2015) และทีมฟุตซอลยอดเยี่ยม คือ ทีมชาติไทย (แชมป์อาเซียน)
นอกจากนี้ 6 นักเตะทีมชาติไทยชุดแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2014 ประกอบด้วย กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, สารัช อยู่เย็น, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และชนาธิป สรงกระสินธ์ ยังถูกเลือกติดทีมออลสตาร์อาเซียนด้วย
7.แข้งสาวไทยสร้างชื่อฟุตบอลโลก
ทีมนักเตะสาวไทยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการติด 1 ใน 5 ทีมจากเอเชีย เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2015 ที่ประเทศแคนาดา เมื่อกลางปีที่ผ่านมา โดยผลงานรอบแรก แพ้ นอร์เวย์ 0-4, ชนะ ไอวอรีโคสต์ 3-2 และแพ้ เยอรมนี 0-4 มี 3 คะแนน มีลุ้นเข้ารอบในฐานะอันดับ 3 ที่ดีที่สุด โดยลุ้นให้ สวีเดน แพ้ ออสเตรเลีย
แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 ทีม เสมอกัน 1-1 ทำให้ไทยหลุดโผ 1 ใน 4 ทีม อันดับ 3 ที่ดีที่สุด ชวดเข้ารอบอย่างน่าเสียดาย พร้อมน้ำตาของแข้งสาวไทยที่หลั่งออกมาด้วยความเสียใจ แต่อีกมุมนึงของโลก ประชาชนชาวไทยต่างปรบมือให้นักเตะไทยที่สามารถสร้างชื่อในเวทีโลกได้อย่างยิ่งใหญ่
6.“โคราช” อัดคนเข้าสนามทุบสถิติคนดู
ฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก 2015 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม คู่ระหว่าง นครราชสีมา พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถูกบันทึกเป็นสถิติยอดผู้ชมในสนามมากที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองไทย โดยมีแฟนบอลเข้าชมเกมในสนามรวมทั้งสิ้น 34,659 คน ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้คู่ระหว่างบุรีรัมย์ พบ เอสซีจี เมืองทองฯ ที่สนามไอ โมบาย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม มีผู้ชม 33,325 คน
อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ชมของนครราชสีมา พบ บุรีรัมย์ ยังไม่สามารถทำลายสถิติตลอดกาล 36,715 คน ของเกมระหว่าง สงขลา พบ บุรีรัมย์ ในศึกดิวิชั่น 1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2554 ลงได้ นอกจากนั้น นครราชสีมา ในฐานะเจ้าบ้านยังถูกคณะอนุกรรมการพิจารณามารยาท ลงโทษปรับเงิน 30,000 บาท เนื่องจากขายบัตรเกินจำนวนที่นั่งในสนาม
5.ไทยลีก, ด.1 เหมือนจะจบแต่ยังไม่จบ
ปีนี้ฟุตบอลโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก และดิวิชั่น 1 ภายใต้การดูแลของ บจก.ไทยพรีเมียร์ลีก มีปัญหาเกิดขึ้นจนทำให้ฟุตบอลลีกไม่สามารถปิดฤดูกาลได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
โดยลีกสูงสุดเกิดปัญหาคู่ระหว่าง บีอีซี เทโรศาสน พบ แบงค็อก ยูไนเต็ด ซึ่งแบงค็อก บุกชนะ 1-0 ทว่าเกมดังกล่าว บียู เปลี่ยนตัวผู้เล่นต่างชาติผิดกฎ ทำให้ถูกปรับแพ้ 0-3 แต่ต่อมา บียู ยื่นอุทธรณ์ และมีการกลับคำตัดสินให้ บียู ชนะ 1-0 ตามเดิม เทโรฯ จึงยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง เนื่องจากมีผลต่อการอยู่รอด เพราะจบฤดูกาลด้วยอันดับ 16 ซึ่งเป็นอันดับที่ต้องตกชั้น
ส่วนดิวิชั่น 1 สูโขทัย พบ นครปฐม ซึ่งสุโขทัย นำ 1-0 แต่นาที 56 มีพายุพัดถล่มสนามทุ่งทะเลหลวง จนไฟสนามดับและสนามได้รับความเสียหาย แถมแฟนบอลบางคนยังได้รับบาดเจ็บจนต้องยุติการแข่งขัน ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณามารยาท พิจารณาตัดสินให้สุโขทัยแพ้ 0-2 ต่อมา สุโขทัย ยื่นอุทธรณ์ก่อนตัดสินให้แข่งขันต่อในเวลาที่เหลือ ซึ่งเหมือนจะลงเอยด้วยดี แต่แล้วสมาคมฟุตบอลกลับลงมาล้วงลูกด้วยการรับเรื่องไปพิจารณาเอง พร้อมบอกว่าคณะกรรมการอุทธรณ์มีการวินิจฉัยที่ผิดพลาด ก่อนจะตั้งคณะอนุญาโตตุลาการมาดูแล และมีผลตัดสินให้ทั้ง 2 ทีมแข่งขันกันใหม่ตั้งแต่นาทีแรก ณ สนามเป็นกลาง (สนามเอสซีจี) ซึ่งแน่นอนว่า สุโขทัย ไม่ยอมรับคำตัดสิน จึงเป็นที่มาของการยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และถึงวันนี้ยังไม่มีผลการพิจารณาออกมาเหมือนเช่นเคย
4.“ปราสาทสายฟ้า” อหังการกวาดแชมป์
ใครจะเชื่อว่าฤดูกาลนี้ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะกวาดถ้วยแชมป์ได้ถึง 5 ใบ จาก 6 รายการที่ลงเล่น ประกอบไปด้วย ถ้วยพระราชทาน ประเภท ก, โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก, โตโยต้า ลีกคัพ, ช้างเฟอเอ คัพ และโตโยต้า แม่โขง คลับ ส่วนรายการที่พลาดแชมป์คือ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก
โดยทั้ง 5 แชมป์ที่ได้รับ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการฟุตบอลไทย ที่สโมสรฟุตบอลนึงจะได้แชมป์มากถึง 5 รายการในปีเดียว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีทีมใดทำลายสถิตินี้ได้อีกในอนาคต
3.“ซีเกมส์ใครทำก็ได้แชมป์” ทำ 2 โค้ชผิดใจกัน
ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือทีมชาติไทย มอบหมายให้ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้ช่วย ทำหน้าที่คุมทีมไปแข่งขัน เนื่องจาก “ซิโก้” ติดภารกิจกับทีมชุดใหญ่ ซึ่งปรากฏว่า “โค้ชโชค” สามารถพาทีมคว้าเหรียญทองสมัยที่ 15 มาครองได้สำเร็จ
แต่เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทยกลับมีข่าวระหองระแหงระหว่าง “ซิโก้” กับ โชคทวี ถึงขนาด “โค้ชโชค” ประกาศไม่ขอร่วมวงทำงานด้วยอีก แต่กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย บอกอยู่ตลอดว่าไม่มีปัญหาอะไรกัน ทว่าสุดท้ายความก็แตก เมื่อทั้งคู่ถูกสมาคมฟุตบอลเรียกไปปรับความเข้าใจและตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้แฟนบอลไทยได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนจะถึงบางอ้อว่า โชคทวี น้อยใจพี่ชายอย่าง “ซิโก้” ที่เผลอพลั้งปากพูดว่า “ซีเกมส์ ใครทำก็ได้แชมป์” ก่อนจะขอโทษขอโพยกันและกลับมาร่วมงานกันเหมือนเดิม
2.“ช้างศึก” นับถอยหลังเข้ารอบ 12 ทีมเวิลด์คัพ
ฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย เตรียมจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งในปี 2015 เป็นปีเริ่มต้นของการคัดเลือกโซนต่างๆ รวมถึงโซนเอเชียด้วย โดย “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ผ่านเข้ามาเล่นในรอบ 2 หรือรอบ 40 ทีมสุดท้าย จับสลากอยู่สาย เอฟ ร่วมกับ อิรัก, ไต้หวัน, เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ อินโดฯ ถูกฟีฟ่า ลงโทษแบนจึงทำให้เหลือเพียง 4 ทีม
แม้จะเหลือ 4 ทีม แต่ใช่ว่าไทยจะมีงานที่ง่าย เพราะคู่แข่งร่วมสายต่างมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป ทว่าผลงาน 5 นัดของไทยในปี 2015 กลับทำได้อย่างไฉไล เริ่มตั้งแต่เปิดบ้านชนะ เวียดนาม 1-0, บุกชนะ ไต้หวัน 2-0, เปิดบ้านเสมอ อิรัก 2-2, บุกชนะ เวียดนาม 3-0 และเปิดบ้านชนะ ไต้หวัน 4-2 เก็บได้ 13 คะแนน นำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม เหลือนัดสุดท้ายกับอิรัก ในเดือนมีนาคม 2559 ขอเพียงผลเสมอเท่านั้นก็จะเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่มทันที
อย่างไรก็ตามหากไทยเสมอ หรือแพ้ โอกาสเข้ารอบก็ยังคงมีสูง เพราะ 13 คะแนนที่ถืออยู่ตอนนี้ถือว่ามีมากเพียงพอต่อการเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายในฐานะอันดับ 2 ที่ดีที่สุด
1.ปีเบญจเพส “บังยี” ฟีฟ่าแบนทำเลือกตั้งวุ่น
ปี 2558 ถือเป็นปีที่ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอล เจอมรสุมถาโถมเข้ามาหนักที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ เพราะนับตั้งแต่ต้นปี (30 เม.ย.) เจ้าตัวไม่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของฟีฟ่า หลังเคยดำรงตำแหน่งบอร์ด มายาวนานถึง 18 ปีเต็ม นอกจากนั้นวันที่ 22 สิงหาคม ยังถอนตัวเองออกมาจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานเอเอฟเอฟ เพื่อหลีกทางให้ สุลต่าน ฮัจญี อะห์มัด ชาห์ จากมาเลเซีย ดำรงตำแหน่งต่ออีกสมัย ทำให้ “บังยี” ไร้ตำแหน่งในองค์กรนานาชาติทุกที่นั่งด้วยระยะเวลาแค่ 4 เดือน
ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม ฟ้าผ่ากลางเก้าอี้นายกสมาคมฟุตบอล เมื่อคณะจริยธรรมฟีฟ่า มีคำสั่งห้าม “บังยี” ยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังจะมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นในอีก 5 วันหลังมีคำสั่ง ทำให้ “บังยี” ต้องปิดปากเงียบ ไม่สามารถพูดออกสื่อได้แม้แต่คำเดียว และนั่นทำให้การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลต้องถูกเลื่อนออกไปเป็นปีหน้า พร้อมมีคณะกรรมการกลางที่แต่งตั้งโดยฟีฟ่า เข้ามาจัดการเลือกตั้งก่อนวันที่ 15 กุมภาพันธ์



