ข่าว

แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

28 ธ.ค. 2558

เหลียวหลังแลหน้า 'สุขุมพันธุ์' แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. : โดย...สำนักข่าวเนชั่น

 
                      การชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิงของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลค่า 6.6 พันล้าน ทำให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ในขณะนั้น ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 เปิดช่องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูกเลือกเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งจากคะแนนคนกรุงเทพฯ 934,602 เสียง
 
                      เป็นจุดเริ่มต้นตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 15 ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง เหตุการณ์บ้านเมืองยังอยู่ในวิกฤติการชุมนุมในกรุงเทพฯตั้งแต่ปี 2550 เมื่อรวมกับเหตุการณ์น้ำใหญ่ในปี 2554 และสารพัดปัญหาในเมืองหลวง ทุกอย่าง “พุ่งเป้า” กดดันสุขุมพันธุ์ ต่อการทำหน้าที่ผู้นำในครั้งนั้น ถึงแม้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายฝ่ายจะชื่นชมในการนำพาพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ รอดพ้นจากภัยน้ำท่วม แต่จากปมร้อน “กล้องดัมมี่” ที่สังคมออกมาวิจารณ์อย่างหนักต่อมาในขณะนั้น กลายเป็นปัญหาที่กระทบ “ความเชื่อมั่น” ในตัวสุขุมพันธุ์พอสมควร
 
                      ในยุคที่สุขุมพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก เป็นช่วงเดียวที่สังคม “โซเชียลมีเดีย” กำลังเติบโต จากปัญหาในกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องความไม่เป็นระเบียบ ความปลอดภัย หรือกระทั่งการตรวจสอบโครงการสำคัญของ กทม. ทั้งกล้องวงจรปิด การแก้ปัญหาน้ำท่วม สนามบางกอก อารีนาที่สร้างไม่เสร็จจากหลายๆ ปัจจัย จนคณะกรรมการฟุตซอลของฟีฟ่า มีมติยกเลิกการใช้สนามบางกอก อารีนา เนื่องจากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ฟีฟ่ากำหนด ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่สังคมโลกออนไลน์ได้ “สะท้อน” ปัญหาออกมารวดเร็วจากช่องทางโซเชียลมีเดียทั้งหมด เพื่อคอยกระตุ้นการทำงานของสุขุมพันธุ์ ให้เป็นไปตามที่คนกรุงเทพฯคาดหวัง
 
                      ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา สุขุมพันธุ์กลายเป็นผู้ว่าฯ กทม.ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อพื้นที่ใดเกิดปัญหาคนกรุงเทพฯ ยังต้องการ “เห็นภาพ” ผู้ว่าฯ กทม.ลงพื้นที่ทันที โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหลายครั้งที่ระบบป้องกันน้ำท่วมของ กทม.ยังไม่สามารถดูแลและป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ทั้งหมด ถึงแม้จะมีบางฝ่ายจะมองการลงพื้นที่เป็นการสร้างภาพหรือหวังประโยชน์ทางการเมือง แต่อย่างน้อยสังคมส่วนใหญ่ยังอยากเห็น “บทบาทผู้ว่าฯ กทม.” ลงมากำกับหรือสั่งการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะในยุค “พิจิตต รัตตกุล” เป็นผู้ว่าฯ กทม. คนกรุงเทพฯยังติดตาภาพการลงพื้นที่สม่ำเสมอจนถึงทุกวันนี้
 
                      ภายหลังสุขุมพันธุ์หมดวาระสมัยแรก เมื่อถึงช่วงการเมืองพรรคเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ ต้องลงแข่งเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้ง ในคราวนั้นสุขุมพันธุ์ชิงประกาศตัวจะลงสมัครป้องกันแชมป์ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ เพื่อแข่งกับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากฝั่งเพื่อไทย การต่อสู้ของสองพรรคใหญ่ในสนามเลือกตั้งเมืองหลวง เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้บนความขัดแย้งในสังคมที่ยังร้าวลึกและรุนแรง เวทีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2556 จึงเป็น “เดิมพัน” สำคัญทางการเมืองของทั้งสองพรรค เมื่อผลเลือกตั้งออกด้วยคะแนนนิยมส่วนตัวของสุขุมพันธุ์ คะแนนจากประชาธิปัตย์ หรือคะแนนจากผู้ที่ไม่ต้องการเพื่อไทย นั่งเก้าอี้บริหารทั้งรัฐบาลและกทม. ที่สุดแล้วสุขุมพันธุ์ได้รับเลือกจากคนกรุงเทพฯ ให้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ด้วยคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 1,256,349 เสียง เอาชนะ พล.ต.อ.พงศพัศที่ 1,077,899 คะแนน
 
                      ทว่าหลังการเลือกตั้งไม่นาน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีมติรับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีมีผู้สนับสนุนสุขุมพันธุ์ปราศรัยโจมตี พล.ต.อ.พงศพัศ ในระหว่างการหาเสียง สุขุมพันธุ์จึงต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ไปนานกว่า 6 เดือนเต็ม ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายกฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2557 ก็เป็นอีกจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายหินของสุขุมพันธุ์ ตั้งแต่รับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.สมัยสอง จากนั้นเพียงไม่กี่เดือนในช่วงมีนาคม 2558 พื้นที่กรุงเทพฯ ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายจุด คนกรุงได้ออกมาสะท้อนการทำงานและส่งสัญญาณตามหา “ผู้ว่าฯ กทม.” ในที่สุดสุขุมพันธุ์ต้องออกมาแถลงชี้แจงเป็นวาทะโด่งดังแห่งปีตอนหนึ่งที่ว่า “เราเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอย...”
 
                      จากวันนั้นถึงวันนี้ คำว่า “บนดอย” ยังเป็นประโยคที่สังคมวิพากษ์อย่างเสียงดัง ถึง “บทบาทผู้นำ” ทำให้พรรคต้นสังกัดอย่างประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องรีบออกมาขอโทษคนกรุงเทพฯ และพยายามต่อสายพูดคุยกับสุขุมพันธุ์ถึงข้อร้องเรียนและปรับความเข้าใจในการทำงาน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเสียงโหวตจากกรุงเทพฯ ร้าวลึกไปถึงอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงข่าวเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของ กทม.หลายเรื่อง หนักที่สุดคงไม่พ้นกระแสข่าวที่คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ มีมติ “ไม่เป็นทางการ” ขับสุขุมพันธุ์ออกจากการเป็นสมาชิกภาพพรรค
 
                      ตลอด 7 ปีเต็มในอำนาจการบริหารงานในศาลาว่าการเสาชิงช้า บทบาทสุขุมพันธุ์ถูกท้าทายตลอดช่วงการเป็นผู้ว่าฯ กทม. หลายฝ่ายจึงมองว่าในปี 2559 จะเป็นปีแห่งแรงเสียดทานทางการเมืองในตัวสุขุมพันธุ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนโค้งสุดท้ายหมดวาระในเดือนมีนาคม 2560 แน่นอนว่าเวลาที่เหลืออยู่จะเป็นตัวเร่งนโยบาย 10+6 ตามที่สุขุมพันธุ์เคยสัญญากับคนกรุงไว้ แต่สถานการณ์ไม่ลงรอยระหว่าง "สุขุมพันธุ์-ประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตของทั้งพรรคและตัวสุขุมพันธุ์ เพราะ “ศึกใน” ครั้งนี้ ประชาธิปัตย์รู้ดีว่ามีผลต่อการตัดสินใจของคนกรุงเทพฯ ต่อการให้ความสำคัญกับกระบวนการเลือก “ตัวแทน” ในครั้งต่อไป
 
                      ในทางกลับกันหากประชาธิปัตย์เลือก “ทิ้ง” สุขุมพันธุ์ตามกระแสที่ออกมาจริง ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตทางการเมืองต่อชายวัย 63 ปี ท่ามกลางกระแสข่าวการตัดสินใจออกมาตั้งพรรคได้เพิ่มดีกรีทางการเมืองให้ระอุขึ้นอีกครั้ง
 
 
 
-------------------
 
(เหลียวหลังแลหน้า 'สุขุมพันธุ์' แรงเสียดทาน 7 ปีเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. : โดย...สำนักข่าวเนชั่น)