ข่าว

ประท้วง!ทูตไทยที่ย่างกุ้งหลังตัดสินคดีเกาะเต่า

ประท้วง!ทูตไทยที่ย่างกุ้งหลังตัดสินคดีเกาะเต่า

24 ธ.ค. 2558

ประท้วง!สถานทูตไทยที่ย่างกุ้ง หลังศาลตัดสินประหารคดีเกาะเต่า เตือนคนไทยระวังไม่แสดงตน

            24ธ.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ กรณีนักท่องเที่ยวชายหญิงชาวอังกฤษ 2 คน ถูกคนร้ายฆ่าอย่างโหดเหี้ยมบนชายหาดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปีที่แล้ว ผ่านไป 14 เดือน ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลย ซึ่งเป็นแรงงานชาวพม่าทั้ง 2 คน ท่ามกลางความพอใจของครอบครัวเหยื่อที่บินมาฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดเกาะสมุย ขณะที่แม่ของจำเลยทั้งสองซึ่งมาฟังคำพิพากษาด้วยเช่นกัน จะขอสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของลูกชายในศาลอุทธรณ์ต่อไป

            อย่างไรก็ตาม สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำนครย่างกุ้ง ออกหนังสือเตือนคนไทยที่อาศัยในพม่า ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังศาลมีคำพิพากษาคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า ส่งผลทำให้เกิดกระแสต่อต้านคำตัดสิน โดยเฉพาะสังคมออนไลน์ของพม่า และมีการนัดหมายชุมนุมที่หน้าสถานทูตฯ ในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) จึงแจ้งเตือนให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในนครย่างกุ้ง เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางเป็นพิเศษ และเพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการแสดงตัวเป็นคนไทยในที่สาธารณะโดยไม่จำเป็น โดยทางสถานทูตฯ จะรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์เป็นระยะ

            วันเดียวกัน เฟซบุ๊คสำนักข่าวอิระวดีรายงานว่า มีผู้ชุมนุมราว 20 คนประท้วงที่หน้าสถานทูตไทยประจำนครย่างกุ้งเมื่อบ่ายวันนี้ เพื่อแสดงความไม่พอใจการตัดสินประหารชีวิตแรงงานชาวพม่า แต่การประท้วงเกิดขึ้นเพียง 20 นาทีก่อนสลายตัวไปตามคำสั่งของตำรวจ เนื่องจากเป็นการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต

            ทั้งนี้ศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อตอนสายของวันที่ 24 ธันวาคม คดีที่พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายซอ ลิน หรือโซเรน ไม่มีนามสกุล และนายเวพิว หรือวิน ไม่มีนามสกุล ชาวพม่า เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดีที่ 2040/2557 โดยขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันฆ่านายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ ผู้ตายที่ 1 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา น.ส.อันน่าห์ วิคตอเรีย วิทเทอร์ริดจ์ หรือฮันน่าห์ วิคตอเรีย วิทเธอริดจ์ ผู้ตายที่ 2 อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แล้วร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 2 เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และจำเลยที่ 2 ลักโทรศัพท์เคลื่อนที่และแว่นตากันแดดของผู้ตายที่ 1 ไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 288, 289, 334, 335 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 7, 11, 12, 18, 58, 62, 81 และให้จำเลยที่ 2 คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 16,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตายที่ 1 กับให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และจอบของกลาง

            จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ขณะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่าผลตรวจดีเอ็นเอที่พบบนศพผู้ตายทั้งสอง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานของนิติวิทยาศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับทั่วไปตามหลักสากลว่า สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้เป็นอย่างดี ทั้งเป็นพยานหลักฐานที่มีอยู่ เกิดขึ้น และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนจับกุมจำเลยทั้งสอง ย่อมสามารถเชื่อมโยงและพิสูจน์ได้ว่า คนร้ายเป็นผู้ใด

            จากการตรวจพิเคราะห์วัตถุพยานดังกล่าวเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสองพบว่า ดีเอ็นเอที่ตรวจพบจากคราบอสุจิในตัวผู้ตายตรงกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง โดยรายงานผลการทดสอบเปรียบเทียบดีเอ็นเอของคนร้ายกับดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง มีค่าตำแหน่งดีเอ็นเอตรงกันทั้ง 16 ตำแหน่ง จึงสามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ของบุคคลได้อย่างชัดเจนตามหลักมาตรฐานสากล ส่งผลให้การตรวจพิสูจน์มีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือได้โดยสนิทใจ

            นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานบุคคลยืนวันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของผู้ตายที่ 1 มามอบให้ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุไม่นาน อันเป็นหลักฐานยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่าจำเลยที่ 2 ย่อมจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุคดีนี้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งในส่วนผลการตรวจดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสอง ที่ตรงกับดีเอ็นเอของคนร้าย วัตถุพยานของกลางในที่เกิดเหตุ รวมทั้งพยานแวดล้อมกรณีก่อนและหลังเกิดเหตุ ล้วนมีน้ำหนักพิสูจน์เชื่อมโยงให้เห็นและรับฟังได้ จึงพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา คงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว

            ด้านครอบครัวของนายเดวิด วิลเลียม มิลเลอร์ ได้แถลงขอบคุณผู้พิพากษาที่ให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของพวกเขา ซึ่งครอบครัวมิลเลอร์ได้อดทนรอคำพิพากษามากว่า 14 เดือน หลังจากเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นกับครอบครัว และในวันนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพี่ชายคือ นายเดวิด ได้ตายด้วยความทรมานจากการถูกทุบตีด้วยจอบ จึงขอขอบคุณผู้พิพากษาที่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวตนเอง

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ล่ามชาวพม่าแปลให้จำเลยและแม่ของจำเลยทั้งสอง โดยบอกว่าศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต แม่ของจำเลยได้เป็นลมล้มพับที่เก้าอี้และร้องไห้ออกมาเสียงดัง พร้อมเข้ากอดลูกและพากันร้องไห้ โดยมีล่ามและทีมทนายความจำเลย, เจ้าหน้าที่สถานทูตพม่า 3 คน และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าไปปลอบโยนให้กำลังใจ พร้อมกับบอกว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ยังมีอีก 2 ศาล โดยที่จำเลยทั้ง 2 คนพยักหน้าและยอมรับสภาพก่อนที่จะถูกตำรวจประจำศาลคุมตัวลงทางด้านข้างของบัลลังก์ศาลเพื่อไปขึ้นรถเรือนจำอำเภอเกาะสมุยไปฝากขังที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุยตามเดิม

             ด้านสำนักข่าวเอเอฟพี  รายงานผลตัดสินและตอนท้าย ย้อนความการสอบสวนคดีฆาตกรรมสุดช็อกของตำรวจไทยว่าเต็มไปด้วยข้อครหา โดยหลังพบศพ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปิดล้อมจุดเกิดเหตุ หรือปิดท่าเรือ ต่อมากลับมีภาพศพเหยื่อปรากฏในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว ซ้ำเติมความโศกเศร้าของครอบครัวผู้ตาย และหลังจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ไม่กี่วัน ตำรวจกล่าวว่าทั้งคู่รับสารภาพแล้ว แต่จากนั้นไม่นานทั้งสองกลับคำรับสารภาพ และยืนยันว่าถูกซ้อมทรมานระหว่างสอบสวนจนต้องเซ็นรับสารภาพ แต่ตำรวจปฏิเสธ และศาลยืนยันไม่มีหลักฐานการซ้อมทรมาน

            ด้านสำนักข่าวการ์เดี้ยน ระบุว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับคดี ชี้ว่าแรงงานจากพม่าซึ่งอยู่ในไทยประมาณ 2.5 ล้านคน ถูกตำรวจไทยยัดข้อหาหลายครั้งมาก่อน การเอาผิดทั้งสองคดีนี้ให้น้ำหนักกับอสุจิที่เก็บจากศพของ น.ส.วิทเทอริดจ์ แต่เมื่อทนายจำเลยร้องขอให้ตรวจซ้ำอย่างเป็นอิสระ เจ้าหน้าที่กลับไม่สามารถนำตัวอย่างมาให้ได้ และมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งระบุว่าตัวอย่างถูกทำลายหรือใช้จนหมดแล้ว

            การ์เดี้ยน รายงานว่า การไต่สวนสองวันสุดท้ายเมื่อเดือนตุลาคม นายเวพิว กล่าวในศาลด้วยว่า ตำรวจคนหนึ่งถ่ายภาพของเขาขณะเปลือยกาย “พวกเขาเตะเข้าที่หลัง ต่อยและตบ ขู่จะตัดแขน ขา และทิ้งศพลงทะเลให้ปลากิน นอกจากนี้ พวกเขากล่าวว่าจะนำตัวไปยังอีกห้องหนึ่งและใช้ไฟช็อต”

            ทางการไทยยังถูกวิจารณ์กรณีนำผู้ต้องสงสัยไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อหน้าสื่อ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ปกติในการสอบสวนของไทยที่ถูกประณามว่าเป็นการบ่งบอกไปแล้วว่าผู้ต้องสงสัยกระทำความผิด

            อย่างไรก็ดี ครอบครัวมิลเลอร์ซึ่งเดินทางมารับฟังคำพิพากษาด้วย สนับสนุนการสอบสวนของตำรวจและศาล เชื่อว่าตำรวจไทยสอบสวนอย่างละเอียดและตามระเบียบวิธีครอบครัวของมิลเลอร์โดยไมเคิล น้องชายของเดวิด มิลเลอร์ อ่านแถลงการณ์ที่หน้าศาลหลังเสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาว่า เราเชื่อว่าผลการตัดสินในวันนี้ หยิบยื่นความยุติธรรมแก่นายเดวิด และ น.ส.ฮันนาห์ ขณะที่จำเลยทั้งสองไม่ได้แสดงความสำนึกผิด และเราเชื่อว่าศาลตัดสินถูกต้องแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ก็ย้ำว่าบทลงโทษที่จำเลยทั้งสองได้รับ ไม่อาจชดเชยความสูญเสีย

            “ชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไปตลอดกาล ไม่มีอะไรที่จะช่วยนำเดวิดกลับมาได้ ไม่มีการสวมกอด ไม่มีคำอำลาครั้งสุด เดวิดถูกทำร้ายจากข้างหลัง ถูกลากลงทะเลและปล่อยให้ตาย สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับพวกเราตลอดไป และสิ่งที่เกิดขึ้นกับฮันนาห์ วิทเทอริดจ์ เลวร้ายจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด”

            นายมิลเลอร์ ยอมรับว่า เมื่อชาวพม่าทั้งสองถูกจับเป็นผู้ต้องสงสัยในตอนแรก ครอบครัวมองเห็นภาพของชายหน้าตาบริสุทธิ์สองคนรายล้อมไปด้วยตำรวจ การสรุปว่าพวกเขาเป็นแพะรับบาป เป็นเรื่องง่าย แต่ตนเองและครอบครัวตั้งใจว่าจะเปิดใจกว้างและฟังหลักฐานทุกฝ่าย สุดท้าย ครอบครัวเชื่อว่า จำเลยทั้งสองได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม กระแสความสนใจต่อคดีนี้ ช่วยให้จำเลยมีทีมทนายชั้นนำว่าความให้ถึง 7 คน หวังว่าฝ่ายรณรงค์เพื่อช่วยเหลือจำเลยและเชื่อว่าพวกเขาบริสุทธิ์ จะยอมรับคำตัดสินของศาลเช่นกัน

            การ์เดี้ยน รายงานว่า ระหว่างที่ครอบครัวมิลเลอร์แถลงนั้น ได้ยินเสียงร้องไห้ของมารดาจำเลยชาวพม่า ดังลอดออกมาจากห้องอ่านคำพิพากษาอย่างชัดเจน

            ด้านครอบครัวของ น.ส.วิทเทอริดจ์ ซึ่งไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา ออกแถลงการณ์ผ่านทางตำรวจเมืองนอร์โฟล์ค ประเทศอังกฤษ โดยไม่ได้แสดงท่าทียอมรับ สนับสนุนหรือประณามกระบวนการพิจารณาหรือการสอบสวนของตำรวจ

            แถลงการณ์ระบุว่า “ช่วงปีที่ผ่านมา เป็นห้วงเวลาที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นสำหรับครอบครัว เราพบว่ากระบวนการพิจารณาคดีเป็นเรื่องยากยิ่ง และการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อรับฟังการพิจารณาคดี เป็นประสบการณ์ที่ทรมาน เราพบว่าการรับฟังการพิจารณาเป็นเรื่องท้าทายและต้องอดทนต่อข้อมูลสับสนและความเจ็บปวดอย่างมาก ณ ขณะนี้ ครอบครัวต้องการเวลาในการประมวลผลการพิจารณา และไตร่ตรองหนทางที่เหมาะสมที่สุดในการบอกกล่าวเรื่องราวของเรา"

            ขณะที่ นายแอนดี้ ฮอลล์ นักเคลื่อนไหวเครือข่ายสิทธิแรงงานอพยพและที่ปรึกษาทีมกฎหมายจำเลย กล่าวกับการ์เดี้ยนว่า ทนายจำเลยมีเวลา 30 วันในการยื่นอุทธรณ์ และรู้สึกช็อกกับคำพิพากษา จำเลยทั้งสองมีความผิดเกือบทุกกระทง รวมถึงข้อหาขโมยโทรศัพท์มือถือของนายเดวิด มิลเลอร์ ที่ศาลพิพากษาว่าจะต้องจ่ายเงิน 1.5 หมื่นบาทคืนครอบครัวของมิลเลอร์ ทั้งที่หลักฐานที่ใช้ในการไต่สวนเต็มไปด้วยช่องโหว่ การเก็บและเบิกหลักฐานไม่สมบูรณ์

            เว็บไซต์อิระวดี อ้างการเปิดเผยของนายมิน โอ จากมูลนิธิการพัฒนาและการศึกษาซึ่งทำงานร่วมกับทีมทนายจำเลยว่า จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายใน 7 วัน

            เทเลกราฟ ระบุว่า ประเทศไทยแทบไม่เคยประหารจริง ในรอบ 12 ปีมีการประหารเพียง 2 ครั้ง และทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในปี 2552 มีความเป็นไปได้ว่าโทษประหารจะได้รับการลดหย่อนเป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตในภายหลัง

            เฟซบุ๊ก มิงกลาบา (Minglapar) ที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับพม่า มีชาวพม่าจำนวนมากเข้าไปแสดงความเห็นที่โพสต์ข่าวคำตัดสินคดี โดยส่วนใหญ่แสดงความเสียใจกับเพื่อนร่วมชาติ และมีหลายคนโพสต์ภาพแบนเนอร์ประณามประเทศไทย บ้างตำหนิผู้นำรัฐบาลพม่าที่นิ่งเฉย