ข่าว

คริสต์มาส‘เบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์’

คริสต์มาส‘เบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์’

28 ธ.ค. 2558

คริสต์มาส ‘เบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์’ : โดย...พันโชค ธัญญเจริญ [email protected]

 
      ภาพข่าวจาก บริติช บรอดคาสติง หรือ บีบีซี เผยให้เห็นชายวัย 59 ปี ที่เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพมานานแล้ว กลายเป็นขี้เมามอมแมม รับจ้างบรรยายเกมลูกหนังทางโทรทัศน์และงานโชว์ตัว แล้วก็เอาเงินไปใช้จ่ายในร้านเหล้า ให้เวลาหมดไปวันๆ
 
      ก่อนจะสิ้นสุดภาพข่าวที่ห้องเล็กๆ ทึมๆ ที่ตัวละครเอกในข่าว นอนอยู่บนเตียง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ขาดแคลนกระทั่งไม้ขีดสักก้าน ก็ยังหามาจุดบุหรี่สัญลักษณ์ประจำตัวไม่ได้ อีกทั้งยังจบด้วยเสียงของ จอร์จ เบสต์ “ปีกพ่อมด” แห่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ว่า “อย่าตายอย่างผม”
 
      และเสียงดังกล่าวยิ่งเพิ่มน้ำหนักต่อภาพข่าวชิ้นนี้อย่างมาก เพราะคนที่นอนอยู่บนเตียงนั่นก็คือ เบสต์ ก่อนที่เขาจะมีอาการเข้าขั้นวิกฤติ ที่แม้แต่ลมหายใจของตัวเองก็ยังต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจ
 
      เบสต์ เสียชีวิตมาครบหนึ่งทศวรรษพอดี เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จริงๆ จะมีงานที่ระลึกครบรอบการเสียชีวิตครบ 10 ปี ให้เขาที่บ้านเกิดของเขาใน กรุงเบลฟาสต์ หรือที่ผู้คนท้องถิ่นมักเรียกว่า “เฮาส์ ออฟ เบสต์ ออฟ เดอะ เบสต์” ทว่าในสัปดาห์ดังกล่าวได้เกิดเหตุก่อการร้ายที่ประเทศ ฝรั่งเศส จึงได้เลื่อนมาจัดงานในสัปดาห์คริสต์มาส แทนที่เพื่อความปลอดภัยและความเหมาะสม
 
      ในปี 1968 แม้เขาจะอยู่ในวัย 27 ปี ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการนำ “ปีศาจแดง” ชนะเลิศ สโมสรยุโรป ถ้วย ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ขณะนี้) ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของอังกฤษ และ นักฟุตบอลยอดเยี่ยมยุโรป ทว่า...ชีวิตที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่ตัวเขานั้นดูเหมือนจะใกล้จุดจบเข้าไปทุกที
 
      เพราะแม้นักฟุตบอลอาชีพธรรมดา ที่อาจไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์นอกจากเงินค่าเหนื่อย แต่พวกเขาก็พูดได้ว่า ไม่ต้องลิ้มรสของชัยชนะ แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ เหมือนกับที่เบสต์ ต้องแขวนสตั๊ดตั้งแต่ยังหนุ่ม แล้วไปมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ข้อหาเมาสุราอาละวาด ในวัย 30 ปี ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน ยังวิ่งอยู่ใน “ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน”
 
      ชีวิตของเบสต์ หลังจากอำลาชีวิตนักฟุตบอลอาชีพ ไปเป็น “เพลย์บอย” เต็มรูปแบบ มีสภาพ “ไม่มีวันวานและวันพรุ่ง” ชีวิตมีอยู่แค่ โรงแรม โรงเหล้า โรงพัก โรงหมอ เท่านั้น
 
      อย่างไรก็ตามในยามที่สังขารร่วงโรยถึงขีดสุด เบสต์ ก็เลือกรับใช้สังคมด้วยการนำชีวิตของตัวเองมาสอนรุ่นน้อง เบสต์ ทำให้รู้ว่า เพลย์บอยไอริช อย่างเขา ความลึกลับน่าสะพรึงกลัวจะเหลืออยู่เพียงวิธีการตายของเขาเท่านั้น และจะรู้สึกเขย่าขวัญมากเพียงไร ถ้าต้องจ้องมองทางเดินอันมืดมิดอยู่อย่างนั้น
 
      อย่างไรก็ตาม ชีวิตในโลกลูกหนังของเบสต์ แม้จะสั้นกว่าปกติทั่วไป แต่ใช่ว่าเราจะแกล้งลืมกันไปได้ เพราะหากเรายังอยากเห็นดอกไม้ ที่เมื่อวานยังเป็นดอกตูม วันนี้เริ่มแย้ม อีกสามวันจะบานสะพรั่ง และหลังจากนั้นไม่นานก็จะโรยรา อยากเห็นพลุและดอกไม้ไฟที่จะสว่างไสวอยู่เพียงชั่วครู่ในงานเฉลิมฉลอง
 
      และคงจะมีบางขณะที่เพลงสักเพลง หรืออาหารสักจาน ให้ความรู้สึกกับเรา อย่างที่เพลงๆ เดิม หรืออาหารแบบเดิม ไม่อาจให้ได้อีกเลย เราอาจจะเห็นรุ้งกินน้ำกันมาหลายครั้ง แต่ต้องมีสักครั้งที่จำได้ไม่ลืม สิ่งเหล่านี้เป็นความงามที่เกิดและดับไปในช่วงเวลาสั้นๆ และไม่มีอะไรบันทึกมันไว้ได้ดีกว่า “ใจ” ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายภาพยนตร์ หรือเครื่องบันทึกเสียงที่ดีวิเศษสักเพียงไหน
 
      จุดจบของเบสต์ สำหรับ “เรดอาร์มี” จึงไม่ใช่การสิ้นอายุขัยในวันนี้หรือวันพรุ่ง หากแต่เป็นจุดจบของความโรแมนติก เป็นจุดจบของผู้กล้า เพราะใน 466 นัด 178 ประตู นับตั้งแต่ปี 1963-1974 อย่างน้อยคงมีสักครั้ง ที่นำ “เทพบุตรมหาภัย” คนนี้ เข้าไปอยู่ในใจของเรา
 
      นอกจากนั้นในภาพข่าวของบีบีซี เราได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับลัทธิ เซ็น วางอยู่ข้างๆ ตัวเขา และถ้าติดตามการปรากฏตัวของเขาบ้างก่อนหน้านี้ เราก็จะทราบว่า เบสต์ พูดถึงลัทธิเซ็น บ่อยๆ ว่าความมีอิสระ คือการเอาชนะใจตัวเองได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็อาจจะเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่กล้าหรือขาดความกระตือรือร้นที่จะเสี่ยงภัย ทั้งๆ ที่มีความอยากอยู่ในส่วนลึก และแน่นอนว่า เบสต์ ได้ใช้ความอิสระ แบบลัทธิเซ็นไปแล้ว และก็เคยแหกกฏลัทธิเซ็น เหมือนที่เขาว่าไว้เช่นกัน
 
      เพียงแต่เขาโชคร้ายที่การเสี่ยงภัยในความอยากส่วนลึกของเขา ทำให้เขาตกสภาพเหมือนกับม้าที่เจ็บเพราะกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง แล้วพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น เพราะเมื่อใดที่คนอย่าง เบสต์ หยุดนิ่ง ก็หมายความว่าจะไม่ลุกขึ้นมาอีกแล้ว...