ข่าว

‘นายกฯ’นำครม.เศรษฐกิจลงใต้

‘นายกฯ’นำครม.เศรษฐกิจลงใต้

28 ธ.ค. 2558

‘นายกฯ’ นำครม.เศรษฐกิจลงใต้ ติดตามการขับเคลื่อนโยบายรัฐ ดูตัวอย่างเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทองแซมสวนยาง ยันคดีเกาะเต่ายึดกฎหมาย-อุทธรณ์ได้ ขออย่าดึง ‘ซูจี’ เอี่ยว

 
      28 ธ.ค.2558 เมื่อเวลา 06.30 น. ที่ฝูงเครื่องบิน กองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก เขตดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ก่อนเดินทางไปยัง จ.สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมนิคมอุตสาหกรรมยาง (Rubber city) และเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมเปิดอาคารด่านพรหมแดนสะเดาขาออก ที่ อ.สะเดา จ. สงขลา 
 
      โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเดินทางว่า วันนี้เป็นการตรวจเยี่ยมเพื่อติดตามผลการทำงานหลังจากได้ออกนโยบายและสั่งการในหลายๆเรื่อง รวมถึงติดตามการใช้จ่ายงบประมาณในการดูแลเกษตรกร ซึ่งมีหลายอาชีพ โดยภาคใต้จะเน้นการช่วยเหลือชาวสวนยางตามที่ได้อนุมัติงบประมาณไปแล้ว รวมถึงการเพิ่มศักยภาพรายได้ รวมถึงการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เช่นกล้วยหอมในสวนยางพารา ขณะนี้เป็นระยะแรกที่รัฐบาลสร้างความเข้มแข็ง แต่ไม่ใช่ว่าจะไปทำอย่างไรให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลทำไม่ได้อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังไปดูโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางที่กำลังจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีเหตุติดขัดจะสามารถเริ่มได้ในปี2559โดยใช้ในการแปลรูปยางพาราชั้นต้น ชั้นกลาง เพื่อไปใช้ในอุสาหกรรมต่างๆ การมีอาชีพรายได้วันนี้ การเกษตรอย่างเดียวไม่เพียงพอ จำเป็นต้องปลูกพืชเสริม หรืออาชีพอื่นเสริมไปด้วย โชคดีที่ภาคใต้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำ
 
      พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า การลงพื้นที่วันนี้จะไปดูการเตรียมการเรื่อด่านชายแดน ที่เชื่อมต่อระหว่างไทยกับมาเลเซีย
 
 
‘นายกฯ’ ยันคดีเกาะเต่ายึดก.ม.-อุทธรณ์ได้ ขออย่าดึง ‘ซูจี’ เอี่ยว
 
 
      28 ธ.ค.58 เมื่อเวลา 06.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการชุมนุมประท้วงของชาวเมียนมาเนื่องจากไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ลงโทษพิพากษาประหารชีวิต 2 จำเลย ในคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ว่า แล้วศาลยุติธรรมว่าอย่างไร ประเทศเรามีกฎหมายหรือเปล่า ศาลว่าอย่างไร เขาเขียนว่าอย่างไร ขั้นตอนทางกฎหมายว่าอย่างไร ถ้าศาลตัดสินมาแล้ว เขาอุทธรณ์ได้หรือเปล่า มีฎีกาหรือเปล่า แล้วจะเขียนอะไรให้มากมายไปกว่านี้ หรืออย่างไร ระบบศาลยุติธรรมก็เสียหายอีก ใช้ไม่ได้สักอย่าง ประเทศไทยใช้ไม่ได้สักอย่าง ก็ชี้แจงได้ ทางเมียนมาเขาก็บอกว่าขอความกรุณาให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่จะให้ยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมดได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็บอกเขาสิ ไม่ใช่เขียนไปเรื่อย
 
      เมื่อถามว่า ชาวเมียนมาชุมนุมหน้าบ้านนางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เรียกร้องให้ช่วยเหลือนักโทษเมียนมาทั้ง 2 คน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ดูทำไม ก็ไปเอาตำรวจมาดูกับตำรวจกันเอง เขาก็ให้อุทธรณ์ไม่ใช่เหรอ กฎหมายทั้งโลกมีอย่างนี้ไหม หรือประเทศไทยไม่ต้องมีอุทธรณ์ หรือทุกคดีกดดันแล้วก็ปล่อยหรือไง นั้นไปเกิดรัฐบาลที่แล้ว ไปขอเขาโน้น เขาชอบทำอย่างนั้นไง
 
 
‘นายกฯ’ ชี้ช็อปช่วยชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนในประเทศ
 
 
      28 ธ.ค. 2558 เมื่อเวลา 06.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช็อปช่วยชาติ ระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2558 ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทที่ประชาชนให้ความสนใจจำนวนมาก ว่า นี่คือสิ่งที่รัฐบาลทำจริง โดยรัฐบาลต้องแบกรับภาระในเรื่องของภาษีที่ได้ลดลง ถึงแม้จะมีผลกระทบบ้างแต่สิ่งที่ต้องการ คือให้ประชาชนได้จับจ่ายใช้สอย ได้สินค้าราคาถูก มีการหมุนเวียนการใช้จ่ายเงินในพื้นที่ โดยเฉพาะในเรื่องของการค้าขาย และทำให้เกิดวงจรการผลิต ทำให้เกิดการลงทุน 
 
      “ประเด็นสำคัญคือทำให้เกิดวงจรการผลิต ไม่ใช่มองอย่างเดียวว่าซื้อของถูก ถ้าเดิมของราคามันแพงอยู่ ซื้อไม่ได้มันก็ผลิตไม่ได้ ก็ทำให้โรงงานต่างๆ รายได้ลดลง การลงทุนก็ไม่เกิด มันต้องดูอย่างนี้ อย่าไปดูกระพี้ ดูแต่ใครได้อย่างเดียว ถ้าได้มากๆแล้วดี แล้วมันทำให้อย่างอื่นเสียหายไหม คิดให้ทันครบถ้วนบ้าง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 
 
      ส่วนที่ประชาชนเรียกร้องให้มีการจัดมาตราการในลักษณะดังกล่าวช่วงเทศกาลอื่นๆ ด้วยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เอาช่วงนี้ให้รอดก่อน ใครมีเงินก็ขอช่วยไปใช้จ่าย ไม่ใช่รอแต่การลดราคาสินค้า ให้ช่วยประเทศบ้าง เพราะถ้าทำอย่างนั้นประเทศชาติจะไปไม่ได้ ใครจะสามารถทำให้ได้ถ้าไม่ช่วยกัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็พยายามหาทางช่วยเหลือ
 
 
‘นายกฯ’ ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ดูตัวอย่างเกษตรกรปลูกล้วยหอมทองแซมสวนยาง
 
 
      28 ธ.ค.58 เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปยังบ้านของนายวิสูตร คันทรักษา เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ที่4 ต.ท่าเรือ อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ในโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง ในการปลูกกล้วยหอมทองแซมในสวนยางพารา ซึ่งเป็นมาตรการเสริมแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งจ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ผลิตกล้วยหอมทองส่งออกมากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีนายวงศศิริ พรหมชนะ ผู้ว่าฯจ.สุราษฎร์ธานี ข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารส่วนท้องถิ่น เกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรปลูกกล้วยหอมทอง ประชาชน มาคอยให้การต้อนรับ
 
      โดยนายกฯได้สอบถามนายวิสูตร ถึงกระบวนการปลูกกล้วยหอมทองแซมสวนยาง พร้อมกับแนะนำให้หาวิธีการแปรรูปหลายๆอย่าง และขยายตลาดรองรับ ขณะที่นายวิสูตร กล่าวกับนายกฯว่า "บางคนก็ว่าผม การที่ปลูกกล้วยหอมทองแซมสวนยางแบบนี้ เหมือนผมเป็นคนบ้า"
 
      ขณะที่ นายกฯกล่าวว่า "ก็ทำดีแล้ว คนที่ว่าอย่างนั้นต่างหากคือคนบ้า" พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังแนะนำว่า ถ้ามีปัญหาอะไรให้ปรึกษาสหกรณ์จังหวัด กรมสงส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือถ้าเก่งอยู่แล้ว ว่างหรือเปล่าละ ไปสอนกระทรวงเกษตรฯเขาหน่อยสิ"
 
      จากนั้น นายกฯได้พบปะกับประชาชนที่มาให้การต้อนรับ ซึ่งประชาชน อวยพรขอให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ไปอีก 10 ปี ขณะที่ นายกฯ ยิ้มแล้ว กล่าวตอนหนึ่งว่า “หนังสือพิมพ์ลงแล้วไม่ใช่หรือว่า ใครเป็นนายกฯ คนต่อไป หมอดูอีทีก็ทำนายแล้วนี่ว่า ใครเป็นนายกฯคนต่อไป ผมไม่ใช่นักการเมือง เข้ามาช่วยลดความขัดแย้ง ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ก็ขอให้ช่วยกันสร้างความสงบให้กับประเทศชาติ ไม่ใช่ว่าใครเขามาหลอกอะไร ให้เงินหรือให้อะไร ก็ไปกับเขาหมด”
 
      โดยช่วงท้าย นายกฯให้กำลังใจเกษตรกรว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ขอให้รักษาเอาไว้ และขยายไปยังท้องถิ่นอื่นๆ ด้วย
 
      สำหรับนายวิสูตร คันทรักษา เป็นเกษตรกรประกอบอาชีพสวนยางมายาวนาน แต่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ จึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร เพื่อร่วมโครงการปลูกกล้วยหอมทองตั้งแต่ปี พ.ศ.2557เป็นต้นมา โดยแบ่งพื้นที่มาปลูกกล้วยหอม จำนวน 13 ไร่ ได้รับผลผลิตเป็นที่พอใจ ส่งออกขายไปยังประเทศญี่ปุ่น ได้รับกำไรจากการขายกล้วยหอมทองประมาณ 21,800 บาทต่อไร่ ปัจจุบันนายวิสูตร คันทรักษา หันมาทำเกษตรแบบปราดเปรื่อง นอกจากปลูกกล้วยหอมทองแล้ว ได้แบ่งพื้นที่ทำสวนยางพาราจำนวน30ไร่ กรีดยางขายรายวันมีรายได้ประมาณ 1,100 บาท และปลูกปาล์มน้ำมันขายจำนวน 15 ไร่ มีรายได้เดือนละ 7-8 พันบาท นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อให้ร่มเงารักษาความสมดุลทางธรรมชาติ และยึดหลักเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีวิต