
บึ้มราชประสงค์ สะเทือนขวัญแห่งปี จุดเปลี่ยนงานมั่นคงของชาติ
31 ธ.ค. 2558
10 ข่าวเด่น 2558 : บึ้มราชประสงค์ เหตุสะเทือนขวัญแห่งปี จุดเปลี่ยนงานมั่นคงของชาติ
นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญและสร้างความหวาดกลัวให้คนไทยทั้งประเทศกับเหตุลอบวางระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ในเวลาติดกัน 2 วันของเดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งบาดเจ็บเกือบร้อยคน ส่วนใหญ่ชาวต่างชาติที่เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นชาวจีน ซึ่งผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศทั้งในเรื่องความมั่นคงและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลต้องปรับปรุงระบบด้านการคัดกรองบุคคลเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวดขึ้น
อีกทั้งการตั้งปมชนวนสาเหตุการระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ก็มีการพาดพิงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและจีน โดยก่อนเกิดเหตุบึ้มที่ศาลพระพรหม ราชประสงค์ มีข่าวกรณีที่ทางการไทยส่งตัวผู้อพยพชาวอุยกูร์ที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายให้แก่ทางการจีน และเรื่องนี้กลายเป็นต้นเหตุให้กลุ่มอุยกูร์ที่เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจีนไม่พอใจ ลงมือปฏิบัติการวางระเบิดเพื่อตอบโต้ไทย
ในขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่าจากการสืบสวนและพยานหลักฐานพบว่าต้นเหตุการวางระเบิดกลางกรุงครั้งนี้มาจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ จนทำให้กลุ่มขบวนการและกลุ่มอิทธิพลหากินกับการค้ามนุษย์ผิดกฎหมายไม่พอใจ จึงลงมือตอบโต้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันที่ทางการไทยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติไว้ได้ 2 คน ยังไม่พบความเชื่อมโยงบุคคลดังกล่าวกับกลุ่มก่อการร้ายต่างชาติแต่อย่างใด ทำให้ประเด็นเรื่องก่อการร้ายขาดน้ำหนักตามที่มีการตั้งปมข้อสงสัยไว้
เหตุวางระเบิดแยกราชประสงค์ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 17 สิงหาคม บริเวณศาลพระพรหม ในช่วงนั้นเกิดความโกลาหลไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ต้องปิดกั้นพื้นที่และนำผู้บาดเจ็บจำนวนมากส่งกระจายไปรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยรอบกว่า 10 แห่ง จากการตรวจสอบของหน่วยพิสูจน์หลักฐานพบว่าจุดระเบิดอยู่ใต้ม้านั่งภายในศาลพระพรหม โดยประกอบระเบิดแสวงเครื่องใส่ในกระเป๋าเป้ไปวางไว้ และเบื้องต้นคาดว่าจุดชนวนระเบิดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
ต่อมาเวลา 13.30 น.วันที่ 18 สิงหาคม ได้เกิดเหตุระเบิดอีกครั้งบริเวณท่าเรือสาทร โดยลักษณะการระเบิดเกิดใต้น้ำจนน้ำสาดกระเซ็นใกล้ท่าเรือดังกล่าว แต่เหตุครั้งนี้โชคดีไม่มีผู้เสียชีวิต จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงงมหาหลักฐานพบเศษวัสดุระเบิดที่คาดว่าจะเป็นชนิดเดียวกับที่แยกราชประสงค์ จึงคาดว่าการลอบวางระเบิดทั้ง 2 แห่งเป็นการกระทำของกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายตำรวจและทหาร ได้เร่งสืบสวนและพบหลักฐานบางอย่างที่อาจสืบไปถึงกลุ่มคนร้ายได้ โดยเฉพาะมีการพบภาพจากกล้องวงจรปิดเป็น “ชายใส่เสื้อสีเหลือง” สวมกางเกงสามส่วน ใส่แว่นตาและสะพายกระเป๋าเป้สีดำ ที่บริเวณแขนสองข้างสวมปลอกแขนคาดว่าจะเป็นการปกปิดรอยตำหนิหรือลักษระเด่นชัดบางประการ อาทิ รอยสัก หรือรอยแผลเป็น ได้เดินเข้าไปในบริเวณศาลพระพรหมก่อนเกิดการระเบิดขึ้น และพบว่าหลังระเบิดได้เดินออกจากบริเวณดังกล่าวโดยไม่มีกระเป๋าเป้ติดตัวไปด้วย เจ้าหน้าที่จึงระดมค้นหาตัวชายดังกล่าวพร้อมกระจายภาพชายผู้นี้ไปทั่วประเทศ แต่ในเวลานั้นก็ยังไม่สามารถติดตามตัวได้ จนกระทั่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.ในขณะนั้น ตั้งสมมุติฐานว่าชายดังกล่าวปลอมแปลงตัวโดยใส่วิกผม สวมแว่นตา เพื่ออำพรางรูปลักษณ์ที่แท้จริง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ประกาศหาตัวผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายดังกล่าวจากบริเวณซอยมหาดเล็กหลวง ย่านราชประสงค์ ไปส่งที่บริเวณถนนสีลม เพื่อสอบสวนรายละเอียดสืบหาตัวบุคคลที่คาดว่าเป็นผู้ลงมือวางระเบิด ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งภาพสเก็ตช์คนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดแยกราชประสงค์ ยื่นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขออนุมัติออกหมายจับ 4 ข้อหาหนัก ประกอบด้วย 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น 2.มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง 3.กระทำให้จนเกิดระเบิดจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย และ4.ทำให้เสียทรัพย์ พร้อมทั้งมีการตั้งรางวัล 1 ล้านบาทสำหรับผู้แจ้งเบาะแสจนสามารถตามจับกุมผู้ต้องหาได้
จนกระทั่งวันที่ 22 สิงหาคม ได้พบภาพวงจรปิดชายเสื้อเหลืองต้องสงสัย โบกเรียกรถแท็กซี่จากย่านยานนาวาไปลงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง จากนั้นจึงเรียกรถตุ๊กตุ๊กเดินทางไปที่แยกราชประสงค์ โดยเจ้าหน้าที่ได้หลักฐานเพิ่มเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท ที่ผู้ต้องหาชำระเงินค่าโดยสารให้คนขับรถตุ๊กตุ๊ก ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานนำไปตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์หารอยนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเออย่างละเอียดเพื่อเป็นช่องทางแกะรอยและใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบมัดตัวคนร้ายรายนี้
ส่วนการสอบสวนเหตุระเบิดที่ท่าเรือสาทร มีภาพจากกล้องวงจรปิดพบ “ชายเสื้อสีฟ้า” ลักษณะชาวเอเชีย มีพฤติกรรมน่าสงสัยเดินไปมาบนสะพานข้ามคลองที่เชื่อมกับโป๊ะท่าเรือสาทร และใช้โทรศัพท์พูดคุยก่อนวางถุงพลาสติกสีขาว ที่เชื่อว่าบรรจุวัตถุระเบิดอยู่ภายใน เมื่อสบโอกาสก็ใช้เท้าเขี่ยลงไปในน้ำ ก่อนเดินหายไป และเมื่อไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยใกล้และเส้นทางที่คาดว่าผู้ต้องสงสัยเดินทางเข้าจุดเกิดเหตุ แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสเท่าที่ควร แต่มั่นใจว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่วางระเบิดราชประสงค์
การสืบสวนหาตัวคนร้ายดำเนินไปจนกระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 29 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกว่า 100 นาย เข้าปิดล้อมตรวจพื้นที่อาคารพูลอนันต์อพาร์ทเม้นท์ เลขที่ 134/5 ซ.เชื่อมสัมพันธ์ 11 ถ.เชื่อมสัมพันธ์ แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพฯ โดยสามารถควบคุมตัวชายต่างชาติไว้ได้ 1 คน ภายในห้องพักเลขที่ 412 ถือพาสปอร์ตปลอมของตุรกี ระบุชื่อ นายอาเดม คาราดัก อายุ 29 ปี หรือชื่อจริง นายบิลาล มูฮัมมัด นอกจากนี้ในห้องพักยังตรวจพบอุปกรณ์และวัตถุที่ใช้สำหรับประกอบระเบิดจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกปรายแบบกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 ซม. ชนิดเดียวกับพบที่จุดระเบิดแยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร
หลังจากนั้นยังเข้าตรวจค้นอาคารที่พักอาศัย ชื่อ ไมมูณา การ์เด้นโฮม ย่านมีนบุรี พบปุ๋ยยูเรีย ดินดำ และอุปกรณ์ประกอบระเบิด โดยออกหมายจับ น.ส.วรรณา สวนสัน หรือไมซาเราะห์ อายุ 26 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ จ.พังงา ส่วนอีกรายเป็นชายไม่สามารถระบุสัญชาติได้ โดยทั้งสองคนมีส่วนเกี่ยวข้องกันคือ น.ส.วรรณา เป็นผู้ที่เปิดห้องเลขที่ 9106 ภายในอาคารไมมูณา การ์เด้นโฮม เมื่อรวมกับหมายจับชายเสื้อเหลืองและชายเสื้อสีฟ้ารวมเป็น 4 หมายจับมั่นใจว่าเป็นขบวนการเดียวกัน พร้อมทั้งสอบสวนกรณีน.ส.วรรณา มีสามีเป็นชาวตุรกี คือ นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด 2 จุดในกรุงเทพฯ
ขณะเดียวกัน ช่วงบ่ายวันที่ 1 กันยายน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจสามารถสกัดจับชายชาวต่างชาติอีกรายได้ ขณะกำลังหลบหนีออกตามชายแดนธรรมชาติ พื้นที่บ้านดงงู ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีลักษณะใกล้เคียงกับชายเสื้อเหลืองนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาสอบสวนที่มณฑลทหารบกที่ 11 ย่านเกียกกาย ทราบชื่อต่อมาคือ นายยูซูฟู ไมไรลี สัญชาติจีน และจากผลตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือพบว่านายยูซูฟูมีลายพิมพ์นิ้วมือเดียวกับลายนิ้วมือที่อยู่ที่ขวดบรรจุสารระเบิดที่ห้องพัก 414 พูลอนันต์อพาร์ทเม้นท์ ย่านหนองจอก มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลอบวางระเบิดแน่
จากการสอบปากคำนายยูซูฟู รับสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากผู้บงการให้ทำหน้าที่ซื้อสารเคมีจากร้านเคมีภัณฑ์ ย่านมีนบุรี จากนั้นนำไปประกอบระเบิดที่ห้องพักพูลอนันต์อพาร์ทเม้นท์ ย่านหนองจอก ก่อนนำไปส่งมอบให้มือวางระเบิดที่สวมเสื้อสีเหลืองที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยสาเหตุมาจากความแค้นส่วนตัว พร้อมซัดทอดผู้บงการก่อเหตุระเบิดครั้งนี้ คือ “นายอิซาน” หรือชื่อ อาบูดูซาตาร์ อะบูดูเระห์มาน มีสัญชาติจีน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ก่อนวันเกิดเหตุระเบิดได้หลบหนีออกจากไทยไปยังบังกลาเทศก่อนเดินทางเข้าตุรกี นอกจากนี้ยังทราบชื่อชายเสื้อฟ้า คือ นายซูแบร์ ที่เป็นผู้นำระเบิดไปทิ้งที่ท่าเรือสาทร และหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว
ด้าน ปปง.ได้ตรวจวิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินกับผู้เกี่ยวข้องเหตุระเบิดราชประสงค์ ประกอบด้วย 1.น.ส.วรรณา สวนสัน 2.นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู เป็นสามีชาวตุรกีของน.ส.วรรณา และ3.นายยูซูฟู ไมไรลี โดยมีกลุ่มบุคคลโอนเงินหมุนเวียนให้ขบวนการดังกล่าวมีจำนวน 11 คน เป็นชาวต่างชาติทั้งหมด แบ่งเป็นผู้โอนจากต่างประเทศ 7 คน และเป็นผู้รับโอนในประเทศไทย 4 คน
ต่อมา นายบิลาล มูฮัมมัด และนายยูซูฟู ไมไรลี สองผู้ต้องหาถูกนำตัวไปควบคุมในเรือนจำชั่วคราวฯ ที่มณฑลทหารบกที่ 11 พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายจับผู้ต้องหาคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 17 คน มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
อย่างไรก็ดีการสืบสวนได้สร้างจุดสนใจว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า น.ส.วรรณา สวนสัน หรือไมซาเราะห์ ที่เปิดห้องพักให้กลุ่มผู้ต้องหานั้น มีนายอ๊อด พยุงวงษ์ หรือนายยงยุทธ พบแก้ว มีส่วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องด้วย โดยนายอ๊อดเป็นผู้ต้องหาในคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่น ย่านบางบัวทอง เมื่อปี 2553 และคดีระเบิดบริเวณถนนราษฎร์อุทิศ 25 เขตมีนบุรี เมื่อปี 2557 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุความวุ่นวายทางการเมือง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นการเมืองทิ้งไป แต่การสืบหาตัวนายอ๊อดก็ล้มเหลวแม้จะมีความพยายามสืบสาวไปถึงครอบครัวเพื่อติดตามตัวให้ได้ก็ตาม
การสอบสวนต่อมา นายบิลาล มูฮัมมัด ยอมรับสารภาพว่าเป็นชาวอุยกูร์ และเป็นผู้นำระเบิดไปวางไว้ที่ราชประสงค์ โดยทำตามที่นายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ เป็นผู้สั่งการ โดยหวังจะได้ถูกนำพาออกจากประเทศไทยไปหางานงานทำในประเทศที่สาม
จากคำรับสารภาพของนายบิลาล และนายยูซูฟู ระบุว่าได้พบกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง จากนั้นได้แยกย้ายกันไป โดยนายบิลาลได้ไปที่แยกราชประสงค์เพื่อวางกระเป๋าบรรจุระเบิดเอาไว้ที่ศาลท้าวมหาพรหม จากนั้นได้ไปเปลี่ยนเสื้อจากสีเหลืองเป็นสีเทาภายในห้องน้ำสวนลุมพินี และกลับไปยังที่พักย่านหนองจอก ส่วนนายยูซูฟูได้สังเกตการณ์อยู่บนสกายวอล์กทางเดินเชื่อมเหนือแยกราชประสงค์ ก่อนจะยืนสังเกตการณ์บริเวณลานน้ำพุหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมจุดชนวนระเบิดจากโทรศัพท์มือถือ ก่อนนำไปทิ้งในคลองแสนแสบย่านประตูน้ำ และกลับที่พักย่านมีนบุรี
ล่าสุดได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลทหารกรุงเทพ ใน 10 ข้อหา ประกอบด้วย 1.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง และใช้วัตถุระเบิดในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น 2.ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร 3.ร่วมกันพยายามกระทำให้เกิดระเบิด 4.ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 5.ร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส ได้รับอันตรายแก่ร่างกายและทรัพย์ของผู้อื่น 6.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน 7.ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ 8.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง 9.ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 10.เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต
คดีระเบิดราชประสงค์ยังได้ผู้ต้องหาตามหมายจับไม่ครบถ้วน ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศต่างๆ และตำรวจสากลเพื่อติดตามตัวต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานภาครัฐพุ่งเป้าปรับปรุงระบบและมาตรการที่จะคัดกรองบุคคลต่างชาติที่เข้า-ออกประเทศ และเชื่อมระบบกับตำรวจสากลในการพิสูจน์ทราบกลุ่มก่อร้าย รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่รับอามิสสินจ้างจากกลุ่มต่างชาติที่เดินทางเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมาย
หากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งด้านมั่นคง ข่าวกรอง และเจ้าหน้าที่รัฐในระดับปฏิบัติงาน ได้ดำเนินงานไปพร้อมกับทิศทางการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลให้การก่อเหตุร้ายทำได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันคนไทยทุกคนต้องช่วยสอดส่องดูแลเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในบ้านเมืองเรา ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงน่าเศร้าใจเช่นนี้ขึ้นซ้ำอีก



