ข่าว

ลงทุนหุ้นเสี่ยงตลาดผันผวนสูง ราคาทองคำมีโอกาสลงทำนิวโลว์

ลงทุนหุ้นเสี่ยงตลาดผันผวนสูง ราคาทองคำมีโอกาสลงทำนิวโลว์

01 ม.ค. 2559

ลงทุนหุ้นเสี่ยงตลาดผันผวนสูง ราคาทองคำมีโอกาสลงทำนิวโลว์

 
                     หากจะเอ่ยถึงการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2558 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับ “หิน” ที่จะทำกำไร จากภาพตลาดรวมที่ค่อนข้างย่ำแย่ โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงกว่า 12% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยแนวโน้มในปี 2559 นั้น โบรกเกอร์หลายแห่งมองว่า ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ในต่างประเทศ หลังทุนสำรองของทางการจีนหด กดดันหยวนอ่อนค่า สภาพคล่องทั่วโลกลด นักลงทุนเทขายตราสารหนี้สหรัฐ ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มขยายตัว ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงต้องโฟกัสไปที่การผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงครึ่งปีหลัง ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแม็พ
 
                     นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2559 ที่ระดับ 1,390 จุด โดยในแง่ของความผันผวนดัชนี (SET Index) จะมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,080-1,390 จุด โดยปัจจัยบวกในประเทศประเมินว่า ภาครัฐมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในส่วนของงบลงทุน และในส่วนของเชิงนโยบาย ส่วนปัจจัยเสี่ยงในประเทศ ยังคงมาจากเรื่องการเมืองทั้งในแง่ของการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้ทันในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 เพื่อให้ทันกำหนดการเลือกตั้งช่วงกลางปี 2560 และประเด็นเรื่องการตัดสิทธิพิเศษทางการค้าจากต่างประเทศ ประเด็นเรื่องปัญหาภัยแล้งมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคเกษตรกร
 
                     สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในปี 2559 แนะนำเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล, กลุ่มท่องเที่ยวและการโรงแรม, กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ, กลุ่มค้าปลีก ส่วนอุตสาหกรรมที่มีโอกาสถูกเพิ่มน้ำหนักการลงทุน และมีโอกาสที่จะโดดเด่นในปี 2559 คือ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และกลุ่มธุรกิจดิจิทัลทีวี ขณะที่อุตสาหกรรมที่ให้น้ำหนักต่ำกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร, กลุ่มอสังหาฯ และกลุ่มธุรกิจเกษตร
 
                     ด้าน น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยปี 2559 จะมีความผันผวนสูงต่อเนื่องจากปี 2558 เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่ฟื้นตัวดีขึ้น โดยคาดว่าในปี 2559 ธนาคารกลางสหรัฐจะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นครั้งละ 0.25% จำนวน 4 ครั้ง รวม 1.00% ซึ่งส่งผลให้กระแส Fund flow มีความผันผวนสูง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ยุโรป ยังคงชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อทิศทางการส่งออกของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นตามการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเป็นแรงหนุนให้ดัชนีสามารถรีบาวด์ขึ้นได้ โดยโกลเบล็กให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ระดับ 1,190-1,510 จุด
 
                     ขณะที่นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ในปี 2559 คาดว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปี 2558 ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่มีทิศทางขยายตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนที่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนให้กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ตลอดจนการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ นับเป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนเพื่อเข้าไปขยายตลาดผู้บริโภคในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV)
 
                     ส่วนการลงทุนในตลาดทองคำนั้น น.ส.ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมราคาทองคำในตลาดโลกปี 2559 หากราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำกว่า 1,046 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีโอกาสที่ราคาจะอ่อนตัวลงไปสู่บริเวณ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยวายแอลจีประเมินกรอบความเคลื่อนไหวราคาทองคำมีแนวรับที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 17,500 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านอยู่ที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,000 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำให้นักลงทุนระยะกลางถึงยาวอาจเริ่มเข้าสะสมทองได้ตั้งแต่บริเวณ 1,046 จนถึง 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นเก็งกำไรในกรอบแนวรับ-แนวต้าน โดยพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐรายวันประกอบการตัดสินใจลงทุน
 
                     ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามซึ่งจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในปี 2559 คือนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และในส่วนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มจะแข็งค่าแต่อาจไม่มากเท่าปี 2558 เนื่องจากตลาดได้ตอบรับประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปมากแล้ว ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องในปี 2559 ซึ่งประเมินไว้ในบริเวณ 36.80-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้จะเห็นความผันผวนที่มากยิ่งขึ้นจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ของโลก