ข่าว

‘ประยุทธ์’ขอบคุณสื่อเผยแพร่แถลงผลงาน

‘ประยุทธ์’ขอบคุณสื่อเผยแพร่แถลงผลงาน

24 ธ.ค. 2558

‘ประยุทธ์’ขอบคุณสื่อเผยแพร่แถลงผลงาน รบ.อย่างสร้างสรรค์ สปท.สื่อเข้าหารือตร.หาแนวทางดูแลสื่อออนไลน์สปท.สื่อหารือตร.หาแนวดูแลสื่อออนไลน์

              24ธ.ค.58 พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลแถลงผลงานในรอบ 1 ปี ไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีสื่อมวลชนทุกแขนงพร้อมใจกันนำเสนอข่าวและขยายผลข้อมูลอย่างกว้างขวางนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากคำขอบคุณ และชื่นชมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม

              “นายกรัฐมนตรีฝากขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ทุกแขนงที่ให้ความสำคัญและช่วยเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูลการดำเนินงานของรัฐบาลในห้วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติและแผนงานที่จะดำเนินการในอนาคต ซึ่งท่านนายกฯ อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเกิดขึ้นกับประเทศไทยทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นให้ทุกฝ่ายก้าวข้ามความขัดแย้งในอดีตและเดินหน้าสู่อนาคตร่วมกัน”

              โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า วันศุกร์ที่ 25 ธ.ค. นี้ ยังมีการแสดงนิทรรศการและแถลงผลงานในรอบปีของกลุ่มงานที่เหลือ ณ ทำเนียบรัฐบาล  โดยในช่วงเช้าจะเป็นการนำเสนอผลงานของรัฐมนตรีในกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และกลุ่มท่องเที่ยว วัฒนกรรม และกีฬา ส่วนในช่วงบ่ายประกอบด้วย กลุ่มความมั่นคง กลุ่มการศึกษา เทคโนโลยี และพลังงาน ตามด้วยกลุ่มสังคม ซึ่งทุกกระทรวงจะนำเสนอข้อมูลสำคัญที่ได้ดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกัน รวมทั้งนโยบายและแผนงานที่กำหนดจะผลักดันในอนาคต ซึ่งมีผลอย่างชัดเจนต่อการยกระดับมาตรฐานสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

              พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า จากนั้นในเวลาประมาณ 16.00 น.นายกรัฐมนตรี จะกล่าวสรุปภาพรวมผลงานที่รัฐบาลดำเนินการมาตลอดหนึ่งปี รวมทั้งแนวนโยบายสำคัญที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการต่อไปเพื่อประชาชนคนไทยทุกคน นอกจากนี้รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นแก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชน ถือเป็นงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในคราวเดียวกันอีกด้วย


ชี้ต้องวางแผนปฏิรูป20ปีแนะทำเรื่องงบให้เกิดระบบเรียบร้อย

              ทั้งนี้ที่หอประชุมกองทัพบก เทเวศร์  เมื่อเวลา10.00น.ที่บริเวณพื้นที่หอประชุมกองทัพบก(เทเวศร์)พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์หอประชุมกองทัพบกแห่งใหม่  โดยมีพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบกให้การต้อนรับ

              ต่อมาเวลา11.12น.พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังเป็นประธานวางศิลาฤกษ์หอประชุมกองทัพบกเทเวศร์แห่งใหม่กับนายทหารที่เข้าร่วมพิธีว่า   วันนี้รู้สึกว่ายังเป็นผบ.ทบ.อยู่เลยแต่บังเอิญว่าเรามีผบ.ทบ. 2คนไม่ได้   แต่ใจก็ยังอยู่กับพวกเราเสมอเพราะรับราชการยาวนานมาถึง38-39ปี   ชีวิตผูกพันกับการเป็นทหารมาโดยตลอด   บางครั้งเจอหน้าพวกเราก็ไม่สามารถที่จะทักทายได้  เพราะถูกจับตาและจับจ้องโดยตลอด   ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างให้กับทุกคน    สิ่งไหนทำได้ก็จะทำ  ที่ผ่านมาเราพูดกันโดยตลอดว่า กองทัพบกเป็นของชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์   วันนี้เราต้องร่วมกันรับผิดชอบ   เราต้องทำเพื่อประชาชนทุกคน  เพราะทหารก็ถือเป็นประชาชน

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า  ที่ผ่านมาอาจจะรู้สึกว่าทำไมตนถึงสั่งงานมากมายหลายเรื่อง   ยืนยันว่าที่ทำมาทุกอย่างก็เพื่อวันนี้ไม่ใช่ทำเพื่อการปฏิวัติ  มันไม่ใช่   คนละเรื่องไม่เกี่ยวกันเลย    เราทำงานเพื่อสนับสนุนทุกรัฐบาลและเป็นการทำเพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์   จะต้องดูแลทั้งทหารและประชาชน   วันนี้ดีใจที่ได้กลับมาและไม่ต้องห่วงใครเป็นผบ.ทบ.ก็จะทำงานต่อทำเพื่อประชาชน   ทำเพื่อพวกเราทุกคน  เพราะทหารก็เป็นประชาชนคนหนึ่งวันนี้ตนมาในฐานะนายกฯ   ทำงานในฐานะนายกฯก็เอาทุกอย่างที่ได้จากกองทัพบกมาบริหารให้เกิดผลสัมฤทธิ์    สิ่งสำคัญเราต้องอธิบายเนื่องจากคนไทยไม่ค่อยชอบฟังการอธิบาย   มักจะฟังจากต้นเรื่องและปลายเรื่อง   ตรงกลางไม่รับรู้
ยกเว้นเรื่องของละคร

              นายกฯกล่าวว่า  วันนี้ต้องพูดมากกว่าเดิมอีกนิด  แต่ตนจะพูดลดลงแล้ว  ให้พวกท่านพูดมากขึ้นว่าเรากำลังปฏิรูปประเทศ  ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเดิม   เราก็ปฏิรูปไม่ได้ในเรื่องของประชาธิปไตย  ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเราสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว   สนับสนุนการเลือกตั้ง   แต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เป็นการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเป็นอนาคตของประเทศ   เรารังเกียจใครไม่ได้เลยแม้ใครจะทำผิดหรือถูกก็เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม

              “เหมือนนักโทษเมื่อรับโทษทัณฑ์แล้วก็กลายเป็นคนดีกลับคืนสู่สังคม   แต่ทำผิดใหม่ก็ต้องติดคุกใหม่   เราต้องให้อภัยคนเช่นกัน   แต่ถ้าใครไม่เข้าในระบบไม่ได้   ทุกคนต้องเข้าในระบบกระบวนการยุติธรรม   ต่อไปนี้เราต้องสอนให้ลูกหลายเคารพกฎหมาย  ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลชั้นผู้น้อย  แต่ต้องยอมรับว่าคนมันเยอะก็ต้องช่วยกันดูแลให้ทั่วถึง    เหมือนทุกวันนี้รัฐบาลหนักใจเพราะไม่ใช่รัฐบาลดูแลคนเพียงสิบกว่าล้านคนที่เลือกมา   แต่วันนี้ผมต้องดูแลคน70ล้านคนที่ไม่ได้เลือกผมมา   ซึ่งมันกลับกัน   ไม่ใช่เลือกผมเลย แต่ผมก็จะทำงานให้เขาลูกหลานเราก็อยู่70ล้านคนด้วยจะทำให้ใครมากหรือน้อยไปไม่ได้”นายกฯกล่าว

              นายกฯกล่าวว่า  “อยากให้ทหารช่วยดูแลเกษตรกรชาวนา   ซึ่งไม่สามารถจะห้ามไม่ให้เขาทำนาได้  เพราะเป็นความเคยชิน  ถือเป็นศักดิ์ศรีของชาวนา  เหมือนที่ทหารมีศักดิ์ศรีเช่นกัน   จะไปให้เขาทำอย่างอื่นเป็นเรื่องยากแต่ก็ต้องค่อยๆอธิบายให้เขาเข้าปรับเปลี่ยน  ต้องอาศัยระยะเวลาในการเรียนรู้  รัฐบาลเพียงแต่คิดและนำร่องให้  แต่ไปบังคับกันไม่ได้  บางคนไม่เข้าใจว่ารัฐบาลไปบังคับให้เลิกทำนา   เรื่องแบบนี้เราใจร้อนไม่ได้  บางเรื่องต้องอาศัยเวลาถึง20ปี   วันนี้เราต้องหัดคิดให้เป็น   เหมือนกับการที่เป็นผบ.ทบ.หรือทหาร   ตนก็ต้องคิดว่าผู้บังคับบัญชาต้องการอะไรแล้วคิดต่อว่า  มันจะไปตรงโน้นได้อย่างไร  มันต้องหาวิธีการแล้วมองไปถึงอนาคต   ถ้าเราสามารถเริ่มต้องร่วมกันได้ทุกอย่างจะไม่เสียเวลาทุกวันนี้   การประชุมต่างๆตนก็ใช้วิธีการเดียวกับสมัยเป็นผบ.ทบ.แต่เปลี่ยนมาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล”

              “อยากให้ทหารทุกคนร่วมกันภูมิใจว่า  สิ่งที่กองทัพบกสอนมานั้นมากมายมหาศาล  ทำให้เรามีวินัยเคารพกฎหมายช่วยเหลือคนอื่น  มีจิตสาธารณะ  เสียสละ  อดทน  กล้าหาญ  ไม่ว่าตำแหน่งจะใหญ่หรือเล็กถือว่ามีความเท่ากันและทุกคนมีครอบครัว  มีความลำบาก  สมัยเด็กลำบากมีหนี้สินต้องผ่อนธนาคารเหมือนกัน  เมื่อโตขึ้นก็มีความเข้มแข็งตามลำดับ  จึงถือเป็นเรื่องธรรมดาว่าไม่มีอะไรเท่าเทียมกันได้บนโลกใบนี้  อย่างเดียวที่มีคือวินัยทหารและภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน  ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอให้ระมัดระวังให้ดี  ผมมีความเป็นห่วงโดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ทำเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ  ขอให้ทำอะไรให้เกิดมีระบบและเรียบร้อย  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามผมก็รักกองทัพบกอยู่แล้วไม่เคยอะไรกับใครทั้งสิ้น   มีอะไรก็ดูแลกันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนและทุกคนต้องพร้อมที่จะรับการตรวจสอบทั้งหมด  เรื่องนี้ยอมรับว่า  ผมมีความกังวลว่าจะเข้าใจกับหรือเปล่า"  พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

              “อย่างการก่อสร้างหอประชุมแห่งใหม่นี้ความจริงคิดกันมานานแล้ว  ตั้งแต่ผมเป็นผบ.ทบ.ว่าทำอย่างไรเราจะมีหอประชุมระดับชาติ  สามารถรับแขกบ้านแขกเมืองได้  ที่ผ่านมาบ้านเราไม่มี  จัดงานแต่ละครั้งต้องไปเช่าโรงแรม   จากนี้ไปเราจะมีสถานที่ในการต้อนรับแขกทั้งระดับชาติ  กองทัพบกเป็นหอประชุมที่ร่วมสมัย  มีการออกแบบที่ดีและที่ต้องทำต่อในพื้นทีนี้  ก็เพราะเชื่อมต่อกับการท่องเที่ยวในเกาะรัตนโกสินทร์   เราต้องคิดก้าวหน้า  ถ้าคิดต่ำเตี้ยก็จะต่ำเตี้ยเหมือนเดิม   เราต้องคิดถึงอนาคตและแก้ไขปัจจุบัน  ประคับประคองทุกอย่างให้เดินไปให้ได้  อดีตเราไม่ว่ากัน  แต่ต้องเอาอดีตและประวัติศาสตร์มาเป็นบทเรียน   ทำวันนี้เพื่อเป็นอนาคต  ส่วนจะดีหรือไม่ดีก็ถือเป็นประวัติศาสตร์ของลูกหลานในวันข้างหน้า  แต่อย่าเอาประวัติศาสตร์มาเป็นเรื่องขัดแย้ง  หรือเอาเขตแดนมาขัดแย้ง ถ้ามัวแต่ขัดแย้งเรื่องนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรต้องรบกันอยู่   และถ้ายังรบกันอยู่ทุกอย่างจะไม่มีทางแข็งแรง  ศักยภาพก็ลดลง”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า  วันนี้อยากจะอารมณ์ดี  ที่ผ่านมาไม่รู้เป็นอะไร  อารมณ์เสียทุกวัน  โมโหยิ่งกว่าตอนเป็นผบ.ทบ.อีก   วันนี้ยังรู้สึกว่าตนเองเป็นผบ.ทบ.อยู่เลย   เมื่อวันก่อนลงพื้นที่เจอประชาชนมารอรับถามว่า  ถูกเกณฑ์มาหรือไม่  ดูแล้วคงไม่ถูกเกณฑ์  น่าจะเป็นคนแถวนั้นมายืนตบมือให้  การต้อนรับยืนเขาเชียร์ตนเท่าไรก็ยิ่งกดดันตัวเองมากขึ้น  เพราะทำให้ภาระมากขึ้น  ประชาชนใจร้อนลำบากยากจน  ต้องใช้เงินทุกวัน  ยอมรับว่าทำให้ไม่ทันนั่นแหละคือสิ่งที่กดดันตนเองทุกวัน  แต่ก็ยังมีกำลังใจที่ให้พวกเขา

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า  สำหรับชาวนาวันนี้ก็ยังทำนาอยู่  เพราะไม่ใช่ฤดูนาก็รับจ้างเป็นอย่างนี้มาตลอด  หนี้สิ้นก็มากขึ้นเรื่อยๆ  รัฐแนะนำให้เลิกปลูกข้าว  เขาก็ทำอย่างอื่นไม่เป็น  สอนอย่างไรก็ไม่เป็น  ฉะนั้นต้องให้ลูกหลานเข้ามาทำบ้าง  เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่ให้ปลูกพืชอย่างอื่น  ก็คิดว่าเป็นการทำลายเกียรติยศศักดิ์ศรีชาวนา   ตนได้รับคำตอบมาแบบนี้   ซึ่งวันนี้การบริหารจัดการน้ำยังมีปัญหาต้องใช้หลายอย่าง  น้ำต้นทุนน้อยลง  ป้าๆลุงๆต้องเข้าใจภาครัฐเองก็ต้องสอนให้ชาวนาเข้าใ   จถ้าจะทำการเกษตรปลูกข้าวอย่างเดียวมันไปไม่ได้   ท้ายสุดจะอดน้ำทั้งประเทศ  

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า แต่ตนก็ห้ามไม่ได้   แต่พอปลูกไปแล้วน้ำไม่มีก็เดือดร้อน  ก็คงต้องแห่นางแมวเพื่อให้มีน้ำแล้วกัน   สิ่งที่กดดันในวันนี้คืออธิบายซับซ้อนไม่ได้   ฉะนั้นจะต้องสร้างการรับรู้ให้มากกว่านี้   แม้จะมีข้อมูลในวันนี้ก็ไม่สามารถบริหารได้เพราะเกษตรกรชาวนาไม่เข้าใจ   ซึ่งวันนี้รัฐบาลกำลังพยายามบริหารทั้งระบบและอยากฝากให้ทหารเข้าไปดูตรงนี้ด้วย   ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี  ก็ทรงเป็นห่วงชาวไร่ชาวนาในเรื่องปัญหาน้ำโดยวันนี้รัฐบาลก็ทำถวายอยู่แล้วเพื่อให้พระองค์คลายความกังวล
 
              “ทั้งนี้ในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี   ต้องเข้าใจว่านโยบายเร่งด่วนที่ตนสั่งไป  คืออะไรเรื่องการบริหารปกติไม่ต้องมาบอก  ท่านต้องทำ  ไม่ทำท่านจะโดน  โดยต้องทำให้เห็นความแตกต่างที่ผ่านมา  อนาคตจะเป็นอย่างไรและวันนี้ทำได้เท่าไร  แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการปฏิรูป  ขณะเดียวกันกองทัพบกก็ต้องทำเช่นกัน   20ปีข้างหน้าต้องการเห็นกองทัพแบบไหน  จะต้องเดินทีละ5ปีและ1ปี6เดือนที่ตนจะอยู่ถึงเดือนส.ค.2560 จะเป็นการวางพื้นฐานการปฏิรูปทั้งหมด  อะไรทำให้เสร็จได้วันนี้ก็ต้องทำ  อะไรยังไม่เสร็จก็ส่งต่อให้รัฐบาลหน้า   ยอมรับว่าวันนี้ตนทำได้ไม่ทั้งหมดเพราะปัญหาหมักหมมมานาน  แก้1เจอ10เจอปัญหาใหญ่แฝงด้วยปัญหาเล็ก   ตามมาด้วยกฎหมายต่างๆที่ต้องแก้อีกฉะนั้นจะต้องมีกระบวนการเรียนรู้  ให้รู้จักคิด วิเคราะห์และปฏิบัติให้ชัดเจน  ขอให้สอนน้องๆแบบนี้  หลายอย่างต้องทบทวน  หากเรียนรบพิเศษมากเกินไป  วันหน้าอาจมีปัญหา  จะรุกอย่างเดียวไม่ได้ต้องรุก รับ ร่อนและถอย  ที่สำคัญต้องฝึกช่วยเหลือประชาขนด้วย  จึงจะเรียกทหารที่แท้จริงที่มีความเสียสละ”

              “คนเป็นทหารชาติหน้าเกิดมาก็เป็นทหาร  เชื่อเถอะตายไปก็เป็นผีทหาร   แต่ผีทหารไม่ค่อยดุ   ใจดีช่วยคนวันนี้ดีใจที่มาเจอน้องๆคิดถึงเห็นหน้าเห็นตา  บางทีก็ทักไม่ได้เพราะวันนี้อยู่อีกบทบาทหนึ่ง  แต่ใจก็อยู่กับพวกเราอยู่แล้วทุกเหล่าทักรู้ว่าทุกคนทำงาน   แต่อยากให้ฟังเวลาผมพูด   เพื่อให้รู้ถึงความต้องการของผมที่พูด   เพราะอยากให้รู้ว่าคิดอะไร  ถ้าไม่รู้ว่าพี่คิดอะไรก็จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร   พวกเราอาจจะเคยสงสัยว่าผู้บังคับบัญชาสั่งทำไมเรื่องนี้สั่งแล้วมันจะทำได้หรือไม่   ขอให้เข้าใจว่าที่สั่งไปคือผลของวันนี้   ถ้าทำแบบเดิมมัวแต่ไล่ตามก็เป็นแบบเดิม   วันนี้ต้องมีอันเก่าอันใหม่ให้มีความแตกต่าง   การเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาครั้งหนึ่งมันก็ต้องเกิดความแตกต่าง  เป็นผู้นำแห่งความแตกต่าง  แต่ไม่ใช่ทำลายของเดิม  แต่หากจะสืบทอดก็ว่ากันไป  ผมสอนแบบนี้ทั้งหมดและรับคำสอนมาแบบนี้ด้วยวันนี้จะพูดอีกหลายงานปวดหัวทั้งวัน  จะรอดหรือเปล่าปีครึ่ง  แต่พอเห็นหน้าน้องๆก็มีกำลังใจขอให้อดทนหน่อย"

              "อีหนูทั้งหลาย  วันนี้อารมณ์ไม่ดีก็ด่าไปที่รปภ. คนทำหน้าที่รปภ.ต้องอดทน แต่เราก็สอนเขาด้วยความรักความซื่อสัตย์มอบให้กันก็จบ  ทหารมีแค่นี้ไม่มีอย่างอื่น”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

              พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า   เพลงที่แต่งออกมาล่าสุด  ขอให้ช่วยกันเป็นความรู้สึกของเราและอยากให้ทุกคนมีความรู้สึกร่วมกับเราเพราะ“ฉัน”ในเพลงคือทุกคน  ถ้าหาก“ฉัน”คือคนๆเดียวก็ตายคนเดียว  จะแก้อะไรได้  มันต้องร่วมมือกันและวันนี้ก็มีคนส่งเพลงมาต่อเป็นเพลงสมัยใหม่  ขอบคุณที่เข้ามาแก้ปัญหาก็ถือว่าเป็นกำลังใจ  ไม่ใช่มัวแต่บอกว่า มาขอเวลาไม่นานแล้วไม่ไปเสียที  ฟังแบบนี้มันท้อแท้  ขอร้องสื่อด้วยบ้านเมืองจะสงบและสันติได้ก็ด้วยพวกเราด้วย   สื่อที่จะช่วยกัน  ซึ่งวันนี้ไม่ใช่เวลาปกติ  จะสร้างความขัดแย้งเพิ่มไม่ได้  ในขณะที่ของเก่ายังแก้ไม่ได้จะมาเพิ่มปัญหาใหม่ตีกันทุกวันมันไม่ได้   ปวดหัวต้องมาแก้ทั้งคิดของใหม่รื้อของเก่า   วันนี้20กระทรวงตนรื้อหมดต้องดูแลทั้งหมด  เพราะดันมาเป็นหัวหน้าคสช.และเป็นนายกรัฐมนตรี  ต้องรู้ทุกเรื่อง  บางทีในสมองก็เต็มบวกกับการโมโหเข้าไปอีกมันไม่ไหว   ขอให้ช่วยกัน  อย่าสร้างปัญหาแก้ปัญหาเดินหน้าประเทศให้ได้
 
              “การจะทำอะไรต้องใช้ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไปด้วยกัน  คนมีรายได้น้อยก็ใช้รัฐศาสตร์  คนเลวถ้าผิดมากๆผิดซ้ำซากก็ใช้นิติศาสตร์  แต่หากใช้นิติศาสตร์กับคนมีรายได้น้อยมากๆ  จะทำให้เกิดปัญหา  เพราะเขาอาจจะไม่เข้าใจวันนี้ผมก็เปรียบเป็นทหารแก่คนหนึ่ง  ขอฝากใจไว้ด้วยขอให้ช่วยกันทุกอย่าง  มันเป็นชะตากรรมฟ้าลิขิตใครจะเป็นอะไรทำบุญเท่าไรมันก็เป็นเท่านั้น  อย่าทำให้มันต่ำลงก็แล้วกัน  เป็นคนดีก็จะดีแต่ไม่ใช่ขอพระตลอดไหว้พระทำบุญขอไปเรื่อยแต่ทำบุญน้อย  ถ้าทำความดีฟ้าเห็นเอง”นายกรัฐมนตรีกล่าว


‘อุเทน’อัดรบ.แถลงผลงานแค่อีเว้นท์ยังหลงทาง

              นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงการแถลงผลงานในรอบ 1 ปีของรัฐบาลว่า เท่าที่ได้ติดตามการแถลงผลงานของรัฐบาลเห็นว่า เป็นความพยายามในการโฆษณามากกว่าที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชน งานหลายด้านไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ที่มองไม่เห็นทาง ว่าจะแก้ไขปัญหาได้ในทุกระดับ เพราะเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก จึงไม่ควรวาดภาพว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือฟื้นตัวแล้ว ควรยอมรับความจริง แล้วใช้นโยบายลดรายจ่าย มากกว่าพยายามเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ควรพิจารณาความคุ้มค่าให้ครบทุกมิติ เช่น โครงการรถไฟไทย-จีน ที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นจากในอดีต แต่กลับได้คุณภาพของรถไฟที่ลดลง จนเกิดคำถามขึ้นในตอนนี้ หรือในด้านสังคม โดยเฉพาะการศึกษา ที่ขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวนโยบายของรัฐบาล ในเรื่องการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่ควรไปสอบถามครูผู้สอนว่า สร้างปัญหาให้มากกว่าการพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างที่กระทรวงศึกษาธิการได้ให้แนวทางไว้หรือไม่

              นายอุเทน กล่าวต่อว่า ส่วนตัวยังมีความเชื่อมั่นในความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์ เช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ แต่วันนี้ท่านต้องบริหาร หรือปฏิรูปประเทศ ด้วยหัวใจที่เต็มร้อย โดยใช้ความกล้าและอำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่ด้วยการใช้กำลังที่มีเท่านั้น และถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องแสดงตนเพื่อเป็นผู้ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ บนเส้นทางเลือกที่ดีที่สุด ไม่ควรสิ้นเปลืองเวลา มากล่าวโทษโน่นโทษนี่ โทษคนนั้นคนนี้ หรือโทษบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างที่เป็นอยู่ เพราะในขณะที่รัฐบาลบอกว่า พร้อมที่จะเปิดกว้างรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย แต่เมื่อมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับรัฐบาล ก็ถูกกล่าวหาว่า ไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่รักชาติบ้าง ซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

              “อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำงานด้วยหัวใจที่เต็มร้อย ใช้ความกล้าและอำนาจที่มีอยู่ด้วยใจอันสุจริต ก็จะนำความสุขกลับคืนมาให้ประชาชนตามที่ท่านเคยประกาศไว้ในช่วงรัฐประหาร แบบนี้ถึงจะเป็นการสร้างชาติให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายอุเทน กล่าว

              นายอุเทน กล่าวด้วยว่า สาเหตุหลักข้อหนึ่งที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจการปกครองเมื่อ 22 พ.ค.57 ก็คือ เรื่องความขัดแย้งของคนในชาติ แต่ตลอดระยะเวลา 1 ปี 7 เดือน ที่ผ่านมา กระบวนการสร้างความปรองดองยังไม่มีความคืบหน้าให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นภารกิจหลักของ คสช. จึงอยากฝากไปถึงหัวหน้า คสช.ว่า ท่านต้องเร่งสร้างความสามัคคีปรองดองโดยเร็ว ซึ่งความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้  สังคมต้องมีความยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายต้องเด็ดขาด ไม่มีการเลือกปฏิบัติ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ไม่ให้เกิดวาทกรรมสองมาตรฐานอีกต่อไป เมื่อคนในชาติสมัครสมานท์สามัคคีเมื่อใด จึงจะนับได้ว่าเป็นความสำเร็จของ คสช.

              “อย่ากลัวว่า เมื่อคนในชาติสามัคคีกันแล้ว คสช.จะอยู่ต่อไม่ได้ เพราะหากมีความสามัคคีปรองดองกันได้ ก็จะถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล และ คสช.มากกว่า ถึงเวลานั้นอาจจะมีฉันทามติให้ คสช.อยู่ต่อ หรือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯต่อไปก็เป็นได้ ไม่เหมือนตอนนี้ที่การแก้ปัญหายังไม่ถึงไหน แต่กลับมีผลโพล 99.5% พอใจผลงานรัฐบาล” หัวหน้าพรรคคนไทย ระบุ

              นายอุเทน กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ เชื่อว่าของขวัญปีใหม่ที่คนไทยอยากได้ นอกเหนือจากเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง หรือการสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติแล้ว ยังอยากเห็น การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ อย่างที่บอกรัฐบาล คสช.มีทั้งกำลัง อำนาจ และกฎหมาย อยู่ในมือ หากกล้าจริง การกำจัดคอร์รัปชั่นก็ทำได้ทันที เริ่มจากการปรับแก้ไขกฎหมาย "ให้เปลี่ยนสีธนบัตรทุกชนิดแต่ยังคงมูลค่าเดิมไว้" จากนั้น ให้นำธนบัตรเดิมมาแลกเปลี่ยนภายในเวลา ตามจำนวนที่กำหนด หากมีผู้ใดนำมาแลกเกินมูลค่าที่กำหนดไว้ ต้องมีหลักฐานแสดงที่มาและหลักฐานการเสียภาษีของเงินนั้นๆ ด้วย หากแสดงที่มาที่ไปไม่ได้ก็ต้องยึดเงินส่วนนั้นคืนรัฐ เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการตรวจสอบว่าใครร่ำรวยผิดปกติได้โดยอัตโนมัติ อีกทั้งเงินสีเทานอกระบบก็จะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบ เป็นจำนวนมหาศาล นำกลับมาเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศ

              “การแก้ไขกฎหมายเงินตราจะเป็นเครื่องมือสำคัญของการปราบปรามการทุจริตและการหนีภาษีทั้งปวง ก็ขึ้นอยู่ว่า นายกฯ ประยุทธ์ และ คสช.กล้าหรือไม่ที่จะทำเรื่องนี้ ในขณะที่ตัวเองมีทั้งกำลัง อำนาจ และกฎหมาย อย่างเบ็ดเสร็จ ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชาติอย่างถาวร เพื่อความมั่นคงของชาติ ของลูกหลานเรา เชื่อว่าทุกอย่างสามารถทำได้สำเร็จภายใต้รัฐบาลนี้ แต่หากทำไม่ได้ทั้งทีมีอำนาจขนาดนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกปรามาสว่า เสียของ” นายอุเทน ระบุ.


สปท.สื่อเข้าหารือตร.หาแนวทางดูแลสื่อออนไลน์

              ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.ต .พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พร้อมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนฯ เข้าร่วมประชุมหารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูป ด้านสื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อวิทยุโทรทัศน์ และด้านโทรคมนาคม

              พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการควบคุมสื่อต่างๆ ยังมีจุดอ่อนทำให้ต้องมีการหารือแนวทางการแก้ไขโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสื่อรูปแบบใหม่ ที่ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันสื่อออนไลน์มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก อาทิ เว็บไซต์ ยูทูป ไลน์ ที่มีประชาชนสามารถการเข้าถึงได้ง่ายและกว้างขวาง ซึ่งส่วนปัญหาที่พบจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทำให้ต้องหน่วยงานรัฐต้องกำกับดูแลให้ได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม

              ขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความพร้อมที่จะเข้ามาดูแลการทำงานของสื่อในประเภทต่างๆ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อไม่ได้ลงมาควบคุมดูแลโดยตรง และไม่มีความพร้อม ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตั้งคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็น ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ รวมถึงสปท.มีแนวคิดจะเสนอออกกฏหมายใหม่ในการกำกับดูแลสื่อนอกจากนี้ในวันที่15 และ21 มกราคม ตัวแทนบริษัทgoogleจะเดินทางให้ข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการด้วย