
'ทนายปู'งง'ประยุทธ์'ยกคดีจำนำข้าวเป็นผลงานรัฐบาล
'ทนายปู'งง'ประยุทธ์'ยกคดีจำนำข้าวเป็นผลงานรัฐบาล หมอวรงค์'หนุน'ประยุทธ์'หยุดขยายเวลาดำเนินคดี 'ณัฐวุฒิ'ท้าเชิญสื่อฟังแถลงผลสอบ'ราชภักดิ์'
26 ธ.ค.2558 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การแถลงผลงานรัฐบาลในกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ฯ พูดถึงเรื่องคดีจำนำข้าวว่า “ เรื่องคดีจำนำข้าว คดีทั้งหมดไม่ผ่อนผันใดๆทั้งสิ้น นั้น ว่า น่าแปลกใจ คดีเรื่องจำนำข้าว ถูกนำไปเป็นผลงานเด่นของรัฐบาล ที่จำต้องนำไปแถลงเป็นผลงานของรัฐบาลด้วย ทั้งที่คดีความทั้งหลายก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นขบวนการของศาล ส่วนที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ในเรื่องคดีจำนำข้าว คดีทั้งหมดไม่ผ่อนผันใดๆทั้งสิ้น” นั้น ถือเป็นการก้าวก่ายคดี โดยเฉพาะในส่วนคดีความรับผิดในทางแพ่ง ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนชุดของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่พลเอกประยุทธ์ฯ เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว และยังมีพยานบุคคลอีกหลายปาก ที่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริง
นายนรวิชญ์กล่าวอีกว่า หากคณะกรรมการฯ ยึดตามระเบียบการไต่สวน ตาม ข้อ ๑๕ ที่คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม คณะกรรมการฯ ก็ต้องดำเนินการไต่สวนพยานบุคคลที่เหลือทั้งหลายให้เสร็จสิ้นก่อน ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เกี่ยวข้อง แต่หากคณะกรรมการฯ ยึดตามคำพูดของพลเอกประยุทธ์ฯ ก็คงไม่มีการไต่สวนพยานที่เหลืออีกต่อไป อันถือได้ว่าคณะกรรมการฯ เองไม่ได้ให้โอกาสแก่ผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม ตามระเบียบ ข้อ ๑๕จึงร้องขอไปยังพลเอกประยุทธ์ ฯ อย่าได้ก้าวก่ายการไต่สวนคดีของคณะกรรมการฯ ควรให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องได้ชี้แจงข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอ และเป็นธรรม ตามระเบียบ ข้อ ๑๕
หมอวรงค์'หนุน'ประยุทธ์'หยุดขยายเวลาดำเนินคดี
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุไม่ขอขยายเวลาคดีรับจำนำข้าวว่า เท่าที่ตามดูพบว่าเรื่องนี้หมดเวลามาตั้งแต่เดือน ก.ย.แล้วสำหรับกรณีที่จะใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดำเนินคดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พยายามขอเพิ่มพยานกับศาลมาตลอด และต่อมาพยานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็มีความพยายามจะผัดผ่อนโดยตลอดเช่นกัน ดังนั้นก็ถือว่ามีการขยายเวลามา 3 เดือนแล้ว ถ้าหากพยานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่มาอีก ตนคิดว่าก็ควรจะสรุปคดีได้แล้ว
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่องค์การคลังสินค้า (อคส.)จะทำสัญญาขายข้าวเสื่อมสภาพในปริมาณ 37,000 ตัน ให้กับบริษัท สินไชยศรี จำกัด และบริษัท ว.ธนทรัพย์ จำกัด ในวันที่ 8 ม.ค. 59 นั้นตนเห็นด้วยกับการระบายข้าวเสียในครั้งนี้เพราะจะลดเรื่องค่าใช้จ่าย การดูแลข้าวของทางรัฐบาลลงไป ในเมื่อไม่สามารถขายให้คนกินได้ ก็ควรจะนำไปขายในเชิงอุตสาหกรรม แต่ทางที่ดีก็ต้องติดตามว่าข้าวเหล่านี้จะไม่หลุดลอดไปสู่การบริโภคของคน และควรมีมาตรการในการจัดการขนย้ายให้รัดกุมด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ารัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องข้าวได้เหมาะสมหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ในแง่ของราคาข้าวในตลาด ตนคิดว่ารัฐบาลยังสอบตกตรงนี้ ต้องปรับปรุง เพราะราคาข้าวตกต่ำเยอะ และต้องยอมรับว่าปีนี้ชาวนาประสบกับปัญหาภัยแล้งด้วย ทำให้สภาพคล่องของเกษตรกรมีปัญหา ดังนั้นรัฐบาลควรคิดหามาตรการ ว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวนามีรายได้ที่ดีกว่านี้
สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหานั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องยอมรับว่าการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาในขณะนี้ไม่เสียหาย อย่าไปกลัวว่าจะโดนมองว่าเป็นประชานิยมเพราะโครงการประกันรายได้ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมา ก็เป็นสิ่งที่หลายๆประเทศก็ดำเนินการ เป็นหลักการสากลไม่ใช่แค่ของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเกษตรกรหรือชาวนาได้เงินต่ำกว่าเป้าหมายที่ควรจะได้ รัฐบาลก็ควรจะจ่ายเงินชดเชยให้เขา ถ้าทำได้สภาพคล่องของเกษตรกรก็จะดีขึ้น
นพ.วรงค์ กล่าวว่า สำหรับการจัดการข้าวที่อยู่ในสต๊อกของรัฐบาล ตนคิดว่ารัฐบาลทำได้ดี เพราะมีความโปร่งใส ตนได้ไปตรวจสอบกับคนที่อยู่ในวงการค้าข้าวทุกฝ่ายก็มีความสุข ไม่มีเสียงวิจารณ์ แม้แต่ข้อกังวลในการประมูลข้าวเสื่อม 37,000 ตัน สุดท้ายก็ไม่มีข้อวิจารณ์ออกมา ทั้งนี้ในปีหน้า ตนอยากให้รัฐบาลดูแลพืชผลทางการเกษตร และลงไปช่วยผู้ที่เดือดร้อนให้มากขึ้นด้วย
'ณัฐวุฒิ'ท้าเชิญสื่อฟังแถลงผลสอบ'ราชภักดิ์'
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า แม้ว่าจะเป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมประกาศไว้ว่า การตรวจสอบทุจริตก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์จะเสร็จภายในสิ้นปี 58 แต่การกำหนดวันที่ 30 ธันวาคมเป็นวันแถลงนั้นแสดงเจตนาว่ารัฐบาลต้องการใช้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนใช่หรือไม่ สัญญาณแบบนี้พอคาดการณ์ได้ว่าผลสอบของกระทรวงกลาโหมคงออกมาทิศทางเดียวกับของกองทัพบก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าหลังขึ้นปีใหม่รัฐบาลคงพบกับความจริงว่า กรณีอุทยานราชภักดิ์เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่จะใช้เทคนิคทางการเมืองมากลบเกลื่อนได้
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า เมื่อเลือกวันสิ้นปีเป็นวันแถลงข่าว ตนก็ขอเสนอให้ใช้วาระนี้แสดงความบริสุทธิ์ใจโดยการเชิญสื่อมวลชนเข้ารับฟังการแถลงณ.สถานที่จริง บริเวณอุทยานราชภักดิ์ พร้อมทั้งนำเยี่ยมชมจุดต่างๆ ที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ด้วย เชื่อว่ารูปแบบนี้จะทำให้ทุกฝ่ายสัมผัสความจริงใจของรัฐบาลได้ ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าตนจะแฝงตัวปะปนไปด้วย เพราะเมื่อผู้มีอำนาจไม่ให้ไปตนก็ไม่ไป แค่ตอนนี้นั่งดูข้อมูลที่มีคนไปรวบรวมมาก็เหมือนไปเดินอยู่ในอุทยานทุกวันอยู่แล้ว ตนจะรอฟังการแถลงข่าวโดยละเอียด หากมีข้อสงสัยจะนำข้อมูลที่มีอยู่มาตรวจสอบกับคำแถลงของคณะกรรมการอีกครั้ง
“ยืนยันว่า ไม่ใช่เล่นไม่เลิก แต่รัฐบาลต้องเข้าใจว่า ถ้าไม่กระจ่าง เรื่องนี้ก็ไม่จบง่ายๆ”นายณัฐวุฒิกล่าว
จี้รมว.คมนาคมเจรจารถไฟจีนหวั่นไทยแบกภาระความเสี่ยง
นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีนว่า รัฐบาลนี้กำลังเดินหน้าทำรถไฟไทย-จีน แต่การเจรจาสัดส่วนการลงทุนระหว่างไทยและจีนยังไม่ลงตัว โดยการลงทุนในโครงการนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การลงทุนก่อสร้างงานโยธา ระยะที่ 2 การลงทุนระบบรถไฟฟ้าและการเดินรถ
คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า จีนจะร่วมลงทุนตั้งแต่เริ่มก่อสร้างงานโยธาจนถึงการเดินรถ แต่ผลจากการเจรจาระหว่างไทยกับจีนครั้งที่ 5 ได้ข้อยุติว่า จีนจะไม่ร่วมลงทุนก่อสร้างงานโยธาแต่ไทยต้องลงทุนก่อสร้างงานโยธาเองทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วน 80% ของวงเงินโครงการ หากใช้เงินตามที่เป็นข่าวจำนวน 530,000 ล้านบาท งานโยธาจะมีวงเงิน 424,000 ล้านบาท ที่ไทยจะต้องลงทุนเองทั้งหมด
นายสามารถ กล่าวว่า ขณะที่จีนจะได้รับเหมาก่อสร้างงานโยธาที่ผู้รับเหมาไทยไม่ถนัด ส่วนวงเงินที่เหลืออีก 20% หรือราว106,000 ล้านบาทจะเป็นค่าจัดหารถไฟฟ้า ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบโทรคมนาคม ระบบตั๋ว และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจีนจะร่วมลงทุนด้วย แต่ยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องสัดส่วนการลงทุน ระหว่างไทยและจีนที่แน่นอน แต่ที่แน่ ๆ คือ จีนจะขายรถไฟฟ้า และระบบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้แก่ไทย โดยในช่วงการจัดหารถไฟฟ้า ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบโทรคมนาคม และระบบตั๋ว รวมทั้งการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษานั้น จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนไทย-จีน พร้อมได้กำหนดความรับผิดชอบ ในการดำเนินงานเดินรถรวมทั้งการซ่อมบำรุงรักษาไว้ดังนี้
ทั้งนี้1.ช่วงปีที่ 1 – ปีที่ 3 จีนจะรับผิดชอบเป็นหลัก 2. ช่วงปีที่ 4 – ปีที่ 7 ไทยและจีนจะรับผิดชอบเท่า ๆ กัน 3. ช่วงตั้งแต่ปีที 7 เป็นต้นไป ไทยจะรับผิดชอบเป็นหลัก โดยมีจีนเป็นที่ปรึกษา ทั้งๆที่ยังไม่ทราบสัดส่วนการลงทุนระหว่างไทย-จีนที่แน่นอน ดังนั้นหากการลงทุนทั้งสองระยะเป็นจริง ไทยจะเป็นผู้ลงทุนหลัก ส่วนจีนแค่ร่วมลงทุนบางส่วนเท่านั้น และคาดว่าไม่เกิน 10% ของวงเงินโครงการ ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้ ทำให้ไทยต้องแบกภาระความเสี่ยงในการลงทุนที่หนัก เพราะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก จีนเองก็รู้ดีว่าโครงการนี้จะขาดทุน ตามผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ – หนองคาย (เส้นทางเดียวกับรถไฟไทย-จีน) โดยจีนได้ทำการศึกษาไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ในนามของ The Third Railway Survey and Design Institute Group Corporation ซึ่งในรายงานการศึกษามีข้อความที่เกี่ยวข้อง
“โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ – หนองคาย ใช้เงินลงทุนสูงมาก ในขณะที่จะมีปริมาณผู้โดยสารและสินค้า (ต้องการใช้รถไฟความเร็วสูงขนสินค้าด้วย) น้อย แต่ใช้ต้นทุนการเดินรถสูง ดังนั้น โครงการนี้จะมีโอกาสได้กำไรน้อยมากและจากผลการศึกษาของจีนในครั้งนั้น ชี้ให้เห็นว่า แม้ไม่นำเงินลงทุน ในช่วงการก่อสร้างงานโยธามาคำนวณหรือคิดเฉพาะเงินลงทุนในช่วงการเดินรถเท่านั้นก็ตาม โครงการรถไฟไทย-จีนก็มีโอกาสขาดทุนสูงมาก” นายสามารถ กล่าว
ด้วยเหตุนี้ จึงขอเรียกร้องให้รมว.คมนาคม เจรจาต่อรองกับจีนใหม่ โดยยื่นเงื่อนไขให้จีนร่วมลงทุนในช่วงการก่อสร้างงานโยธาด้วย ไทยจะต้องไม่ลงทุนก่อสร้างงานโยธาเองทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการ “ผู้ได้รับประโยชน์ต้องเป็นผู้จ่าย (Beneficiaries Pay Principle)” ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า จีนจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างมาก ดังนั้น จีนจะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ 10% ของวงเงินโครงการเท่านั้น
เสรีรับได้เปิดช่องสภาผัว-เมีย
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)กำหนดคุณสมบัติส.ว.โดยเปิดโอกาสให้เครือญาติของส.ส.มาลงสมัครส.ว.ได้ว่า ถ้าไม่ได้ให้อำนาจส.ว.มากเกินไป เช่น การให้มีอำนาจเฉพาะกลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ไม่มีอำนาจถอดถอน การไม่ห้ามเรื่องสภาผัวเมียถือว่าพอรับได้ ไม่น่าเป็นห่วง ต้องยอมรับความจริงว่า ที่ผ่านมาแม้มีข้อห้ามเรื่องสภาผัวเมีย แต่การเลือกตั้งส.ว.ก็ยังมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองอยู่ ไม่ต่างอะไรจากการมีสภาผัวเมีย ดังนั้นสู้ให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริง แล้วไปเพิ่มระบบตรวจสอบให้มีความเข้มแข็งแทนจะดีกว่า ส่วนข้อเสนอที่ให้ส.ว.จากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ลงคะแนนแบบไขว้กลุ่มกัน เพื่อเลือกส.ว.กันเองนั้น เชื่อว่าไม่สามารถป้องกันการบล็อกโหวตได้ เพราะถึงอย่างไรส.ว.กลุ่มต่าง ๆยังสามารถตกลงผลประโยชน์ แลกเปลี่ยนการลงคะแนนให้กันได้อยู่แล้ว คงไม่สามารถสกัดการฮั้วกันได้
นายเสรีกล่าวว่า เท่าที่ดูภาพรวมเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.เท่าที่ปรากฎขณะนี้ เห็นว่า ยังมีความน่าเป็นห่วงอยู่ โดยเฉพาะเรื่องการให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะเปิดช่องให้กลุ่มทุนเข้ามาครอบงำพรรคการเมือง สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นปัญหาเดิม ๆ ที่นายทุนเข้ามาถอนทุนคืน อยากให้กรธ.เขียนเรื่องการแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารออกจากกัน ระบุลงในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพราะหากยังเปิดช่องให้ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้อยู่ ก็หนีไม่พ้นปัญหาที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารยังคงต้องเกื้อกูล พึ่งพาหาผลประโยชน์ซึ่งกันและกันตลอดเวลา ระบบการเมืองยังเป็นรูปแบบเดิม ๆ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนในวิธีการเลือกตั้งเล็ก ๆ แต่ ไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ยังน่าเป็นห่วงอยู่



