
สลาก 80 บาทฝันที่เป็นจริง เลิกโควตาปิดตำนาน 'เสือนอนกิน'
29 ธ.ค. 2558
10 ข่าวเด่น 2558 : สลาก 80 บาทฝันที่เป็นจริง เลิกโควตาปิดตำนาน 'เสือนอนกิน' : โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจ
ความพยายามในการแก้ปัญหาขายสลาก หรือลอตเตอรี่ “เกินราคา” มีมาแทบทุกรัฐบาล แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลทั้งหมด 74 ล้านฉบับ ตกอยู่ในครอบครองของผู้ค้ารายใหญ่แทบทั้งสิ้น จากรายงานข้อมูลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพบว่า ตัวแทนจำหน่ายที่ครอบครองโควตาสลากมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับหนึ่ง มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ครอบครองโควตาสลากกว่า 9.2 ล้านฉบับต่องวด อันดับที่ 2 สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 2.7 ล้านฉบับ
อันดับที่ 3 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2.35 ล้านฉบับ อันดับที่ 4 สมาคมพนักงานผู้เกษียณอายุสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2 ล้านฉบับ อันดับที่ 5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงษ์ และบริษัทหยาดน้ำเพชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต มีโควตาสลากรวมกัน 4.8 ล้านฉบับ รวม 10 อันดับแรก ครอบครองโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศลทั้งหมด 22.74 ล้านฉบับ คิดเป็นสัดส่วน 30.7% ของปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับ
จนกระทั่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินหน้าตัดสินใจใช้อำนาจพิเศษในมาตรา 44 ประกาศมาตรการแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา โละคณะกรรมการกองสลากยกชุด และมีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ มานั่งประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ดสลาก) คนใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นคนนอกกระทรวงการคลังคนแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ พร้อมทั้งได้แต่งตั้งกรรมการอีก 3 คน คือ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข พ.ท.หนุน ศันสนาคม และนายธนวรรธน์ พลวิชัย เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ จากการดำเนินมาตรการแก้ปัญหาสลากเกินราคาระยะที่ 1 เพิ่มส่วนลดให้แก่ผู้ค้าสลาก ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายตรึงราคาขายสลากปลายทางคู่ละ 80 บาท อย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันบอร์ดสลากได้มอบหมายให้ “คณะกรรมการบริหารจัดการสลาก” ลงพื้นที่สำรวจราคาสลาก และรับฟังความคิดเห็นผู้ค้าสลากทั่วประเทศ พบว่าราคาขายส่งสลากตัวปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา จากราคาคู่ละ 72 บาท เป็นคู่ละ 78 บาท ทำให้คนขายหวยตัวจริงมีส่วนต่างเพียงคู่ละ 2 บาท
ดังนั้น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ครั้งที่ 13/2558 จึงมีมติให้สำนักงานสลากฯ จัดทำ “โครงการสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล” (พิมพ์สลากเพิ่ม) โดยเปิดให้ผู้ค้าสลากรายย่อยซื้อสลากหรือสั่งจองสลากล่วงหน้าขั้นต่ำ 5 เล่มต่อราย สูงสุด 50 เล่มต่อราย ผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทั่วประเทศ โดยมีบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินการจัดส่งสลากให้แก่ผู้ค้าสลากรายย่อย
ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยสามารถซื้อและจองสลากไปขายได้แบบไม่มีโควตา พร้อมทั้งเปิดประตูพิมพ์สลากจำนวนไม่อั้น แม้การออกมาตรการครั้งนี้บอร์ดสลากจะใช้เหตุผลเพื่อกระจายสลากให้ถึงมือรายย่อยให้มากที่สุด แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งทุกคนรู้กันดีว่า ต้องการบั่นทอนพลังบรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ซึ่งยังขายส่งสลากให้ผู้ค้ารายย่อยแพงกว่าที่บอร์ดสลากตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้นโยบายคุมราคาสลาก 80 บาทต่อใบไม่ได้ผลเท่าที่ควร
ด้าน พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานบอร์ดสลาก บอกว่า ได้วางแนวทางแก้ปัญหาสลากแพงไว้ 3 ระยะ โดยในช่วง 3 เดือนที่เข้ามารับหน้าที่ประธานสลาก ได้ดำเนินการในระยะแรก คือจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายไปแล้ว ในช่วงแรกมีการใช้นโยบายหลายเรื่องที่ไม่เคยมีบอร์ดในอดีตกล้าทำมาก่อน ทั้งกรณีการให้ส่วนลดผู้ค้าเพิ่ม การตัดโควตาผู้ค้ารายใหญ่เพื่อนำมากระจายให้รายย่อย และจัดสรรให้มูลนิธิคนพิการให้มากขึ้น ยกเลิกรางวัลแจ็กพอต ออกรางวัล 3 ตัวหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ในระยะแรกจะดำเนินการอย่างเข้มงวด แต่ยังไม่สามารถควบคุมให้ขายสลากในราคา 80 บาท ได้ตามเป้าหมาย โดยพบว่ายังมีการขายเกินราคาไปถึง 120 บาท ดังนั้น การประชุมบอร์ดสลากในเวลาต่อมาได้ออกแนวทางดูแลราคาสลากในระยะที่ 2 ที่กำหนดให้เป็นช่วงของการปรับแผนและกำหนดทิศทางการจำหน่ายสลาก โดยประกาศให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนเป็นผู้ค้าสลาก เพื่อซื้อและจองสลากตั้งแต่ 5 เล่มคู่ สูงสุดไม่เกิน 50 เล่ม ถ้ามีจองเข้ามาครบ 1 หมื่นเล่มคู่จะพิมพ์ให้ทันที
นโยบายของบอร์ดสลากข้างต้นถือเป็นการสร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ เพราะการขอให้เพิ่มจำนวนสลากนั้น ถูกเรียกร้องมานานจากผู้ค้ารายย่อย และจากคนพิการ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีโควตาในมือ และต้องไปซื้อจากยี่ปั๊ว นอกจากการจองซื้อได้ไม่อั้นแล้ว บอร์ดสลากได้เพิ่มช่องทางการจองซื้อผ่านธนาคารกรุงไทย และส่งสลากทางไปรษณีย์ เพื่อลดต้นทุนของผู้ค้า จะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมารับสลากยังส่วนกลาง โดยกำหนดเปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนเป็นผู้ค้าตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นจะเปิดให้จองและซื้อสลากในวันที่ 3-7 ตุลาคม โดยแบ่งเป็นการซื้อเพื่อนำไปขายสำหรับงวดวันที่ 16 ตุลาคม ส่วนการจองจะได้สลากสำหรับงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2558
ดังนั้น ตั้งแต่งวดวันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จำนวนสลากจะต้องมากกว่า 74 ล้านฉบับ (โควตาเดิม) ซึ่ง พล.ต.อภิรัชต์ประกาศชัดเจนว่า ถ้าจองมาถึง 100 ล้านฉบับ พร้อมจะพิมพ์ให้ โดยระบบจองซื้อใหม่นี้จะไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ระหว่างผู้ซื้อกับสำนักงานสลากฯ ดังนั้นผู้ซื้อจะซื้อเท่าไรก็ได้ จะซื้องวดใดก็ได้ ถือว่ามีความยืดหยุ่นกว่าระบบเก่าที่ต้องซื้อในจำนวนที่เท่ากันทุกงวดตามสัญญา สำหรับผู้ขายคือสำนักงานสลากฯ สามารถยกเลิก เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขวิธีการเมื่อใดก็ได้ โดยผู้ที่จองซื้อจะไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ
พล.ต.อภิรัชต์ กล่าวว่า มติบอร์ดที่ออกมานั้นทำให้ประชาชนทุกคนสามารถมาซื้อและขายสลากได้ ส่วนระบบโควตา 74 ล้านฉบับ ยังมีอยู่ตามสัญญาไปจนถึงเดือนธันวาคมนี้ ผู้มีโควตาอยู่แล้วสามารถจองซื้อผ่านระบบใหม่ในนามบุคคลธรรมดาได้ด้วย ซึ่งมาตรการที่ออกมาครั้งนี้จะทำให้ทราบถึงปริมาณสลากว่าควรจะมีเท่าไร ผู้ค้าที่แท้จริงมีกี่ราย เพื่อนำไปวางแผนการดำเนินการในระยะที่ 3 ที่จะออกมาเพื่อดูแลราคาสลากอย่างถาวร โดยจะขอเวลา 1 เดือน ในการประเมินผลมาตรการที่ออกมาว่าควรจะมีมาตรการอื่นในระยะที่ 2.1 ออกมาเสริมหรือไม่
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสลากฯ มีมติเห็นชอบไม่ต่ออายุสัญญารับสลากไปจำหน่าย (โควตาสลาก) กับนิติบุคคลทั้งหมด รวมทั้งองค์กร หรือมูลนิธิต่างๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้พิการ รวมทั้งสิ้นกว่า 2,495 แห่ง จำนวน 15.8 ล้านฉบับ หรือคิดเป็น 7.9 ล้านคู่ โดยให้มีผลตั้งแต่งวดวันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป เนื่องจากต้องการนำส่วนดังกล่าวเข้ามาสู่โครงการสั่งซื้อ-สั่งจองสลากล่วงหน้า ตามแผนงานระยะที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคา ซึ่งจะช่วยให้สลากกระจายให้แก่ผู้ค้ารายย่อยมากที่สุด และประชาชนก็จะซื้อสลากได้ในราคาคู่ละ 80 บาท ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายไว้
อย่างไรก็ตาม หลังจากคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลตัดสินใจไม่ต่อสัญญาให้ตัวแทนจำหน่ายสลากที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนพิการจำนวน 6 หมื่นเล่ม และให้นำโควตาสลากส่วนนี้มาขายผ่านธนาคารกรุงไทย ล่าสุด ปรับลดยอดจองซื้อสูงสุดจาก 15 เล่มคู่ต่อราย ลดเหลือ 5 เล่มคู่ต่อราย โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดสรรสลากกระจายถึงมือผู้ค้าสลากรายย่อยอย่างทั่วถึง
“ผู้ค้ารายย่อย มูลนิธิ สมาคมคนพิการที่ยังได้รับการต่ออายุโควตากับสำนักงานสลากฯนั้น ต้องมีการแก้ไขสัญญาระบุชัดเจนว่าต้องจำหน่ายให้สมาชิกในราคาไม่เกิน 70.40 บาทต่อฉบับคู่ และลอตเตอรี่ที่นำไปขายในปลีกให้ประชาชนต้องไม่เกิน 80 บาท หากมีการตรวจพบขายเกินราคาจะตรวจสอบย้อนกลับดูว่าลอตเตอรี่นี้เป็นของใคร โดยมีโทษหากขายเกินราคาปรับ 10,000 บาท และจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้”
พล.ต.ฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า การปรับลดยอดสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเหลือรายละไม่เกิน 5 เล่ม ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ถ้าดูจากยอดการสั่งซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาลวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 จะเห็นว่ามีผู้ค้าสลากรายย่อยได้รับการจัดสรรสลาก 42,213 ราย เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนถึง 317% เชื่อว่าการปรับลดเพดานการซื้อสลากเหลือ 5 เล่มคู่ต่อราย จะทำให้ผู้ค้าสลากได้รับการจัดสรรสลากอย่างทั่วถึง
การแก้ปัญหากองสลากเป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2559 ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเข้ามาคุมราคาสลากได้ในตอนนี้ ทำให้ผู้ค้ารายย่อยเข้าถึงสลากได้อย่างทั่วถึง โดยการไม่ต่อสัญญา “5 เสือกองสลาก” ซึ่งเป็นนิติบุคคล 5 บริษัท รายใหญ่ ได้แก่ บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด, บริษัท ปลื้มวัธนา จำกัด หรือชื่อใหม่คือ บริษัท แอดวานซ์ เทคโนโลยีซิสเต็มส์ จำกัด, บริษัท ไดมอนด์ ล็อตโต้ จำกัด ของ “เจ๊แดง”, บริษัทหยาดน้ำเพชร จำกัด และบริษัทบีบี เมอร์ชานท์ จำกัด ของ “เจ๊สะเรียง” แต่ดูเหมือนการจองซื้อของรายย่อยก็ยังมีปัญหาไม่หยุดหย่อน ขณะที่ความพยายามของยี่ปั๊ว-ซาปั๊วที่เคยเป็นเสือนอนกินก็พยายามที่จะล้มระบบใหม่ด้วยเช่นกัน
---------------------
(10 ข่าวเด่น 2558 : สลาก 80 บาทฝันที่เป็นจริง เลิกโควตาปิดตำนาน 'เสือนอนกิน' : โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจ)



