
ประชารัฐ:ธงนำรัฐบาลตู่
ประชารัฐ:ธงนำรัฐบาลตู่ : คมวิเคราะห์การเมืองรอบสัปดาห์ โดย สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์ (@jin_nation) สำนักข่าวเนชั่น
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คำว่า “ประชารัฐ” กลับมาดังกระหึ่มอีกครั้ง ในการแถลงผลงาน 1 ปี ของ "รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา” โดยเฉพาะในปลายสัปดาห์ เมื่อกระทรวงการคลังแถลงมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยช่วง 7 วันสุดท้ายของปี
แน่นอน คนที่เป็นพระเอก คือ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ได้เพียง 3 เดือน
“ผมกับคณะทำงานไม่สามารถสัญญาว่าจะทำทุกอย่างได้เพอร์เฟกท์ (สมบูรณ์) แต่สัญญาได้ว่า พวกผมจะทำงานให้ท่านอย่างเต็มที่และซื่อสัตย์สุจริต...ผมว่านาทีนี้เป็นนาทีพลิกผันที่สำคัญ คุณก้าวข้ามไม่ได้ ทั้งประเทศจะถดถอยไปเรื่อยๆ ถ้าพลิกได้ หลายอย่างเราได้เปรียบ จะสามารถกลับมาผงาดเป็นเสือแห่งเอเชียได้ เราเคยได้ยินว่าเราเป็นเสือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คราวนี้เราจะกลับมาเป็นเสืออีกครั้ง” สมคิด ประกาศระหว่างการแถลงผลงาน
สมคิด บอกว่า “สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนคือนโยบายประชารัฐ” แต่แน่นอน ยิ่งมีการตอกย้ำเรื่อง “ประชารัฐ” ก็ยิ่งมีการพูดถึงนโยบาย “ประชานิยม” ที่ออกมาเพื่อมุ่งคะแนนนิยมในยุครัฐบาลเลือกตั้ง โดยเฉพาะรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร”
“มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ เช่น สินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน ปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี หรือช่วยเหลืออสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม เพราะเป็นนโยบายที่ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม สิ่งที่กำลังขับเคลื่อนคือนโยบายประชารัฐ ซึ่งแตกต่างจากประชานิยมอย่างสิ้นเชิง”
แม้ว่าสมคิดและคนในรัฐบาลจพยายามตอกย้ำว่า “นโยบายประชารัฐ” ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นความร่วมของ 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล เอกชน และประชาชน แตกต่างจาก “ประชานิยม” แต่ถึงที่สุด นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า เป้าหมายทางการเมืองน่าจะคล้ายๆ กัน
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลงานชิ้นล่าสุดของ “ดร.สมคิด” ผู้ซึ่งเคยออกแบบนโยบายประชานิยมในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา และมาแถลงอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คือ การกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนใน 7 วันสุดท้ายของปี คือ 25-31 ธันวาคม โดยประชาชนสามารถนำการใช้จ่ายนั้นมาหักลดหย่อนภาษีได้ ในวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 15,000 บาท
มีการกำหนดประเภทของสินค้าและบริการที่จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อย่างชัดเจน ซึ่งแทบจะบอกได้ว่า “ทุกอย่าง” ทั้งของกิน ของใช้ ซ่อมรถ ไปจนถึงค่านวดหน้า ค่าสปา และที่ฮือฮาคือ ทำศัลยกรรมหน้าอก หรือเสริมความงามก็ได้ ที่สามารถออก “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ” ได้
มีการเผยแพร่รายละเอียดหลักเกณฑ์การจับจ่ายใช้สอยที่จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในทุกสื่อ ทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ มีการแชร์รายละเอียด บอกต่อ พูดคุยถึงเรื่องนี้เป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”
นี่คือ “ผลทางจิตวิทยา” ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลตั้งไว้หรือไม่ ยังต้องรอดู ซึ่ง “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พูดถึงผลที่จะได้จากมาตรการนี้ไว้ 3 ข้อหลักๆ คือ
1.เป็นของขวัญปีใหม่คืนกลับไปให้ผู้เสียภาษี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน
2.เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้คนที่มีรายได้ปานกลางที่ยังลังเลที่จะใช้จ่ายในช่วงปลายปี มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
3.สร้างวัฒนธรรมให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดาที่ปัจจุบันอยู่ในระบบภาษีเพียงประมาณ 3 ล้านคน และร้านค้า เพราะมาตรการนี้จะใช้ได้เฉพาะกับร้านค้าที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามเกิดขึ้นเช่นเดียวกันว่า มาตรการนี้ “ใครได้ประโยชน์ ?”
สำหรับรัฐบาล สิ่งที่ได้ คือ ผลทางจิตวิทยาในการกระตุ้นการซื้อขายเพื่อหวังขยับตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ให้เข้าใกล้ร้อยละ 3 ให้มากที่สุด จากเดิมตัวเลขคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.8 แต่สิ่งที่จะต้องเสียไปคือรายได้จากภาษีที่ให้ประชาชนนำมาลดหย่อนได้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผู้ที่จะได้คือ ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี 3 ล้านคน และ “เจ้าของห้างร้าน” ต่างๆ ที่จะขายของได้มากขึ้น
นอกจากผลงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมีภาพของ “ดร.สมคิด” เป็นธงนำแล้ว มีการมองว่า ผลงานที่โดดเด่นในการแถลงผลงานรอบ 1 ปีของรัฐบาลอีกส่วน คือ ผลงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของรองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม”
วิษณุ แถลงว่า รัฐบาลนี้ได้เสนอกฎหมายไปแล้ว 164 ฉบับ ประกาศใช้แล้ว 138 ฉบับ ยังค้างอยู่ในสภานิติบัญญัติอีก 28 ฉบับ มีทั้งกฎหมายที่แก้ปัญหาก่อนที่ คสช.จะเข้ามาเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 และกฎหมายที่รัฐบาลตั้งใจออก เพราะหากเป็นรัฐบาลเลือกตั้งจะออกกฎหมายได้ยาก
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมีการมองว่ากฎหมายบางฉบับที่รัฐบาลออกมาก็เป็นกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น กฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศผลักดันชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสามารถทำได้สำเร็จ โดยฝ่ายสนับสนุนก็จะบอกในมุมที่ว่า กฎหมายนี้จะคุ้มครองการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
หรือร่างกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถผลักดันออกมาได้ ก็เป็นอีกฉบับที่ถูกมองว่าจะกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลมองในมุมของความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
นอกจากผลงานที่ผ่านมา “วิษณุ” ยังพูดถึงสิ่งที่รัฐบาลจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ 1 มกราคมปีหน้าด้วย คือ การวางระบบแต่งตั้งข้าราชการระดับอธิบดีและปลัดกระทรวงใหม่ และการประเมินการทำงานของหัวหน้าส่วนราชการรูปแบบใหม่ การปฏิรูปตำรวจ และการนำเสนอกฎหมายเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้หลักการปฏิรูปในรูปแบบ “ประชารัฐ” ดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งที่ผ่านมา “รัฐบาลประยุทธ์” ได้พยายามตั้งวงหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ๆ หลายครั้ง เพื่อดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาล
แน่นอนอีกภารกิจด้านกฎหมายที่ “วิษณุ” พูดถึงคือ กระบวนการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิษณุพูดถึงในแง่ขั้นตอน คือ ภายในเดือนมีนาคมปีหน้า ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จ จากนั้นอีก 3-4 เดือน จะมีการทำประชามติ เสร็จแล้วเป็นขั้นตอนของการออกกฎหมายลูก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นเนื้อหาในตัวร่างรัฐธรรมนูญที่ทยอยเปิดออกมานั้น ก็ทำให้เกิดคำถามว่า กระบวนการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะเป็นไปอย่างราบรื่นในทุกขั้นตอนหรือไม่
มีหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างชุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” ที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข้อเสนอจากองค์กร หน่วยงานต่างๆ ที่แตกต่างออกไปจากร่างของคณะกรรมการ ที่น่าจับตาที่สุด คือ เรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่ “มีชัย” คิดสูตรที่หลายฝ่ายมองว่า “พิสดาร” คือ ให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่ยังมี ส.ส.สองระบบเหมือนเดิม ล่าสุดสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นว่าควรจะใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนเดิม แล้วใช้วิธีคำนวณคะแนนแบบสัดส่วนผสม คือ ให้จำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะมี สอดคล้องกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่พรรคได้รับ
อย่างไรก็ตาม เรื่อง “บัตรเลือกตั้งใบเดียว” นี้ ถือเป็น “สูตรเด็ด” ที่ “มีชัย” คิดขึ้นมาเพื่อดึง ส.ส.จากพรรคใหญ่มาให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หากมีสูตรนี้ บวกกับที่มานายกฯ ที่ให้ “คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.” เป็นนายกฯ ได้ แค่เพียงต้องได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนฯ เท่านั้น อาจไม่จำเป็นต้องมีองค์กรพิเศษอย่าง คปป. (คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ) มาให้ถูกต่อต้าน
ผลงาน 1 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล ไม่น่าจับตาเท่ากับช่วง 1 ปีของรัฐบาลจากนี้ ซึ่งทุกก้าวย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “ประชารัฐ” จะถูกใช้เป็นธงนำเพื่อประคับประคองเสถียรภาพรัฐบาล!



