
จับตา 'อีสท์วอเตอร์' ปมขยายสัญญา สร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดัน
29 ธ.ค. 2558
บทความพิเศษ : จับตา 'อีสท์วอเตอร์' ปมขยายสัญญา ก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดัน
ความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการบริหารงานภายในของบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ “อีสท์วอเตอร์” ซึ่งมีการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นใหญ่ ส่อเค้าจะบานปลาย โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าวอิศราเคยนำเสนอเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายน้ำดิบระหว่างบริษัทแห่งนี้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาวนานกว่า 40 ปี มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท แต่มีผู้ถือหุ้นบางรายเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพราะมองว่าสัญญาฉบับนี้เข้าข่ายผูกขาดและเอื้อประโยชน์ให้ผู้บริหารบางราย
ผู้ถือหุ้นรายนั้นอ้างว่ามีการร้องเรียนไปยังผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาคให้ตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 จากนั้นผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ได้มีคำสั่งให้รองผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค ที่นั่งอยู่ในบอร์ดอีสท์วอเตอร์นำเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในที่ประชุมอีสท์วอเตอร์ด้วย จากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป ซึ่งในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการฝ่ายตรวจสอบไปดูข้อมูล ก่อนจะมีผลสรุปออกมาว่าไม่มีปัญหา กาารดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนระเบียบการดำเนินงาน ดังนั้นโครงการนี้จึงยังคงเดินหน้าต่อมาถึงทุกวันนี้
ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงการประปาภูมิภาค (กปภ.) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสัดส่วน 40% ของอีสท์วอเตอร์ โดยมีการระบุว่าผู้บริหารรายหนึ่งมีการนำเงินของบริษัทออกไปราว 1 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีการจัดทำโครงการจริง หรือเป็นโครงการลมและนำเงินบางส่วนไปให้แก่นักการเมืองและมีการทุจริตการจัดซื้อที่ดิน ซึ่งถือเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงสำหรับผู้บริหารบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
ความเดิมยังไม่ทันกระจ่าง ล่าสุดมีผู้บริหารของบริษัทแห่งนี้ตรวจพบความไม่ชอบมาพากลภายในบริษัทเกี่ยวกับโครงการพัฒนาก่อสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดันจังหวัดชลบุรี ซึ่งในโครงการนี้มีการว่าจ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งให้พัฒนาสระเก็บน้ำดิบทับมา มูลค่าโครงการ 2.2 พันล้านบาท โดยกำหนดเริ่มงานมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 มีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ตามข้อตกลงหากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จบริษัทคู่สัญญาจะต้องจ่ายค่าปรับงานล่าช้าวันละ 2.2 ล้านบาท
ต่อมาบริษัทคู่สัญญาอ้างปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกก่อนหน้านี้และขอขยายสัญญาการก่อสร้างโครงการนี้ออกไป 213 วัน ซึ่งหากไม่ได้รับการอนุญาตจากอีสท์วอเตอร์ บริษัทคู่สัญญาจะต้องจ่ายค่าปรับมากกว่า 400 ล้านบาท
“หากไม่มีการขยายสัญญาบริษัทคู่สัญญาจะต้องจ่ายเงินค่าปรับมากกว่า 400 ล้านบาทให้อีสท์วอเตอร์ แต่มีผู้บริหารในอีสท์วอเตอร์บางรายไปเจรจาต่อรองกับบริษัทคู่สัญญาที่อังกฤษและญี่ปุ่นเรียกรับผลประโยชน์ร้อยละ 20 จากเงินค่าปรับ หรือราว 80 ล้านบาท ซึ่งทราบว่ามีการจ่ายเงินกันแล้ว 10 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะจ่ายกันเร็วๆ นี้” ผู้บริหารในอีสท์วอเตอร์รายหนึ่งเปิดเผย
ผู้บริหารรายนี้ บอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้การประปาเสียโอกาสแล้วยังทำให้ประชาชนเสียโอกาสจากการได้ใช้น้ำประปาที่มีคุณภาพและปริมาณมากขึ้นหากโครงการก่อสร้างได้ทันกำหนด และหากไม่มีการขยายสัญญาออกไปก็จะมีรายได้จากเงินค่าปรับกว่า 400 ล้านบาท แต่ความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นนำมาสู่หนังสือเลขที่ EW/TB/58/CE-Oth/203 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2558 ให้ขยายโครงการนี้ออกไปอีก 213 วัน โดยกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559
ความไม่ชอบมาพากลในตัวผู้บริหารรายนี้ยังถูกตั้งข้อสังเกตจากเพื่อนร่วมงาน นอกจากจะมีการขยายเวลาให้บริษัทคู่สัญญาทั้งที่การก่อสร้างงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาแล้ว ยังมีการเซ็นสัญญาให้บริษัทคู่สัญญารายนี้ได้รับงานในโครงการใหม่คือโครงการก่อสร้างท่อน้ำดิบหนองปลาไหล-หนองค้อ เส้นที่ 2 มูลค่าโครงการกว่า 407 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
“การกระทำที่เกิดขึ้นถือเป็นการเล่นพรรคเล่นพวกมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน ซึ่งนอกจากจะเห็นจากโครงการก่อสร้างต่างๆ ที่บริษัทคู่สัญญารายเดิมๆ มักได้รับสัญญาแล้ว ยังมีการส่งเครือญาติเข้าไปเป็นผู้บริหารในบริษัทลูกของอีสท์วอเตอร์ ซึ่งจะมีการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้ การกระทำลักษณะนี้น่าเป็นห่วงว่าในการกระจายหุ้นจะสร้างความเสียหายได้” ผู้บริหารรายหนึ่งในอีสท์วอเตอร์ให้ข้อมูล
มีรายงานว่าในวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีจะมีการหยิบยกถึงเรื่องการบริหารของบริษัทอีสท์วอเตอร์เข้าที่ประชุมด้วย ซึ่งผู้บริหารรายนี้ต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการขยายเวลาการก่อสร้างโครงการสระเก็บน้ำดิบทับมา และการได้รับสัญญาก่อสร้างโครงการใหม่ของบริษัทเดิมที่ยังมีปัญหาด้วย เพราะหากปล่อยไปอาจสร้างความเสียหายให้กับบริษัทอีสท์วอเตอร์ และการประปาภูมิภาค ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย



