
ศึกชิงคลื่น '1800-900' เลือดสาด
31 ธ.ค. 2558
ศึกชิงคลื่น '1800-900' เลือดสาด เกมพลิก-เพิ่มผู้เล่นโทรคมแข่งเดือด
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระบบโทรคมนาคมยุค fourth generation หรือ 4จี ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจาก 3จี อย่างโดดเด่นในเรื่องความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูลที่สูงกว่า 5-7 เท่าจากระบบ 3จี รองรับการใช้งานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือข้อมูลมัลติมีเดียที่มีความละเอียดสูงขึ้น โดยวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดให้มีการประมูลสัญญาณ 4จี คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ชิมลางชิงคลื่น1800ข้ามวันข้ามคืน
สำหรับคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่นำออกมาประมูลมีจำนวน 2 ใบอนุญาต แบ่งเป็นใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยผู้เข้าร่วมประมูลมีด้วยกัน 4 ราย ประกอบด้วย 1.บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด 2.บริษัทดีแทค ไตรเน็ต จำกัด 3.บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด และ 4.บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตามลำดับ
อย่างไม่คาดคิด ปรากฏว่าการประมูลมีการเคาะราคากันอย่างดุเดือดข้ามวันข้ามคืน ใช้เวลายาวนานถึง 29 ชั่วโมง กว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ และหากนับรวมช่วงเวลาพักจะนานถึง 32 ชั่วโมง จบลงที่การเสนอราคารอบที่ 86 เป็นรอบสุดท้าย โดยผู้ที่ชนะการประมูลสำหรับชุดคลื่นความถี่ชุดที่ 1 คือ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จากค่ายทรูมูฟ มูลค่าที่เสนอสุดท้ายคือ 39,792 ล้านบาท และผู้ที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ชุดที่ 2 คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด จากค่ายเอไอเอส ราคาเสนอประมูลสุดท้ายคือ 40,986 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ยาวนาน ทำให้ กสทช. ต้องปรับแผนเตรียมความพร้อมรองรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 2 ใบอนุญาต ในวันที่ 15 ธันวาคม 2558 โดยได้เพิ่มขนาดของห้องประมูล เพิ่มเตียงนอนพักผ่อน และเครื่องออกกำลังกายในห้องประมูล พร้อมทั้งแจ้งผู้เข้าร่วมประมูลให้เตรียมยารักษาโรคประจำตัวมาให้เรียบร้อย และให้นำเสื้อผ้ามาเปลี่ยนอย่างน้อย 4-5 ชุด ซึ่งสำนักงาน กสทช.ประเมินไว้ว่า การประมูลครั้งนี้อาจใช้เวลาประมูลสูงสุดที่เป็นไปได้คือ 3 วัน 3 คืน
“กสทช.ได้เตรียมการรองรับการประมูลต่อเนื่องอย่างน้อย 3 คืน เชื่อว่าการต่อสู้เคาะราคาจะดุเดือดไม่มีใครถอย” นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวก่อนการเปิดประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์
ชิงดำคลื่น900มาราธอน4วัน3คืน
อย่างไรก็ตาม การประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่เปิดฉากในเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2558 มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดเกินความคาดหมาย โดยกว่าจะได้ผู้ชนะต้องใช้เวลายาวนานถึง 4 วัน 3 คืน สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 19 ธันวาคม 2558 หรือหากนับเป็นรายชั่วโมงจะใช้เวลา 65 ชั่วโมง 55 นาที ไม่รวมเวลาหยุดพัก มีรอบการประมูล 198 รอบ ได้รับเงินจากการประมูล 2 ใบอนุญาต รวมทั้งสิ้น 151,952 ล้านบาท
ขณะที่ผลการประมูลก็ถือว่าพลิกล็อกจากการคาดการณ์ของตลาด เมื่อผู้ชนะเป็นน้องใหม่มาแรงอย่าง บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ได้ครองคลื่นชุดที่ 1 ช่วงความถี่วิทยุ 895-905 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 940-950 เมกะเฮิรตซ์ ในราคา 75,654 ล้านบาท ส่วนอีกรายที่สามารถคว้าคลื่นมาครองได้เป็นผู้ให้บริการเบอร์ 3 นั่นคือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ได้ครอบครองคลื่นความถี่ชุดที่ 2 ช่วงคลื่นความถี่วิทยุ 905-915 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับ 950-960 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาประมูล 76,298 ล้านบาท
นายฐากรวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีแข่งขันราคากันสูง ว่า เกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 1.ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ปล่อยให้ราคาประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ มีราคาต่ำกว่า เนื่องจากหากมีคนชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาที่ต่ำกว่ามาก จะมีต้นทุนให้บริการที่ต่ำกว่าผู้ชนะคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และจะทำให้มีลูกค้ามากกว่าผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า 2.มติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ออกมาแล้วว่า จะใช้ฐานราคากลางขอผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เป็นราคากลางในการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในปี 2561
3.ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องใช้งานคลื่นความถี่อยู่ ไล่เรียงได้ตั้งแต่บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ต้องการมากที่สุด เพราะยังไม่มีคลื่นความถี่ในมือ หากจะเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรมก็ควรต้องมีคลื่นความถี่ในมือ ส่วนบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็น) มีคลื่นความถี่น้อยกว่าคู่แข่งอีก 2 รายในขณะนี้ ทั้งที่มีฐานลูกค้ามากที่สุด ดังนั้นย่าน 900 ที่เคยได้รับทำสัญญาสัมปทานกับ บมจ.ทีโอที จึงน่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมาก ส่วนกลุ่มทรู แม้มีคลื่นความถี่ แต่ก็อยู่ในระบบสัญญาสัมปทานมากเช่นกัน ซึ่งมีราคาต้นทุนสูงกว่าระบบใบอนุญาต และดีแทค ถึงแม้มีคลื่นความถี่มากที่สุดในตลาด แต่จะหมดสัญญาสัมปทานรวดเดียวในปี 2561 มากถึง 55 เมกะเฮิรตซ์
4.เงื่อนไขการชำระเงินแตกต่างจากคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่ใช้เวลาชำระเงินค่าประมูล 3 ปี แต่คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ใช้เวลาชำระเงินค่าประมูล 4 ปี โดยปีที่ 1 ชำระเงินค่าประมูล 50% หรือ 8,040 ล้านบาท ปีที่ 2 ชำระเงินค่าประมูล 25% หรือ 4,020 ล้านบาท ปีที่ 3 ชำระเงินค่าประมูล 25% หรือ 4,020 ล้านบาท และปีที่ 4 ชำระเงินค่าประมูลที่เกินกว่ามูลค่าคลื่นความถี่ที่แท้จริง หรือชำระเงินที่เพิ่มเติมจาก 16,080 ล้านบาท ที่ชำระไปแล้วในงวดที่ 1-3
อย่างไรก็ตาม หลังปิดฉากการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีค่ายมือถือน้องใหม่อย่าง “แจส” เข้ามาร่วมวงชิงเค้กในตลาดมือถือเป็นรายที่ 4 ซึ่งพร้อมจะเปิดให้บริการ 4จี ในต้นปี 2559 และค่ายเบอร์ 3 อย่าง “ทรูมูฟ” เป็นผู้ชนะการประมูลอีกราย ขณะที่ 2 รายใหญ่ คือ เอไอเอส และดีแทค พลาดการประมูลนั้น ทำให้มีการประเมินกันว่า การแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมส่อแววแข่งขันกันรุนแรงมาก
เพิ่มผู้เล่นธุรกิจโทรคมนาคมแข่งเดือด
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี ระบุ ธุรกิจโทรคมนาคมส่อแว่วแข่งขันรุนแรง หลังจากทรู และแจส ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมองว่าการก้าวเข้ามาของแจสจะส่งผลให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมีผู้เล่นหลักเพิ่มขึ้นเป็น 4 ราย และคาดว่าในปี 2559 การแข่งขันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
การประมูลครั้งนี้ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยมีผู้เล่นหลักเพิ่มขึ้นเป็น 4 ราย โดยผู้เล่นแต่ละรายต่างมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบที่แตกต่างกัน เช่น รายที่มีคลื่นความถี่ในมือมากสุดทำให้มีข้อได้เปรียบเรื่องการให้บริการข้อมูลที่รวดเร็วกว่าคู่แข่ง แต่อาจมีปัญหากระแสเงินสดจำกัด ส่วนรายที่เคยครองตลาด เริ่มมีความเสี่ยงจากจำนวนคลื่นที่มีอยู่จำกัด แต่มีความแข็งแกร่งทางการเงินที่สามารถขยายการลงทุนโครงข่ายได้มากกว่าคู่แข่ง ในขณะที่ผู้เล่นรายใหม่นั้นอาจเสียเปรียบในเรื่องเม็ดเงินและประสบการณ์ในการทำธุรกิจ แต่สามารถต่อยอดบริการจากฐานลูกค้าบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีอยู่กว่า 2 ล้านรายได้
“คาดว่าในปี 2559 ธุรกิจโทรคมนาคมจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้าและส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด โดยผู้เล่นรายใหม่อาจร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการต่างชาติและใช้กลยุทธ์ทั้งด้านการตลาดและราคาเพื่อสร้างฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ส่วนผู้เล่นรายเดิมอาจชูประสิทธิภาพในการให้บริการที่เหนือกว่า เนื่องจากมีแบนด์วิธมากกว่า ประกอบกับนำเสนอแพ็กเกจราคาที่ถูกลงเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมของตน”
ท้ายที่สุดแล้วสงครามราคาที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของผู้เล่นแต่ละราย โดยรายที่มีคลื่นในระบบใบอนุญาตทั้งหมดจะมีข้อได้เปรียบมากกว่า เนื่องจากมีต้นทุนกำกับดูแล (regulatory cost) ที่ต่ำกว่า ต่างจากผู้เล่นบางรายที่ยังคงมีคลื่นในระบบสัมปทานที่ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้เป็นค่าสัมปทานในอัตราที่สูงกว่า
อย่างไรก็ดี ในระยะกลาง-ยาว ตลาดโทรคมนาคมอาจมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างผู้เล่นหลัก 4 ราย ดังนั้น จึงต้องจับตามองทิศทางและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจโทรคมนาคมหลังจากนี้ โดยจากกรณีศึกษาของประเทศพัฒนาแล้วที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทย เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือเกาหลีใต้ พบว่ามีจำนวนผู้ให้บริการมือถือไม่มากนัก ประมาณ 3-4 ราย เท่านั้น โดยผู้ให้บริการรายเล็กสุดในประเทศเหล่านี้ที่ยังคงสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 10% ขึ้นไป
ขณะที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยรุนแรงมากขึ้น หลังจากบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ผู้ประกอบการรายใหม่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งฟิทช์คาดว่า บริษัทจะใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่รุนแรง เพื่อสร้างฐานลูกค้าและแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดจากผู้ประกอบการรายเดิม โดยค่าบริการด้านข้อมูลของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทยจะปรับตัวลดลง เพราะผู้ประกอบการรายเดิม ได้แก่ เอไอเอส, ดีแทค และทรู จะแข่งขันด้านราคาค่าบริการกับแจส ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดของผู้ประกอบการจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งจะลดทอนผลประโยชน์จากต้นทุนค่าส่วนแบ่งรายได้ที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากการโอนย้ายผู้ใช้บริการไปอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาต
“แจสต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะยังไม่มีกฎระเบียบการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการเช่าใช้โครงข่าย แจสต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากเพื่อสร้างฐานลูกค้า เพราะค่าใช้จ่ายขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และชำระค่าคลื่นความถี่ที่สูง และการแข่งขันที่รุนแรง”



