ข่าว

‘อภิสิทธิ์’ขอปี59เป็นปีแห่งความหวัง

‘อภิสิทธิ์’ขอปี59เป็นปีแห่งความหวัง

31 ธ.ค. 2558

‘อภิสิทธิ์’ อวยพรปีใหม่ ขอปี59เป็นปีแห่งความหวัง แนะ ‘คสช.’ ปฏิรูปการเมืองไม่ต้องรอรธน. อย่าหว่านแห 11 ด้าน อย่าโทษปชต.แต่ควรสร้างกลไกเอาคนดีเข้าระบบ

 
       31 ธ.ค.2558 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอวยพรปีใหม่ ว่า ขอให้คนไทยสมหวัง และให้ปี2559 เป็นปีแห่งความหวังว่าบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจจะดีขึ้นเพื่อประชาชนไทยทุกคน จึงอยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งปฏิรูปตามที่ประกาศไว้เพราะระยะเวลาที่เหลืออยู่ปีเศษ หากรัฐบาลจะหยิบเรื่องหลักมาทำให้เป็นผลสำเร็จจะช่วยให้เกิดแรงเหวี่ยงให้การปฏิรูปเดินต่อได้หลังการเลือกตั้งคือทำให้ระบบการเมืองดีตอบสนองส่วนรวมลดความรุนแรง ไม่ใช่มุ่งไปที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งที่สื่อ กระบวนการยุติธรรมและการป้องกันปราบปรามการทุจริตรวมถึงการกระจายอำนาจด้วย หากทำได้ก็จะทำให้เห็นชัดว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะไม่เหมือนเดิม 
 
       “ถ้าพยายามปฏิรูป 11 ด้านทำได้อย่างละนิดอย่างละหน่อยจะไม่เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริงเพราะที่ผ่านมายังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลปฏิรูปอะไรไปแล้วบ้าง ถ้าบอกว่าปฏิรูปแล้วแต่ประชาชนยังไม่เห็นภาพชัดเจนก็ต้องพิจารณาใหม่ ผมอยากให้ประกาศว่าจะดำเนินการสิ่งเหล่านี้ในปี2559แม้จะไม่สำเร็จภายในปีเดียวแต่ต้องมีความชัดเจน เพราะตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทิศทางว่าจะปฏิรูปอย่างไร เช่น กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ อัยการ กระบวนการศาลปรับปรุงอย่างไรจะทำให้การปฏิรูปชัด เพราะขณะนี้มีการใช้มาตรา44ให้อำนาจ ผบ.ตร.แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจสวนทางกับการปฏิรูปตำรวจที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 
 
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปฏิรูปบางเรื่องสามารถตรากฎหมายได้โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้คำนึงด้วยว่าความยั่งยืนในการปฏิรูปไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเท่ากับกระแสสังคมกดดันให้รัฐบาลเลือกตั้งต้องสานต่อ เพราะเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งสังคมจะสอบถามพรรคการเมืองว่าจะสานต่ออย่างไรแต่ถ้าเขียนในรัฐธรรมนูญสังคมไม่ขานรับไม่มีการกดดันอาจไม่เป็นผลตามที่ต้องการ 
 
       ส่วนกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดการปฏิรูปให้เป็นหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)หากไม่ทำต่อต้องพ้นจากตำแหน่งนั้นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยว่ากลไกถอดถอนคืออะไร ทั้งนี้เห็นว่าการประกาศเรื่องที่จะปฏิรูปแล้วนำไปลงประชามติ จะสร้างความชอบธรรมที่สุด เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งจะต้องรับผิดชอบกับประชาชน ดังนั้นในปีเศษ ๆ ที่เหลืออยู่ควรจัดลำดับความสำคัญเรื่องการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ ๆ เพราะโครงสร้างที่เป็นอยู่ตอนนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ไม่มีอำนาจแต่คนมีอำนาจคือรัฐบาลกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 
 
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า ปี2559จะมีแรงกดดันจากต่างประเทศกดดันจากเศรษฐกิจจากต่างประเทศในแง่ที่ทำให้รัฐบาลต้องผ่อนคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ซึ่งจะทำให้งานของคสช.และรัฐบาลมีความยากและท้าทายมาก ต้องหนักแน่นมั่นคงชัดเจน ไม่มีเรื่องให้ประชาชนคลางแคลงใจ โดยตัวเองต้องเป็นตัวอย่างการปกิรูปก่อนที่จะบอกให้นักการเมืองเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่น กรณีอุทยานราชภักดิ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะบอกมาตรฐานการเมืองหลังการปฏิรูปได้จากการปฏิบัติของรัฐบาล เพราะรัฐบาลยังไม่ชี้แจงอย่างเพียงพอบอกแต่ให้รอผลสอบของกระทรวงกลาโหม อย่างไรก็ตามมีโจทย์สองข้อที่ต้องตอบคือความรับผิดชอบทางการเมืองและความรับผิดชอบทางกฎหมาย รวมทั้งข้อเท็จจริงที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งเงินบริจาคและงบประมาณต้องตอบให้ครบ จะสรุปว่าไม่ผิดหรือผิดเล็กน้อยแล้วไม่มีความชัดเจนจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น อีกทั้งการมีกรรมการสอบสองชุดก็ต้องชัดเจนด้วยว่าแต่ละชุดมีขอบเขตดำเนินการอย่างไร รวมถึงองค์กรอิสระทั้งปปช.และสตง.ที่ตรวจสอบก็ต้องคิดถึงการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรตัวเองด้วย ไม่เช่นนั้นประเทศจะอ่อนแอลง 
 
       “นายกฯต้องใช้ประโยชน์จากการที่สังคมมีความเชื่อมั่นว่าเป็นคนตรงและรักษาเอาไว้เป็นภูมิคุ้นกันที่ดีที่สุด รักษาไว้ด้วยการปฏิบัติให้เห็นจะเป็นจุดแข็งที่ทำให้งานเดินได้ ต้องทำให้ครบทุกเรื่องเมื่อมีเรื่องกระทบกับรัฐบาลด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว 
 
       ส่วนกรณีที่การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทำในช่วงรัฐบาลคสช.และมีที่มาไม่เป็นไปตามปกตินั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อกระบวนการสรรหาผ่านไปแล้วคนที่เข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต้องรับผิดชอบกับประชาชน 
 
       ผู้สื่อข่าวถามว่า องค์กรอิสระเกือบทั้งหมดขณะนี้แต่งตั้งในยุคคสช.จะถูกครอบงำเหมือนในยุครัฐบาลทักษิณที่เคยเกิดขึ้นหรือไม่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถ้าย้อนกลับไปในยุคทักษิณก็จะเป็นการตอกย้ำว่าไทยยังไม่หลุดพ้นวิกฤต แต่ในระยะเวลาที่ผ่านมานายกฯพูดชัดเรื่องการสนับสนุนคืนสู่ประชาธิปไตยก็ต้องดูว่าจะดีกว่าในอดีตอย่างไร เพราะปัญหาไม่ใช่มีปชต.มากไปแต่เป็นเพราะไม่ได้มีปชต.ที่แท้จริงในทุกมิติ ถ้าคิดว่าปชต.มีมากไปเช่นจะปฏิรูปสื่อด้วยการเอาตำรวจมาคุมไม่ใช่การปฏิรูปจึงต้องตั้งโจทย์ให้ถูกด้วย 
 
       “หวังว่าคำพูดที่บอกประชาธิปไตยและนักการเมืองไม่ดีจะไม่ใช้เป็นหลัก เพราะไม่ใช่ความจริง ระบบประชาธิปไตยดีที่สุดแต่มีคนทำลายประชาธิปไตยก็ต้องแก้ไขคนที่จะเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยเพื่อให้ระบบทำงานได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว