ข่าว

สตช.เติมเขี้ยวเล็บสู่เออีซี‘ฝึกฝนรับมือก่อการร้าย

สตช.เติมเขี้ยวเล็บสู่เออีซี‘ฝึกฝนรับมือก่อการร้าย

24 ธ.ค. 2558

สตช.เติมเขี้ยวเล็บสู่เออีซี‘ฝึกฝน ตั้งรับจู่โจม’รับมือก่อการร้าย : พรรณทิพา จิตราวุฒิพร รายงาน

              “การเข้าโจมตีผู้ก่อการร้าย” เป็นหนึ่งในการทดสอบหน่วยปฏิิบัติการพิเศษตำรวจ ประจำปี 2558 เพื่อฝึกความพร้อมในการรับมือกับภัยอาชญากรรมร้ายแรง และก่อการร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ ซึ่งฐานนี้เป็นฐานที่ 2 ของการทดสอบหน่วยปฏิิบัติการ โดยทีมนี้จะเข้าโจมตีเป้าหมาย เพื่อเข้าไปยิงผู้ก่อการร้ายที่ปะปนอยู่กับประชาชนโดยวัตถุประสงค์ในฐานนี้ เป็นการฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม ฝ่าฟันอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้า

              การปฏิบัติการนี้มีทั้งหมด “6 ฐาน” เริ่มตั้งแต่การเรียกระดมพลของแต่ละหน่วยทั้ง 10 หน่วย ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และศูนย์ปฏิิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยขั้นตอนแรกจะต้องรับมอบภารกิจต่างๆ ก่อนจะเริ่มปฏิิบัติการ ซึ่งแต่ละหน่วยจะส่งทีมเข้าแข่งขันทีมละ 7 นาย รวมทั้งหมด 10 ทีม

              เมื่อผ่านฐานการโจมตีผู้ปฏิิบัติจะต้องทดสอบการยิงปืนในระยะไกลของพลแม่นปืนซึ่งทีมนี้จะมีผู้เข้าร่วมทีม 2 นาย เพื่อสังหารคนร้ายที่ถูกกำหนดไว้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในเวลาที่ถูกกำหนด เมื่อทดสอบเสร็จสิ้น ทีมผู้ปฏิิบัติจะต้องปฏิิบัติภารกิจร่วมกัน ทั้งทีมโจมตีและทีมพลแม่นปืนรวมทั้งหมด 7 นาย เพื่อทดสอบการปฏิิบัติงานที่สอดคล้องกัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์รวมถึงการทดสอบการเคลื่อนที่ในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปฏิิบัติจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้ง 13 อย่างในเส้นทางไปให้ได้ในเวลาที่ถูกกำหนดเพียง 50 นาที

              ส่วนฐานสุดท้ายเป็นฐานการฝึกปฏิิบัติการร่วมกัน โดยฝ่าฟันอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าทั้งในน้ำและบนบก เพื่อช่วยเหลือตัวประกันออกมาจากที่กักขังไปยังสถานที่ปลอดภัย โดยภารกิจในครั้งนี้เป้าหมายเพื่อต้องการให้ทุกคนทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับภารกิจในคำสั่งยุทธการ

              สำหรับผลการปฏิบัติทั้ง 10 หน่วยที่ได้คะแนนสูงสุด ตามเวลาที่กำหนด 3 อันดับแรก คือ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 โดยแชมป์เก่าอย่างตำรวจภูธรภาค 7 ต้องตกลำดับมาอยู่ลำดับที่ 2 เพราะใช้เวลาเกินกำหนด

              พ.ต.ท.อินทรัตน์ ปัญญา รองผกก.3 บก.สอ.บช.ตชด. ระบุว่า โครงการนี้ดำเนินการเป็นปีที่ 2 มีตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าฝึกปฏิบัติการ 10 หน่วยงาน ทั้งหมด 70 นาย เพื่อทดสอบความพร้อม และขีดความสามารถของผู้ปฏิิบัติอย่างต่อเนื่องทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เนื่องจากว่าในปีหน้าประเทศไทยจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งคาดว่าการณ์จะมีภัยคุกคามเข้ามาค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมการรับมือกับภัยอาชญากรรมร้ายแรง การก่อการร้ายที่อาจจะตามมาในอนาคต การทดสอบครั้งนี้เป็นการทดสอบว่าผู้ปฏิบัติมีความพร้อมกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ผู้ปฏิบัติมีความมุ่งหมายกับขีดความสามารถต่อเนื่องไหม หลังจากที่มีการฝึกอบรมแล้วเมื่อปีที่แล้วในทุกๆ หน่วย SWAT ของตำรวจภูธรในแต่ละภาค

              “การทดสอบในแต่ละฐาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ เพื่อรับมือกับสถานการณ์อาชญากรรมและก่อการร้ายได้ทันท่วงที ซึ่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษจะไม่เลือกช่วงเวลาในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติต้องมีความพร้อม 24 ชั่วโมง ทุกลมฟ้าอากาศ เพราะฉะนั้นการเตรียมการทางร่างกาย จิตใจ อุปกรณ์ ต้องมีความพร้อมทั้งหมด ในฐานะที่ผมเป็นหน่วยครูมีความมุ่งหมายว่า หน่วยนี้จะสามารถดำรงขีดความสามารถได้ อย่างน้อยที่สุดในการทดสอบครั้งนี้จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติเกิดทักษะ ความสนใจในการทบทวนทักษะจากทางยุทธวิธีของเขามากที่สุด” พ.ต.ท.อินทรัตน์ กล่าว

              นอกจากนี้ รองผกก.3 บก.สอ.บช.ตชด. ยังบอกอีกว่า ในแต่ละฐานจะเน้นเรื่องการปฏิบัติการพิเศษ วัตถุประสงค์ของงานในหน้าที่ของตำรวจในฐานะผู้รักษากฎหมาย คือการใช้กำลังทางยุทธวิธีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ซึ่งอาจจะมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเหล่านี้ และจำเป็นต้องใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษคลี่คลายสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์คือการช่วยชีวิตคนหรือช่วยชีวิตตัวประกันที่ถูกคุมคาม ซึ่งการกำหนดการเตรียมความพร้อมในการทดสอบครั้งนี้ เตรียมการไว้ตั้งแต่เริ่มต้น คือหน่วยเหล่านี้ต้องอยู่ในที่ตั้งปกติและสามารถถูกเรียกได้ตลอดเวลา โดยคำสั่งเตือนให้ผู้ปฏิบัติ เตือนภัยสถานการณ์ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งว่าผู้ปฏิบัติจะเคลื่อนที่ตาม

              “การแจ้งเตือนแต่ละครั้งเอาไปสั่งการอย่างไร ในระดับผู้บังคับบัญชา ในระดับฝ่ายอำนวยการ มีการเตรียมความพร้อมให้แก่หน่วยเหล่านี้ได้อย่างไร ก็จะเป็นการประสานงานกันสอดคล้องการวิเคราะห์ภารกิจระหว่างฝ่ายอำนวยการ ในระดับผู้บังคับบัญชาที่จะสั่งลงไปให้หน่วยปฏิบัติเกิดการขยับเขยื้อนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการฝ่ายเดียว บางครั้งภารกิจไม่สามารถบรรลุได้ด้วยฝ่ายปฏิบัติการ แต่ต้องดูการเตรียมความพร้อมทั้งระบบตั้งแต่ผู้บังคับบัญชา ฝ่ายอำนวยการที่จะร่วมมือกันสร้างความพร้อมของหน่วยให้ได้มากที่สุด” รองผกก.3 บก.สอ.บช.ตชด. เปิดเผย

              พ.ต.ท.อินทรัตน์ บอกถึงขั้นตอนในการปฏิบัติการว่า ในฐานที่กำหนดไว้เริ่มต้นตั้งแต่การเรียกระดมพล เมื่อหน่วยเริ่มมีความพร้อม บางหน่วยก็มีการซ้อมปฏิบัติตามคำแจ้งเตือน เพื่อระดมพลให้มาทันเรียกใช้ตามวันเวลาที่กำหนด ซึ่งจะต้องมารายงานตัวตามจำนวนคนและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ ยุทโธปกรณ์ที่ผู้ฝึกปฏิบัตินำมาจะต้องได้มาตรฐานของบุคคลและระดับทีมปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องนำมาให้ได้ เพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจ ส่วนในฐานที่ 2 ผู้ปฏิบัติจะแยกการปฏิบัติเหมือนการซักซ้อมทีมปฏิบัติการโจมตีของพลโจมตีที่มีอยู่ และในฐานที่ 3 การซักซ้อมพลแม่นปืน ก็จะแยกการซักซ้อมเหมือนเป็นการทดสอบผู้ปฏิบัติว่า ทีมโจมตีคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติมีความรวดเร็ว รุนแรงในการเข้าโจมตี เพื่อไปช่วยเหลือตัวประกันให้ได้ผ่านอุปสรรค ความอดทนอดกลั่น ไหวพริบปฏิภาณที่จะต้องแก้ปัญหาสถานการณ์ รวมถึงทีมพลแม่นปืนว่าผู้ปฏิบัติจะสามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมโจมตีได้อย่างไร

              “การยิงสนับสนุนการตรวจการณ์ต่างๆ เขาจะต้องมีความรู้ในสิ่งที่ต้องทำงานร่วมกันให้ได้ หลังจากนั้นเมื่อมีความพร้อมของทั้ง 2 ฐานแล้ว จะนำมาสู่ฐานที่ 4 คือการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 ทีม ว่าเขาจะทำงานได้สอดคล้องกันอย่างไรระหว่างทีมโจมตีและพลแม่นปืน เราก็จะมีคำสั่งยุทธการและแผนการปฏิบัติงานให้ และมีการประสานสอดคล้องให้ ซึ่งผู้ปฏิบัติต้องทำงานตามแผนที่กำหนดให้ได้ ถ้าเกิดข้อผิดพลาดหมายถึงเขาไม่สามารถสื่อสาร ดำรงความมุ่งหมายในแผนงานไว้ได้” พ.ต.ท.อินทรัตน์ เปิดเผย

              ส่วนฐานสุดท้ายได้รวมทุกอย่างตั้งแต่เรื่องของการซักซ้อมทีมโจมตี การซักซ้อมทีมแม่นปืน และการปฏิบัติร่วมกันมาใช้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์คือการช่วยเหลือตัวประกัน ซึ่งได้กำหนดแผนยุทธการไว้ให้ การประสานสอดคล้องเหมือนเป็นการซักซ้อมไปถึงวันปฏิบัติจริง

              เป้าหมายสูงสุดของการทดสอบการปฏิบัติการครั้งนี้ ผู้ปฏิบัติจะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการทดสอบกลับไปถ่ายทอดลักษณะทางยุทธวิธี ให้แก่กำลังพลตำรวจในพื้นที่หรือภายในหน่วยต้นสังกัด เพื่อฝึกฝนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด