
เปิดปมขัดแย้งโจ๋เมืองกาญจน์ผู้หญิง-ยาเสพติดชนวนปัญหา
เปิดปมขัดแย้งโจ๋เมืองกาญจน์ ผู้หญิง-ยาเสพติดชนวนปัญหา : เรื่องเล่าข่าวดัง โดยนิธิศ นาเจริญ
ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีคดีไหนอยู่ในความสนใจเท่าคดี 6 โจ๋เมืองกาญจนบุรีรุมทำร้ายวัยรุ่นวัย 19 ปี เสียชีวิต แม้ว่าผู้กระทำผิดจะถูกจับกุมได้หมดแล้ว แต่ปมปัญหาการใช้ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นที่นี้ยังคงต้องได้รับการแก้ไข
เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้สร้างความสูญเสียให้แก่ นางกัญญา ทอยชเลอร์ และครอบครัว เป็นอย่างมาก เพราะต้องสูญเสียบุตรชายคนเดียวไปชั่วชีวิต โดยชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งของวัยรุ่น 2 ก๊วนใหญ่ใน จ.กาญจนบุรี
“เอิร์ท” หรือนายกฤษฎา อ่อนน้อม บุตรชายวัย 19 ปี ของนางกัญญา ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว เป็นความหวัง เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของครอบครัวนี้ แต่เขาต้องจากไปก่อนวัยอันควรเพราะถูก 6 วัยรุ่นทำร้ายจนเสียชีวิต ทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งเป็นส่วนตัวกับคนกลุ่มนี้มาก่อน
แต่เพียงเพราะอาศัยอยู่ในชุมชนที่มีเรื่องราวความขัดแย้งกับอีกชุมชนจึงทำให้เด็กหนุ่มที่มีอนาคตสดใสรายนี้ต้องจบชีวิตลง ทั้งที่ตัวเขายังคงสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมไทยได้อีกมาก หากเขายังมีชีวิตอยู่
ความขัดแย้งที่นำไปสู่การประหัตประหารกัน เป็นปัญหาเรื้อรังของกลุ่มวัยรุ่นใน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สองกลุ่มใหญ่คือ กลุ่มชุกโดน และกลุ่มเตาปูน ซึ่งทะเลาะเบาะแว้งกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เอิร์ทถูกวัยรุ่น 6 คนรุมทำร้าย ทั้งเตะและต่อย แถมยังใช้ตุ๊กตาปูนปั้น ไม้เบสบอล ทุบเข้าที่หัวร่างกาย จนล้มฟุบลงไปกับฟุตบาทริมถนนหน้าร้านอาหารอาราเบี่ยนเฮ้าส์ ถนนแสงชูโต ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี และนั่นทำให้เขาเสียชีวิตทันที เพราะทนอาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายไม่ไหว
กล้องวงจรปิดที่มีอยู่เพียงจุดเดียวในละแวกนั้น สามารถบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน และนั่นกลายเป็นหลักฐานสำคัญทำให้ตำรวจใช้เวลาเพียง 9 วัน ก็สามารถติดตามจับกุม 6 วัยรุ่นที่รุมทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิตได้ทั้งหมด
โดยวันที่ 14 ธันวาคม 2558 คือวันที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรภาค 7 และ สภ.เมืองกาญจนบุรี สามารถปิดคดีนี้ลงได้ หลังจากสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหา 2 คนสุดท้ายมาได้ในที่สุด คือ นายชัยอนุวัต รอดภัย หรือต้น อายุ 23 ปี และนายนิตินัย วัชรานุทัศน์ หรือ มอส อายุ 25 ปี ขณะกำลังหลบหนีอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.เมือง อ.ท่าม่วง และ อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ซึ่งก่อนหน้านั้นสามารถควบคุมตัว 4 ผู้ต้องหาได้ก่อนแล้วคือ นายติณ เทวกุล หรือ เว อายุ 21 ปี จับกุมเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม, นายไพศาล จันเมธากุลวัฒน์ หรือ โอ๊ต อายุ 20 ปี จับกุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม, นายพงษ์วิทย์ เทพกาวีระ หรือ วิท อายุ 21 ปี เข้ามอบตัวเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม และนายปริญญ์ ปิ่นโรจน์ อายุ 18 ปี จับกุมได้เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม
ในวันทำแผนประกอบคำรับสารภาพของสองผู้ต้องหาที่จับกุมได้หลังสุด มารดาของเอิร์ทพยายามจะสอบถามผู้ต้องหาเพื่อขอทราบสาเหตุที่ทำร้ายบุตรชายของเธอจนเสียชีวิต แต่ไม่ได้คำตอบ ซึ่งยังคงคาใจมารดาและสมาชิกครอบครัวเด็กหนุ่มวัย 19 ปี รายนี้มาจนถึงทุกวันนี้
“จะไม่ยอมให้ลูกต้องตายฟรี เขาทำไมถึงใจร้ายมาก ทั้งๆ ที่เอิร์ทไม่ได้ไปมีเรื่องกับใคร เขาทำงานประจำของเขา เป็นพนักงานโรงแรมแถวบ้าน กลับมาก็มาอยู่กับแมวที่เขารัก ก็จะมีเที่ยวบ้าง เพื่อนเขาก็บอกว่า เขาไม่เคยไปยุ่งอะไรกับใครเลย ต่อจากนี้คงต้องจ้างทนาย จะเป็นลูกตำรวจก็จะไม่ปล่อย เพราะถือว่าคุณทำผิด” มารดาผู้เสียชีวิต กล่าว
อดีตสมาชิกก๊วนเตาปูนรายหนึ่งยอมรับว่า ทุกครั้งที่เพื่อนร่วมแก๊งเสียชีวิตจากการปะทะกับคู่ขัดแย้งก็จะเกิดการล้างแค้นกันตามมาทันที ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงงานรื่นเริงเทศกาลของจังหวัดและแทบจะทุกคนพกอาวุธปืนไว้ติดตัว
“มันมีคนชื่อเอิร์ทสองคน แต่ฆ่าผิดคน คนตายเขาไม่รู้เรื่องเลย ไม่เคยมีปัญหากับใครด้วย มันมีอีกเอิร์ท และชื่อเอิร์ทหลายคน ถ้าหมดพวกที่ตำรวจจับก็คงไม่มีแล้ว เพราะพวกนี้เป็นหัวโจกใหญ่ อีกอย่างเรื่องพวกนี้มันเป็นรุ่นสืบรุ่นมา พอรุ่นผมเลิกเที่ยวก็จะมีรุ่นเด็กๆ ที่ยังคิดไม่ได้เกิดขึ้นมา ตีกันไปตีกันมา ไม่จบไม่สิ้นมีคนตายก็ไม่เลิก” อดีตสมาชิกก๊วนเตาปูน บอกถึงชนวนความขัดแย้ง
ก๊วนวัยรุ่นเมืองกาญจนบุรีมักจะใช้ชื่อชุมชนตั้งเป็นชื่อแก๊ง อย่างแก๊งชุกโดน อยู่ในชุมชนชุกโดน ต.บ้านใต้ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี และแก๊งเตาปูน อยู่ในชุมชนเตาปูน ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สองชุมชนอยู่ห่างกันเพียง 500 เมตร อยู่จริง และแต่ละกลุ่มมีจำนวนเฉลี่ยราว 30 คน 20 คนบ้าง และทุกๆ ครั้งที่รวมตัวกันจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวชุมชนเพราะบ่อยครั้งมีการใช้ปืนไล่ยิงกันกลางชุมชน ซึ่งผู้ที่พักอาศัยในชุมชนย่านตลาดชุกโดนยืนยันมีรอยกระสุนปืนพบเห็นได้ตามบ้านเรือนที่อยู่ริมถนนย่านตลาดชุกโดน จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นร่องรอยที่เกิดจากการไล่ยิงกันของกลุ่มวัยรุ่นที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ชาวชุมชนชุกโดนต่างหวาดกลัว เพราะบ่อยครั้งวัยรุ่นต่างถิ่นมักจะเข้ามาหาเรื่องวัยรุ่นในพื้นที่ หลายคนต้องรีบปิดประตูบ้านเกรงว่าจะโดนลูกหลง
“แก๊งสองแก๊งนี้มันมีรุ่นต่อรุ่นมา ตั้งแต่ผมอยู่มาเห็นมีสัก 10 รุ่นได้ละมั้ง แต่ว่าสมัยก่อนเขาแค่ชกต่อยกันเฉยๆ นะ แต่เดี๋ยวนี้มีพกปืนด้วย บางทีผมแอบดูนะ เห็นผู้หญิงก็พกปืน จะขับกันมา 40–50 คันมา ผมเห็นผมโทรแจ้งตำรวจอย่างเดียวผมกลัว แต่สองแก๊งนี้มันบาดหมางกันมานานแล้ว แก๊งชุกโดนกับเตาปูนสองแก๊งนี้ใหญ่นะ ในจังหวัดไม่กินเส้นกัน พวกนี้ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นนะ เอาคืนกันไปเอาคืนกันมา ชุกโดนไปหาเรื่องเตาปูนถึงที่ เตาปูนมาหาเรื่องชุกโดนถึงที่ กินเหล้าแล้วก็แย่งผู้หญิงกัน อีกอย่างนะ ผมเห็นตีสี่เกือบทุกวันพวกนี้ซื้อขายยาเสพติดกัน แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้ กลัวตาย ได้แต่แอบมองอยู่ในบ้าน” ชายวัย 65 ปี ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนชุกโดนมาตั้งแต่รุ่นพ่อ ให้ข้อมูล
ไม่ต่างจากชุมชนเตาปูน ที่มักเกิดเหตุวัยรุ่นยกพวกตะลุมบอนกันบ่อยครั้ง ซึ่งสภาพของชุมชนมีพื้นที่เชื่อมต่อได้กับอีกหลายชุมชน หากเกิดเหตุวัยรุ่นทะเลาะกัน ไล่ล่ากันก็จะใช้ถนนของชุมชนนี้เป็นทางผ่านหลบหนี บางครั้งก็หลบอยู่แถวบ้านของชาวชุมชนเตาปูน ซึ่งเป็นที่เอือมระอาของชาวชุมชน
“เมื่อก่อนนะ 4 ทุ่ม ชาวบ้านในนี้เขาก็มานั่งคุยกันไปมาหากันได้สบายใจ ต่างจากสมัยหลังมา วัยรุ่นที่ไหนไม่รู้มันใช้ถนนหมู่บ้านฉันหนีอะไรมาไม่รู้ แต่ฉันเดาว่าคงจะมีเรื่องกันนั่นแหละ วัยรุ่นสมัยนี้ใจร้อน บางทีมันวิ่งไล่กัน” ชาวชุมชนเตาปูน บอก
สอดคล้องกับ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.7 ที่ยอมรับว่า เทศกาลงานประจำปีทุกครั้งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มวัยรุ่นกระทบกระทั่งกันมากที่สุด ซึ่งข้อมูลของสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 พบว่า จ.กาญจนบุรี มีอยู่ 7 แก๊งใหญ่ มีวัยรุ่นที่ต้องจับตาอยู่กว่าร้อยคน และยังมีจังหวัดใกล้เคียงที่เกิดปัญหาไม่ต่างกันคือ จ.นครปฐม ที่มีอยู่ราว 23 แก๊ง ใหญ่สุดคือแก๊งกาดำ ที่มักมีเรื่องทะเละวิวาทบ่อยครั้ง ส่วน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีอยู่ 6 แก๊งใหญ่ ส่วนสมุทรสาครและสมุทรสงคราม มีอยู่อีกจังหวัดละ 4 แก๊ง ซึ่งตำรวจต้องติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีนโยบายให้ตำรวจในพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลของแต่ละบ้านเรือนของประชาชนว่า มีเด็กที่เข้าข่ายพฤติกรรมก่อเหตุความรุนแรงหรือไม่ และหากพบการก่อเหตุจริงก็จะใช้แผนเชิงรุก คือ การเข้าพบปะผู้ปกครองของเด็กเพื่ออธิบายให้เข้าใจ
“กลุ่มแก๊งวัยรุ่นมีทุกจังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในเขต อ.เมือง พวกนี้ใช้ชื่อย่อต่างๆ แต่ละกลุ่มก็ 20-30 คน เจ็ดคนก็มี จะรวมตัวกันไม่ดื่มสุราก็แข่งรถ เสพยาก็จะเป็นลักษณะนี้ ส่วนมากเด็กพวกนี้มักจะก่อเหตุช่วงเทศกาลต่างๆ ต่อไปตำรวจต้องลงไปคุยกับบ้านที่มีเยาวชนที่มีปัญหา ตำรวจในพื้นที่ต้องรู้เพื่ออธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าลูกคุณมีเรื่องทะเลาะวิวาท” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช กล่าว
ทิชา ณ นคร ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก มองว่า กลุ่มวัยรุ่นที่มักก่อเหตุรุนแรงส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาครอบครัวแตกแยก ขาดโอกาสการศึกษา หลายรายต้องหยุดเรียนกลางคัน ในแต่ละปีมีเด็กที่ถูกจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวกับเหตุทะเลาะวิวาทและก่อเหตุอาชญากรรม 3.5–5 หมื่นคนต่อปี
“เด็กเยาวชนเหล่านี้แต่ละปีมีคดีอาชญากรรมเยอะมาก เด็กพวกนี้มักจะเป็นเด็กที่ถูกปลดออกจากการเรียนกลางคัน และไม่สามารถทำอะไรได้ พอเขามีเวลาว่างบวกกับครอบครัวที่มีปัญหาก็ไม่แปลกที่จะเห็นเด็กเหล่านี้ก่อเหตุอาชญากรรม เพราะเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ในสิ่งที่เขาอยากจะทำจะเป็น ปัจจุบันสังคมบังคับเขาพอ ก้าวขาเข้าโรงเรียนไปตั้งเป้าให้เขาต้องเป็นหมอ พยาบาล ทั้งที่จริงสังคมก็ยังต้องการคนกวาดขยะ วินมอเตอร์ไซค์ อาชีพต่างๆ ที่เป็นพื้นฐาน ดังนั้นต้องปรับที่ระบบการศึกษา” ผอ.ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก กล่าว
นับจากนี้เป็นต้นไป ยังคงเป็นความท้าทายของตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ใน จ.กาญจนบุรี ปมความขัดแย้งของกลุ่มวัยรุ่นในชุมชน จะได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญปัญหาอาชญากรรมในแทบทุกชุมชนชั่วโมงนี้ล้วนแล้วแต่มียาเสพติดเข้าไปเกี่ยวข้อง
แก้ปัญหาอย่างไรดี?



